กมธ.สว.ประชุมนัดส่งท้าย ‘พ.ร.บ.อากาศสะอาด’ เตรียมเข้าวาระ 2-3 วุฒิสภา 6-7 ก.ค.นี้  

เผย ปรับแก้กว่า 100 มาตรา ยืนยันต้องสร้างสมดุลระหว่างสิทธิประชาชนกับความสามารถในการปรับตัวของภาคธุรกิจ ด้าน กมธ.ภาคประชาชน ชี้ มีหลายประเด็นเห็นต่าง หวั่น เขี้ยวเล็บถูกตัด การกระจายอำนาจจัดการมลพิษทางอากาสไม่เกิด จับตา สภา สว. ลุ้นตั้ง กมธ.ร่วม 2 สภา

วันนี้ (30 มิ.ย. 69) ที่รัฐสภา วุฒิชาติ กัลยาณมิตร ประธานคณะ กมธ. วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. …. (กมธ.อากาศสะอาด สว.) แถลงข่าวความคืบหน้า พ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ ว่าวันนี้เป็นการประชุมครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะนำร่างเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมวุฒิสมาชิก ในวาระ 2 วาระ 3 ในวันที่ 6 และ 7 เป็นเวลา 2 วัน เนื่องจากมี 273 มาตรา 

วุฒิชาติ บอกว่า การประชุมของ กมธ. สว.มีการประชุมทั้งหมด 16 ครั้ง แบ่งเป็น 7 ครั้งในสมัยประชุมที่แล้วก่อนยุบสภาฯ กระทั่งวันที่ 25 พ.ค. 69 มีการยืนยันร่างกลับมาทำให้ได้ประชุมต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน พร้อมชี้ว่า กฎหมายฉบับนี้เป็นที่สนใจของสื่อมวลชนและประชาชนทั่วไป เป็นร่าง พ.ร.บ.ที่มีส่วนได้เสียกับทุกคน เพราะ คนเราเกิดมาก็ต้องหายใจเป็นสิทธิที่ท่านพื้นฐานที่ทุกคนควรจะได้รับในเรื่องอากาศสะอาด 

“ต้องบอกว่า ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ เป็นร่างที่ กมธ. หลายท่านให้ความสนใจ ในการนี้เรามี กมธ. ทั้งในส่วนของภาคเอกชน ส่วนราชการที่เข้ามาให้ข้อมูล ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ เป็นร่างที่ต้องใช้เวลานานในการพิจารณา แต่เราพยายามควบคุมในเรื่องของกรอบระยะเวลา”

วุฒิชาติ กัลยาณมิตร 

วุฒิชาติ ระบุว่า เนื่องจากมีการปรับแก้ไขจากร่างเดิมที่ผ่านสภาผู้แทนราษฎรมา เมื่อผ่านสภาฯ ในวาระ 2 และ 3 แล้ว อาจมีการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมระหว่า สส. และ สว. เนื่องจากมีการปรับแก้เพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับสถานการณ์ และความเป็นไปได้ในการปฏิบัติจริง

“ต้องขอขอบคุณ กมธ. หลายภาคส่วนที่อยู่ในการประชุมครั้งนี้ ที่ได้เสียสละ และก็มองเห็นความจำเป็นของ ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ มีการถอยลงคนละก้าว เพื่อทำให้ร่างกฎหมายออกมาสามารถบังคับใช้ได้จริง และนำไปสู่เรื่องของคุณภาพอากาศที่ดีสำหรับพี่น้องประชาชนทุกคน”

วุฒิชาติ กัลยาณมิตร 

วุฒิชาติ บอกด้วยว่า มีการส่งมอบความเห็นของสมาชิกวุฒิสภา และความเห็นของคณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ซึ่งต้องไปรอฟังความเห็นชอบจากที่ประชุมใหญ่ สภา สว. ก่อนที่จะส่งกลับเข้าไป สภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการร่วม ในระหว่างปิดสมัยประชุมสภาฯ จะสามารถให้กรรมาธิการร่วมสามารถดำเนินการพิจารณาไปได้ คาดว่ากฎหมายน่าจะประกาศใช้ได้อย่างช้าสุดคือต้นปี 2570 

เมื่อถามถึงการแก้ไขในหลายส่วนในร่างกฎหมายที่มาจาก สส. โดย สว.วุฒิชาติ เปิดเผยกับ The Active ว่าร่างกฎหมายนี้มีผลกระทบกับทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาคอุตสาหกรรม ภาคประชาชน มีการถกกันค่อนข้างหลากหลายประเด็นในเรื่องของความเป็นไปได้ในการออกมาตรการที่มากำกับดูแลภาคเอกชน ซึ่งมีความกังวลว่าจะมีผู้ประกอบการยังไม่พร้อม

“ถ้าเป็นผู้ประกอบการที่แข็งแรงเราไม่ห่วง แต่ยังมีผู้ประกอบการที่เป็น SME รายเล็ก การไปกำหนดมาตรฐานที่สูงต้องอาศัยเครื่องมืออุปกรณ์ที่ค่อนข้างจะไฮเทคเข้ามาช่วย ในการควบคุมในเรื่องของปริมาณการปล่อยของสารพิษหรืออากาศอาจจะต้องใช้เงินลงทุนพอสมควร มีประเด็นเรื่องของกองทุน และเรื่องของความเป็นไปได้ เช่น อาจจะต้องไปประกอบระยะเวลาว่าภายในระยะเวลาเท่าไหร่คุณต้องควบคุมในเรื่องปริมาณอากาศให้เข้ามาสู่มาตรฐานตามที่พวกเรากำหนดไว้”

วุฒิชาติ กัลยาณมิตร 

วุฒิชาติ กัลยาณมิตร ประธานคณะ กมธ. วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด สว.

วุฒิชาติ ชี้ว่า ในประเด็นการการกระจายอำนาจในคณะกรรมการอากาศสะอาดจังหวัด ที่เปลี่ยนจาก “นายก อบจ.” เป็น “ผู้ว่าฯ” เพราะในส่วนของผู้บริหารท้องถิ่น นายกฯ อบจ. เรากำหนดให้มาเป็นรองประธาน เหตุผลเพราะว่าอำนาจในการบริหารการจัดการ อำนาจทางปกครอง ทางผู้ว่าฯ มีมากกว่า บางที นายก อบจ. ไม่มีอำนาจสั่งการต่อหน่วยงานต่าง ๆ แต่ว่าผู้ว่าฯ มีอำนาจอยู่ จึงให้ทำงานร่วมกัน 

ส่วนมาตรการทางเศรษฐศาสตร์ กองทุนอากาศสะอาด ยังมีความจำเป็น เพราะผู้ประกอบการรายย่อยที่ไม่มีความสามารถในการลงทุน ส่วนคณะกรรมการชุดต่าง ๆ ที่เพิ่มภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจเข้า เนื่องจากมีภาคเอกชน และวุฒิสมาชิกเสนอเข้ามา เพราะต้องการให้ก้าวเดินไปด้วยกันตั้งแต่แรก ควรให้ภาคเอกชนรับรู้ว่ามีการกำหนดข้อตกลง กำหนดวิธีการปฏิบัติร่วมกัน เพราะกฎหมายเกี่ยวข้องกับทุกภาคส่วนการจะให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งกำหนด โดยที่ฝ่ายที่มีส่วนได้ส่วนเสียไม่ได้เข้าร่วมเลยคงเป็นไปไม่ได้

ประธานคณะ กมธ. อากาศสะอาด สว. ระบุด้วยว่า กฎหมายมีการแก้ไขราว ๆ 100 มาตรา ซึ่งมาจากหลายภาคส่วนที่เข้ามาปรับจัดเรียงถ้อยคำให้สอดรับกับกฎหมายหลายฉบับ เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน ทั้งกรมศุลกากร กรมสรรพสามิต กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมควบคุมมลพิษ ต้องฟังในฐานะผู้รักษาการตามกฎหมาย

“พ.ร.บ.อากาศสะอาด เข้ากับทุกคน ทุกคนมีสิทธิในอากาศสะอาด แต่เพียงแต่ว่าเราต้องประคองในเรื่องของธุรกิจให้เดินไปได้ด้วย ไม่ใช่ไปตั้งข้อจำกัดจนไปทำลายภาคธุรกิจจนเขาเดินต่อไม่ได้ การตกงานของพี่น้องประชาชนจะมีอีกเท่าไหร่ ในกรณีถ้าเขาไม่มีขีดความสามารถในการลงทุนที่จะทำเรื่องพวกนี้ ทำให้เราเห็นความสำคัญกับกองทุน มองเห็นว่าควรจะกำหนดกรอบระยะเวลาให้มีโอกาสได้ปรับตัว”

วุฒิชาติ กัลยาณมิตร 

เมื่อถามว่าจากกรณีที่ กกร. ออกแถลงการมีผลต่อการพิจารณากฎหมาย หรือไม่ ? วุฒิชาติ เผยว่า พ.ร.บ. นี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับทุกภาคส่วนจึงต้องฟังทั้งหมด

“ไม่ว่าจะเป็นภาคประชาชน กกร. ภาคอุตสาหกรรม แต่เราก็มาสังเคราะห์กันด้วยเหตุและผลในการปฏิบัติ เพราะอย่าลืมว่าเรามีนักกฎหมายที่มีความเกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ.นี้เข้ามา แล้วก็ไม่ใช่ว่าเราเอาเสียงข้างมากลากไป เราฟังกันด้วยเหตุและผล”

วุฒิชาติ กัลยาณมิตร 

กมธ. ภาคประชาชน ชี้ ยังมีหลายเรื่องเห็นต่าง

ด้าน รศ.คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม ประธานสมาคมเครือข่ายอากาศสะอาดเพื่อสุภาพ และ รองประธาน กมธ.อากาศสะอาด สว. กล่าวภายหลังการประชุมครั้งสุดท้ายว่า มีความรู้สึกไม่แน่นอนสูงขึ้นกว่าเดิม และมีหลายประเด็นที่เห็นต่าง แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับในวาระ 2 ของ สว. จะโหวตอย่างไร รวมถึงความไม่แน่ว่าจะมีการตั้งกรรมมาธิการร่วม 2 สภาหรือไม่ เพราะทราบมาว่า ถ้า สส. ส่วนใหญ่โหวตเห็นชอบกับร่างฉบับ สว. แก้ไข ก็ประกาศเป็นกฎหมายได้เลย 

“เราไม่รู้ว่าในวาระ 2 สว. จะมีเซอร์ไพรส์อะไรหรือเปล่า เพราะบางเรื่องในชั้นกรรมาธิการ อาจจะอาจจะคุยกันไม่ได้ข้อสรุป”

รศ.คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม 

รศ.คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม ประธานสมาคมเครือข่ายอากาศสะอาดเพื่อสุภาพ และรองประธาน กมธ.อากาศสะอาด สว.

รศ.คนึงนิจ ชี้ว่า กรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่มีการสงวนคำแปรญัตติทำให้มีโอกาศไปอภิปราย แต่เรื่องนี้แทบไม่มีความหมาย ถ้าระบบรัฐสภาไทยยังเป็นแบบนี้ ถ้าเราชี้แจงอย่างเต็มที่ว่าจะเกิดประโยชน์ต่อประชาชนมากกว่าถ้าเห็นด้วยกับเสียงข้างน้อยที่เราตั้งข้อสงวนไว้ แต่ถ้ามือที่ยกไม่ได้ยกให้กับ กมธ. เสียงส่วนน้อย แปลว่า จะทำอะไรไม่ได้ แต่ก็ทำเต็มที่แล้ว

“เพราะฉะนั้นที่ว่าไม่ได้กังวลอะไรเพิ่มมา เพราะเป็นสิ่งที่ประเมินสถานการณ์มาโดยตลอดแล้วก็ชี้แจงให้ เพื่อน ๆ นอกสภา ทราบมาโดยตลอด ว่าเราคิดว่าแนวโน้มเป็นแบบไหน ก็ไม่ได้ต่างอะไรมากจากสิ่งที่เราได้เคยกังวลมานาน ก็ยังคงเป็นเช่นนั้น ถ้าจะมีอะไรที่เซอร์ไพรส์มากไปกว่านี้ นั่นก็คงวิธีการบริหารจัดการ ร่าง พ.ร.บ.ที่สนใจความรู้สึกของประชาชนมากแค่ไหนหรือไม่” 

“ยกตัวอย่าง การอ้างว่ารีบปัดจบ เพื่อจะได้มีกฎหมายได้เร็ว ๆ แต่เร็ว จะต้องดีด้วย ไม่ใช่เร็วอย่างเดียว แต่กฎหมายไม่มีคุณภาพ เพราะไปตัดอะไรออกเกลี้ยงเลย แล้วก็ไม่ถ้าไม่เหลืออะไรไว้เป็นที่พึ่งประชาชน เนื่องจากเราเป็นตัวแทนภาคประชาชน แน่นอนที่สุดเราก็ต้องพูดแทนภาคประชาชน ต้องสงวนทุกเรื่องที่คิดว่าประชาชนจะไม่ได้รับการปกป้องคุ้มครอง”

รศ.คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม 

เขี้ยวเล็บสำคัญ จะยังอยู่ไหม ?

รศ.คนึงนิจ ย้ำว่า ร่างกฎหมายออกแบบเอาไว้โดยให้มีสิทธิของประชาชนเป็นพื้นฐาน สิทธิของประชาชนจะต้องได้รับการปกป้องคุ้มครอง แต่เวลานี้ดูเหมือนว่าโครงสร้างเดิม ถูกปรับแก้ไป คนที่จะมาดูแล พ.ร.บ.ฉบับนี้ คือ สัดส่วนของภาคทุนที่จะเข้ามาเป็นคณะกรรมการเกือบทุกชุด

“จะได้ยินคำอ้างตลอดเวลา ว่ามาตรานี้เป็นภาระของทุน มาตรานั้นก็เป็นภาระของทุนของผู้ประกอบการ แต่ไม่ได้ยินเสียงว่าแล้วเป็นห่วงผลกระทบต่อประชาชนอยู่ตรงไหน ว่าเราต้องดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบ เลยดูแบบเหมือนกลับหลังหัน จากชั้น สส. มาเจอ ชั้น สว. เหมือนกระบวนการไม่ได้เหมือนเดิม ดูเผิน ๆ นึกว่าหน้าตาเหมือนเดิม แต่ว่าถ้าดูทั้งฉบับแบบเจาะลึก เราจะเห็นว่ามันไม่เหมือนเดิมหรอก”

รศ.คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม 

ความหวัง พ.ร.บ.อากาศสะอาด แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง “ใต้ภูเขาน้ำแข็ง” 

รศ.คนึงนิจ ระบุว่า แม้ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด จะเป็นก้าวสำคัญ แต่กฎหมายฉบับเดียวไม่อาจแก้ปัญหา “ภูเขาน้ำแข็ง” ที่ซ่อนอยู่ใต้ระบบได้ทั้งหมด เพราะการปฏิรูปจำเป็นต้องดำเนินควบคู่ทั้งการปรับปรุงกฎหมายเดิมที่ยังมีข้อจำกัด การออกกฎหมายลำดับรองและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเปลี่ยนวิธีคิดของหน่วยงานและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ไม่ควรผลักภาระทั้งหมดให้ตกอยู่กับ พ.ร.บ.อากาศสะอาดเพียงฉบับเดียว แต่ก็เห็นชัดว่ายังมีผู้ที่ไม่ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง บางส่วนยังต้องการรักษาระบบเดิม ปล่อยให้ปัญหาถูก “ซุกไว้ใต้พรม” หรือซ่อนอยู่ใต้ “ภูเขาน้ำแข็ง” ต่อไป และยังใช้เหตุผลเดิม ๆ และพยายามตัดสินใจแทนผู้ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหามลพิษทางอากาศโดยตรง

“แต่ถามว่าเราจะหยุดไหม มันก็ไม่ควร เพราะยังมีอีกหลายร่างที่ตามหลังเรามาในกลุ่มกฎหมายสิ่งแวดล้อม มีเจตจำนงชัดเจน น่าเสียดายที่ร่างเหล่านั้นส่วนใหญ่จะเป็นร่างฉบับประชาชนเข้าชื่อ เรามีเจ็ดจำนง 2 แบบ คือ เจตจำนงภาคประชาชน และเจตจำนงทางการเมืองของนักการเมืองที่ไม่เอาด้วย ก็ต้องเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยแบบที่เรามาเผชิญเหตุอยู่ตอนนี้ แล้วถ้าหน่วยงานรัฐที่ควรจะต้องดูแลประชาชน ไม่เอาด้วยคือจบเลย ระบบล้มเหลวตั้งแต่ยังไม่ได้สตาร์ทเครื่อง”

รศ.คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม 

เมื่อถูกถามถึงประเด็นที่ปรับแก้ โครงสร้าง คณะกรรมการอากาศสะอาดระดับจังหวัด ซึ่งเป็นประเด็นที่มีความเห็นแตกต่างมาตั้งแต่ชั้นสภาผู้แทนราษฎรนั้น รศ.คนึงนิจ ยอมรับว่า เรื่องนี้ไม่เหนือความคาดหมาย เพราะเห็นโครงสร้างอำนาจของระบบราชการมาตั้งแต่ต้น และคาดการณ์ไว้แล้วว่าจะต้องเผชิญกับแรงต้านในลักษณะนี้ สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากกว่า คืออนาคตของการกระจายอำนาจในการจัดการปัญหามลพิษทางอากาศ เนื่องจากภาคประชาชนจำนวนมากคาดหวังให้คณะกรรมการระดับจังหวัดมีอำนาจในการตัดสินใจและบริหารจัดการปัญหาตามบริบทของพื้นที่ 

พร้อมฝากถึงประชาชนว่า ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดฉบับประชาชน เกิดขึ้นจากการเข้าชื่อของประชาชนกว่า 20,000 รายชื่อ และได้รับการสนับสนุนจากผู้คนอีกจำนวนมากที่เห็นพ้องกับหลักการของกฎหมาย แม้การผลักดันจะต้องใช้เวลาและยังเผชิญอุปสรรค แต่จะเดินหน้าต่อไป เพราะการมีอากาศสะอาดเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของทุกคน ไม่ว่าช้าหรือเร็ว ทุกคนล้วนต้องเผชิญผลกระทบจากมลพิษทางอากาศ หากยังปล่อยให้การพัฒนาเศรษฐกิจเดินหน้าโดยละเลยคุณภาพสิ่งแวดล้อม สุดท้ายสังคมอาจต้องแลกด้วยสุขภาพและชีวิตของประชาชน จึงเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนหันหน้ามาร่วมกันผลักดันการแก้ปัญหา เพื่อรักษาทั้งสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของผู้คนในระยะยาว

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active