“ป่าผืนสุดท้ายคือบ้านของเรา” แคมเปญ หวังทลายอคติ-เข้าใจชุมชนคนอยู่กับป่า ไม่ใช่ผู้ทำลาย 

สมัชชาชุมชนคนอยู่กับป่า ชี้ นโยบายห้ามเผาเหมารวมล้าหลัง ไม่ตอบโจทย์แก้ปัญหาฝุ่น แถมต่อยอดอคติ ความขัดแย้งยืดเยื้อ หวัง รัฐทบทวน ให้ชุมชนมีส่วนร่วมแก้ปัญหา ออกแบบบริหารจัดการเชื้อเพลิง-ทรัพยากร 

วันนี้ (27 เม.ย.69) ชุมชนคนอยู่กับป่า กลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง ร่วมกันเปลี่ยนภาพโปรไฟล์โซเชียลมีเดีย พร้อมติด #ป่าผืนสุดท้ายคือบ้านของเรา หลัง สมัชชาชุมชนคนอยู่กับป่า (สชป.) เปิดแคมเปญ “ป่าผืนสุดท้ายคือบ้านของเรา” ชุมชนมิใช่ผู้ทำลาย มิใช่ผู้ร้ายไฟป่า  

โดยสาระสำคัญของแคมเปญดังกล่าว ระบุถึง สถานการณ์ PM 2.5 ที่รุนแรงในพื้นที่ภาคเหนือถูกนำไปเชื่อมโยงกับไฟป่า ขณะที่ผู้คนในเขตป่า โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ และชนพื้นเมืองได้รับผลกระทบสูงที่สุด ได้แก่

  1. ผลกระทบจากสถานการณ์ไฟป่าที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติการณ์ ซึ่งนอกจากสืบเนื่องจากปรากฏการณ์เอลนีโญแล้ว ยังเป็นเพราะการสะสมเชื้อเพลิงในพื้นที่ป่าที่มากเกินไปจนเกิดไฟป่าขนาดใหญ่ที่ยากจะควบคุม นั่นทำให้ชุมชนต้องระดมกำลังกันจัดการไฟ ทั้งการทำแนวกันไฟ ลาดตระเวนเฝ้าระวังไฟ และดับไฟป่า โดยได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐน้อยมาก

  2. ผลกระทบจากนโยบายแก้ฝุ่นควัน ซึ่งภาครัฐประกาศใช้มาตรการห้ามเผาและห้ามเข้าป่า กระทบต่อการใช้ไฟจำเป็น ทั้งการชิงเผาป้องการไฟป่าขนาดใหญ่ และการจัดการเชื้อเพลิงในไร่หมุนเวียน รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายด้านที่ดิน-ป่าไม้อย่างเข้มข้น จนเกิดการจับกุมดำเนินคดีชาวบ้านเป็นจำนวนมาก

  3. อคติต่อชนเผ่าพื้นเมืองและการมองชุมชนเป็นผู้ร้าย ยังคงพบการผลิตซ้ำภาพจำว่าคนอยู่กับป่าและชนเผ่าพื้นเมืองเป็นผู้ทำลายป่า อาทิ การเผาป่าเพื่อเก็บหาของป่า การล่าสัตว์ และการทำไร่หมุนเวียนก็ถูกมองว่าก่อ PM 2.5 กระทบเมือง ซึ่งพบว่าการผลิตซ้ำภาพจำเช่นนี้เกิดขึ้นในหมู่สื่อมวลชน ภาคประชาสังคม ประชาชนทั่วไป รวมถึงผู้แทนรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงที่เกี่ยวข้องด้วย

ขอยืนยันว่า ชุมชนคนอยู่กับป่า คือแนวหน้าสู้ไฟป่า และในทุกฤดูกาล ต่างร่วมแรงร่วมใจจัดการทรัพยากรธรรมชาติด้วยองค์ความรู้ ชีวิต และจิตวิญญาณจนอุดมสมบูรณ์ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในฤดูร้อนปีนี้กระทบต่อสิทธิในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติของเราอย่างใหญ่หลวง และได้ผลิตซ้ำสร้างภาพจำว่าชุมชนเป็นผู้ร้ายไฟป่าให้ยิ่งฝังลึกในสังคม”  

แถลงการณ์ ระบุ

ขณะที่ พชร คำชำนาญ ผู้ช่วยผู้อำนวยการมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ ยกข้อมูล จุด Hotspot ล่าสุดเมื่อวันที่ 25 เมษายนที่ผ่านมา จาก Gistda พบว่า ในประเทศไทย พบจุดความร้อน 318 จุด ส่วนใหญ่อยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ (อุทยานแห่งชาติ, เขตห้ามล่าสัตว์ป่า, เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า, วนอุทยาน) มากถึง 133 จุด คิดเป็นกว่า 40 % ของจุดความร้อนทั้งหมด นอกนั้นก็กระจายอยู่ในป่าสงวนแห่งชาติ พื้นที่เกษตร สปก. ชุมชนและอื่น ๆ ริมทางหลวง 

“มันสะท้อนว่าปัญหาไฟ ถ้าจะเอา Hotspot มายืนยันจริง ๆ มันชัดเจน อยู่ในป่าอนุรักษ์ ในความรับผิดชอบของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ที่มีมาตรการกฎหมายเข้มข้นที่สุด ในส่วนของชุมชนน้อยมาก และถ้าจะเอา Hotspot เป็นตัวชี้วัดจริงๆ ให้ดูเปรียบเทียบประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมาร์ พบมากถึง 1,436 จุด ที่เทียบกับไทยที่มีแค่ 318 จุด แบบนี้ชัดเจนไม่พอหรอว่าปัญหามันอยู่ที่ตรงไหน”

พชร คำชำนาญ

พชร ยังย้ำว่า การมาปิดป่า-ห้ามเผาหรือจับชาวบ้านเก็บไข่มดแดง หาของป่า จึงไม่ตอบโจทย์ แถมกระทบการจัดการเชื้อเพลิงหรือใช้ไฟดีของชาวบ้าน ที่มีความจำเป็นต่อวิถีชีวิตอย่างไร่หมุนเวียน อยากให้รัฐยอมรับได้แล้วว่า มาตการรัฐมีปัญหา โดยเฉพาะหน่วยงานป่าอนุรักษ์โดยตรง และขอให้เลิกโทษชาวบ้าน หรือมาวิพากษ์วิจารณ์ข้อเรียกร้องของชาวบ้านด้วยข้อมูลที่ถูกต้องบ้าง ดังนั้นการอ้างว่าเหตุของไฟป่าเกิดจากการหาของป่านั่นแหละ ที่เลื่อนลอย และไม่มีหลักฐาน

ปัญหาเหล่านี้ เป็นภาพสะท้อนที่รัฐควรต้องทบทวนนโยบายที่ไม่ตอบโจทย์นี้ ให้ชุมชนมีส่วนร่วมแก้ปัญหา ร่วมออกแบบบริหารจัดการเชื้อเพลิง-ทรัพยากร

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active