หน่วยวิจัยนิเวศปัญญาชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง ชี้ ชุมชนไม่ใช่ผู้ทำลายป่า แต่เป็นหุ้นส่วนจัดการไฟที่มีประสิทธิภาพ ด้านเครือข่ายลุ่มน้ำชุมชนชาติพันธุ์เชียงราย ชู 8 ข้อเสนอ ย้ำ “ คนอยู่กับไฟได้ ไฟคือนิเวศชีวิต ” หวังรัฐทบทวนมาตรการห้ามเผาให้สอดคล้องกับบริบทนิเวศวัฒนธรรม
เมื่อวันที่ ( 30 พ.ค.69 ) ในเวที “ถอดบทเรียน สรุปผล และสื่อสารสาธารณะ โครงการการนำองค์ความรู้และนวัตกรรมการจัดการปัญหาฝุ่นควันและไฟป่าไปขยายผลในพื้นที่เป้าหมายจากภูมิปัญญาชนเผ่าจังหวัดเชียงราย” ที่จัดขึ้น ณ ห้องประชุมคำมอกหลวง มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย มีการนำเสนอผลการวิจัยและนิทรรศการสาธารณะเกี่ยวกับการจัดการไฟป่าโดยชุมชนชาติพันธุ์
โครงการดังกล่าวดำเนินการโดย หน่วยวิจัยนิเวศปัญญาชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ร่วมกับ สถาบันศิลปวัฒนธรรมและอารยธรรมลุ่มน้ำโขง สำนักวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)
พลิกกรอบคิดใหม่ ประเทศไทยไม่ได้ล้มเหลวในการดับไฟ แต่กำลังล้มเหลวในการเข้าใจไฟ
หนึ่งในข้อค้นพบสำคัญที่ ผศ.สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ หัวหน้าโครงการวิจัย ได้นำเสนอ คือการท้าทายความเชื่อเดิมของสังคมที่มองไฟป่าเป็นศัตรูและมองชุมชนชาติพันธุ์เป็นต้นเหตุของปัญหา PM2.5 โดยงานวิจัยเสนอว่า วิกฤตไฟป่าในภาคเหนือไม่ได้เกิดจากการขาดมาตรการดับไฟ หากแต่เกิดจากความขัดแย้งของระบบความรู้ ที่มักละเลยภูมิปัญญาการจัดการไฟของชุมชนท้องถิ่น
โดยงานวิจัยเสนอการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ 3 เรื่องสำคัญ
• ไฟคือศัตรู สู่ ไฟคือพลังทางนิเวศ
• ห้ามเผาโดยเด็ดขาด สู่ การใช้ไฟอย่างรู้เท่าทัน
• การควบคุมไฟจากส่วนกลาง สู่ การดูแลไฟโดยชุมชน
ข้อค้นพบใหม่ ภูมิปัญญาชนเผ่าสามารถลดไฟป่าและ PM2.5 ได้จริง


“ผลการดำเนินงานในพื้นที่เป้าหมายซึ่งครอบคลุม 4 ลุ่มน้ำ 27 ชุมชน พื้นที่กว่า 49,000 ไร่ พบว่าการประยุกต์ใช้ ระบบการใช้และดูแลไฟโดยชุมชน สามารถลดจำนวนจุดความร้อนได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยจุดความร้อนลดลงจาก 397 จุด เหลือ 130 จุด หรือคิดเป็นการลดลง 67.2% ภายในระยะเวลาดำเนินโครงการ” ผศ.สุวิชาน กล่าว
นอกจากการลดจุดความร้อนแล้ว ยังพบผลเชิงสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ ได้แก่
• ลดความรุนแรงของไฟป่า
• ลดปริมาณเชื้อเพลิงสะสมในป่า
• ช่วยลดปัญหา PM2.5
• ฟื้นฟูความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ
อีกหนึ่งข้อค้นพบเชิงสังคมที่โดดเด่น คือการเปลี่ยนบทบาทของชุมชนชาติพันธุ์จากผู้ถูกกล่าวหาให้กลายเป็นผู้ร่วมจัดการทรัพยากร โดยโครงการสามารถพัฒนา อาสาสมัครจัดการไฟป่า 150 คน , แผนการใช้และดูแลไฟระดับชุมชน 26 แผน , เครือข่ายผู้ได้รับประโยชน์กว่า 2,422 คน , เยาวชนและคนรุ่นใหม่เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 260 คน
“งานวิจัยยังค้นพบมิติใหม่ที่เรียกว่า นิเวศเศรษฐกิจดูไฟ ซึ่งเชื่อมโยงการอนุรักษ์ป่ากับการสร้างรายได้ของชุมชน โดยสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับป่าและการดูแลไฟได้ถึง 1.59 ล้านบาทต่อปี พร้อมลดต้นทุนการจัดการไฟกว่า 324,000 บาท ขณะที่การประเมินผลตอบแทนทางสังคม (SROI) พบว่า ทุก 1 บาทที่ลงทุน สามารถสร้างผลตอบแทนกลับคืนสู่สังคมได้ถึง 5.02 บาท ครอบคลุมผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อม สังคม เศรษฐกิจ และการจัดการทรัพยากร” ผศ.สุวิชาน กล่าว
- อ่านงานวิจัยเพิ่มเติม
ข้อเสนอเชิงนโยบาย เปลี่ยนจาก “ควบคุมไฟ” เป็น “อยู่ร่วมกับไฟ”
ผศ.สุวิชาน ได้นำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบาย 3 ประการ คือ
1. ยอมรับบทบาทและภูมิปัญญาของชนเผ่าและชุมชนชาติพันธุ์ในการจัดการไฟ
2. สร้างระบบการดูแลไฟโดยชุมชนให้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายสาธารณะ
3. ปรับแนวคิดการจัดการไฟจาก “การควบคุมไฟ” สู่ “การอยู่ร่วมกับไฟ” อย่างมีความรับผิดชอบ
“งานวิจัยชิ้นนี้กำลังเสนอคำตอบใหม่ต่อวิกฤต PM2.5 และไฟป่าของประเทศไทยว่า การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนอาจไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มกำลังดับไฟหรือการออกมาตรการห้ามเผาที่เข้มงวดขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่คือการสร้างระบบที่ทำให้ชุมชนซึ่งอยู่กับป่ามาอย่างยาวนานสามารถใช้ความรู้ดั้งเดิมร่วมกับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ในการบริหารจัดการไฟอย่างเหมาะสม” ผศ.สุวิชาน กล่าว


ชู 8 ข้อเสนอ ย้ำ “คนอยู่กับไฟได้ ไฟคือนิเวศชีวิต” หวังรัฐทบทวนมาตรการห้ามเผาให้สอดคล้องกับบริบทนิเวศวัฒนธรรม
ขณะที่เครือข่ายลุ่มน้ำชุมชนชาติพันธุ์จังหวัดเชียงราย ร่วมกันแถลงเจตนารมย์ ว่าด้วยเรื่องการใช้และดูแลไฟ ยืนยันหลักการ “คนอยู่กับไฟได้ ไฟคือนิเวศชีวิต” ไฟไม่เคยเป็นปัญหา แต่การปฏิเสธภูมิปัญญาของผู้ดูแลไฟต่างหากที่เป็นปัญหา
โดยแถลงเจตนารมย์ดังกล่าว มีเนื้อหารายละเอียดสำคัญ ระบุว่า เครือข่ายลุ่มน้ำชุมชนชาติพันธุ์จังหวัดเชียงราย ผู้สืบทอดองค์ความรู้ วิถีวัฒนธรรม และภูมิปัญญาการอยู่ร่วมกับป่าและไฟจากบรรพชนมาอย่างยาวนาน ขอประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันต่อสาธารณชน หน่วยงานภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคเอกชน และทุกภาคส่วนในสังคม ว่า การจัดการไฟที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อสังคมยอมรับความสัมพันธ์ระหว่างคนกับธรรมชาติ และยอมรับบทบาทของชุมชนในฐานะผู้ดูแลระบบนิเวศร่วมกัน
“ตลอดหลายชั่วอายุคน ไฟเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต การผลิตอาหาร การดูแลป่า การฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ และการลดความเสี่ยงจากไฟป่าขนาดใหญ่ ภูมิปัญญาการใช้ไฟของชุมชนชาติพันธุ์มิได้เป็นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ หากแต่เป็นระบบความรู้ที่พัฒนาขึ้นจากประสบการณ์และการเรียนรู้ร่วมกับธรรมชาติมาอย่างต่อเนื่อง”



ด้วยเหตุนี้ เครือข่ายลุ่มน้ำชุมชนชาติพันธุ์จังหวัดเชียงราย จึงขอประกาศเจตนารมณ์และข้อเสนอร่วมดังนี้
1. ยืนยันหลักการ “คนอยู่กับไฟได้ ไฟคือนิเวศชีวิต” ขอยืนยันว่าไฟเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศและวิถีวัฒนธรรมของชุมชน การอยู่ร่วมกับไฟอย่างรู้เท่าทันและมีความรับผิดชอบ คือรากฐานสำคัญของการดูแลป่าและทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน
2. ยืนหยัดเป็นผู้ใช้ไฟและผู้ดูแลไฟอย่างมีจริยธรรม พวกเรามุ่งมั่นที่จะใช้ไฟบนฐานของความรู้ ความรับผิดชอบ และจริยธรรม โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของชุมชน สิ่งแวดล้อม และสาธารณะ พร้อมสืบทอดและพัฒนาระบบการจัดการไฟที่เหมาะสมกับบริบทปัจจุบัน
3. เรียกร้องให้ยอมรับองค์ความรู้และภูมิปัญญาชาติพันธุ์ในการจัดการไฟ พวกเราขอให้รัฐและสังคมยอมรับองค์ความรู้ของชุมชนชาติพันธุ์ในฐานะมรดกทางปัญญาที่มีคุณค่า และบรรจุองค์ความรู้ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย แผนงาน และมาตรการบริหารจัดการไฟทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ
4. ยอมรับชุมชนชาติพันธุ์เป็นหุ้นส่วนในการออกแบบการบริหารจัดการไฟ พวกเราขอให้ชุมชนชาติพันธุ์มีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการกำหนดนโยบาย วางแผน ออกแบบ และตัดสินใจเกี่ยวกับการบริหารจัดการไฟในพื้นที่ของตนเอง ภายใต้หลักการมีส่วนร่วม ความเสมอภาค และการเคารพสิทธิของชุมชน
5. ทบทวนมาตรการห้ามเผาให้สอดคล้องกับบริบททางนิเวศวัฒนธรรม พวกเราขอให้มีการทบทวนมาตรการห้ามเผาแบบเบ็ดเสร็จที่ไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของพื้นที่ และพัฒนาแนวทางการจัดการไฟที่มีความยืดหยุ่น สอดคล้องกับระบบนิเวศ วัฒนธรรม ฤดูกาล และภูมิปัญญาของแต่ละชุมชน
6. ส่งเสริมระบบการเกษตรและเศรษฐกิจชุมชนที่เอื้อต่อการดูแลไฟอย่างยั่งยืน พวกเราขอให้มีการสนับสนุนระบบการผลิตและระบบเศรษฐกิจชุมชนที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของชุมชนชาติพันธุ์ช่วยสร้างรายได้ ความมั่นคงทางอาหาร และเสริมศักยภาพของชุมชนในการบริหารจัดการไฟอย่างสร้างสรรค์และเป็นธรรม
7. สนับสนุนการประยุกต์ใช้พระราชบัญญัติส่งเสริมและคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พวกเราขอสนับสนุนการนำพระราชบัญญัติส่งเสริมและคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์มาใช้เป็นกลไกสำคัญในการคุ้มครองสิทธิทางวัฒนธรรม สิทธิในการจัดการทรัพยากร และการส่งเสริมวิถีการใช้ไฟของชุมชนชาติพันธุ์อย่างเป็นธรรมและเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
8. ส่งเสริมกลไกเครือข่ายลุ่มน้ำชาติพันธุ์เพื่อการบริหารจัดการไฟจังหวัดเชียงราย พวกเราขอร่วมกันพัฒนา “เครือข่ายลุ่มน้ำชาติพันธุ์บริหารจัดการไฟจังหวัดเชียงราย” บนฐานความสัมพันธ์ของลุ่มน้ำ วัฒนธรรม และชุมชน ให้เป็นกลไกความร่วมมือระหว่างชุมชน หน่วยงานรัฐ ภาควิชาการ และภาคีที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันจัดการไฟอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นธรรม และยั่งยืน

“ พวกเราขอยืนยันว่า อนาคตของการจัดการไฟที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้จากการประสานพลังระหว่างภูมิปัญญาท้องถิ่น วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างคน ป่า น้ำ และไฟ ให้ดำรงอยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูลสืบไป ไม่มีไฟใดปลอดภัยกว่าการมีคนเฝ้าไฟ และไม่มีป่าใดยั่งยืนกว่าป่าที่ชุมชนได้ร่วมดูแล” แถลงเจตนารมย์ ระบุ
