มติ สว. 117 เสียง แก้ พ.ร.บ.อากาศสะอาด ให้ ผู้ว่าฯ เป็นประธานกรรมการอากาศสะอาดจังหวัด เพิ่มภาคเอกชนในพื้นที่เป็นกรรมการ ด้าน กมธ. และ สว. เสียงข้างน้อย หวั่น การกระจายอำนาจแก้ปัญหาอาจไม่เกิดขึ้นจริง
วันนี้ (8 ก.ค. 69) ที่ประชุมวุฒิสภา มีวาระการประชุมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. …. (พ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ) ในวาระ 2 โดย มาตรา 40 คณะกรรมการอากาศสะอาดจังหวัด มีการแก้ไขเพิ่มเติมโดยคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากให้ “ผู้ว่าราชการจังหวัด” เป็น ประธานกรรมการอากาศสะอาดจังหวัด แทนนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดในร่างเดิมที่ผ่านสภาผู้แทนราษฎร รวมทั้งการเพิ่มสัดส่วนของภาคเอกชนเข้าร่วม โดยมีกรรมาธิการเสียงข้างน้อยขอสงวนคำแปรญัตติ 9 คน
ยึดหลัก “กระจายอำนาจ” นายก อบจ. แก้ปัญหาได้ต่อเนื่อง
ผศ.ธนาชัย สุนทรอนันตชัย กรรมาธิการฯ ภาคประชาชน กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก ในประเด็นคณะกรรมการอากาศสะอาดจังหวัด ที่มีการถกเถียงกันตั้งแต่ในชั้นสภาผู้แทนราษฎร เรื่องของประธานกรรมการอากาศสะอาดจังหวัด โดยเห็นว่าจะต้องให้ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด เป็นประธาน ซึ่งมองหลักการสำคัญ ว่าอยากให้ท้องถิ่นเข้ามามีบทบาทสำคัญโดยเฉพาะปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม ที่ผ่านมาประเทศไทยมีความพยายามกระจายอำนาจ ทั้งเรื่องการศึกษา สาธารณสุข และประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะมลพิษทางอากาศ ที่มีความแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่

ผศ.ธนาชัย ชี้ว่า ปัญหามลพิษทางอากาศไม่ใช่ปัญหาที่เกิดขึ้นแล้วแก้ไขจบในฤดูนั้น ๆ แต่ต้องมีการเตรียมความพร้อม การป้องกัน ดังนั้นในส่วนของนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด จะมีวาระการดำรงตำแหน่งที่แน่นอน แต่ถ้าให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานกรรมการ อย่างที่ทราบดีว่าภารกิจของผู้ว่าฯ หรือแม้กระทั่งวาระของผู้ว่าฯ ที่มีการสับเปลี่ยนโยกย้าย ทำให้ปัจจุบันเห็นปัญหามลพิษ PM 2.5 ไม่สามารถแก้ไขได้อย่างต่อเนื่อง
ประเด็นที่ 2 ที่กรรมาธิการเสียงข้างน้อยไม่เห็นด้วย คือ องค์ประกอบของกรรมการโดยตำแหน่ง ที่กรรมาธิการเสียงข้างมากให้เพิ่ม ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัด ประธานหอการค้าจังหวัด เข้าไปเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง ในคณะคณะกรรมการอากาศสะอาดจังหวัด หลักการเดียวกันคือเห็นว่าสัดส่วนตรงนี้อยู่ในกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแล้ว ที่มาจากเครือข่ายภาคธุรกิจ เอกชน ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัด หรือประธานหอการค้าจังหวัดเข้า
ชี้ นายก อบจ.ใกล้ชิดปัญหา ใกล้ชิดประชาชนมากกว่า
อังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา แปรญัตติในประเด็นนี้ ว่า ควรให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด เป็นประธานกรรมการอากาศสะอาดจังหวัด เพราะมีความใกล้ชิดกับประชาชนมากกว่า และเป็นส่วนหนึ่งของการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ขณะที่ผู้ว่าราชการจังหวัด มองว่าควรทำหน้าที่ในการเป็นผู้ให้คำแนะนำ การตรวจสอบ ถ่วงดุล ในการทำหน้าที่ของคณะกรรมการอากาศสะอาดจังหวัด เพื่อความโปร่งใสและเป็นธรรม
ห่วงผู้ว่าฯ ไม่มีวาระผูกพันกับจังหวัด แต่ นายก อบจ.มาจากการเลือกตั้งของประชาชน
สอดคล้องกับ เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา อภิปรายไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก โดยอ้างถึงบันทึกหลักการและเหตุผลที่เรียกว่าเป็นต้นทางของการมีร่างกฎหมายฉบับนี้ เพื่อที่จะจัดตั้งโครงสร้างคณะกรรมการ และองค์กรที่มุ่งเน้นการบริหารจัดการอย่างบูรณาการและยกระดับการกระจายอำนาจ
“เราจะจัดตั้งองค์กรเหล่านี้ขึ้นมาเพื่อประโยชน์ ของการกระจายอำนาจและมีเป้าหมายชัดเจนว่าจะยกระดับการกระจายอำนาจ ไม่ได้ว่าผู้ว่าราชการจังหวัดมีปัญหา แต่เรื่องของวาระที่อาจจะอยู่เพียงหนึ่งปีหรือสองปี จะไม่ได้มีวาระที่ผูกพันอยู่กับจังหวัดนั้น ยังไม่รวมถึงเรื่องของความรับผิดชอบต่อประชาชน ความรับผิดชอบในส่วนงานของมหาดไทยมากกว่ากัน ดังนั้นมองว่าตรงนี้ควรให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเป็นประธานที่ผ่านการเลือกตั้งมาจากประชาชน นอกจากนี้ยังขัดกับหลักการและเหตุผลที่ประกอบร่างตัวนี้ขึ้นมา”
เทวฤทธิ์ มณีฉาย
เทวฤทธิ์ ยังระบุว่า อีกประการที่ไม่เห็นด้วย คือ การเพิ่มสัดส่วนของประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดและประธานหอการค้าจังหวัด แน่นอนว่าในระดับจังหวัดมีเห็นสัดส่วนที่ความหลากหลาย เห็นตัวแทนของแต่ละกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ที่มีเป้าหมายไม่ว่าจะเป็นเรื่องอุตสาหกรรม เป้าหมายเรื่องการค้าเรื่องธุรกิจ คุณภาพชีวิต เป้าหมายการบริหารจัดการ แต่กลับเพิ่มสัดส่วนของฝ่ายธุรกิจเข้ามา หากจะมีการเติมเช่นนี้ควรมีการใส่ให้สมดุลทั้งที่มีอยู่ในกรรมการอนุอื่นแล้ว
กัลยา ใหญ่ประสาน สมาชิกวุฒิสภา อภิปราย ในฐานะที่เป็นผู้ได้รับผลกระทบจากมลพิษทางอากาศ ว่า ระบบราชการมีการสั่งการในแนวดิ่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดหลายคนย้ายมาในระยะเวลาสั้น การมีนโยบายสาธารณะที่ได้ผลและยั่งยืน จำเป็นต้องมีคนที่เกิดที่นั่น อยู่ที่นั่น ใช้ชีวิตและตายที่นั่น ผู้ที่เป็นประธานควรจะเป็นผู้ที่มามาจากการเลือกตั้ง การรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ผู้ว่าราชการจังหวัด เมื่อเบื้องบนสั่งให้หยุดการเผา Zero Burn หรือ การเกษตรปลอดการเผา บริหารแก้ปัญหาไม่ได้เลยทั้งที่บางพื้นที่มีการบริหารจัดการเชื้อเพลิงแต่ไม่กล้าบอก

“หลายพื้นที่สะท้อนว่าการจัดการของเราผิดพลาด คือ Zero burn มาจากการสั่งการส่วนกลาง หลายจังหวัดต้องการให้มีส่วนร่วมของประชาชน ต้องการให้ชุมชนท้องถิ่นมีการบริหารจัดการไฟ แต่มีการควบคุมไม่ให้กระจาย การสั่งการโดยส่วนกลางมักจะเป็นแบบตัดเสื้อโหล ไม่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่”
“ประชาชนทุกคนจะต้องมีส่วนร่วมในการผลักดันนโยบายสาธารณะนี้ ผู้นำในจังหวัดที่มีการเลือกตั้งในวาระทุก 4 ปี ถ้าเขาไม่มีความห่วงใยในสวัสดิภาพของประชาชนเขาก็จะไม่ถูกคัดเลือกเข้ามาอีก แต่ถ้าในบขอการสั่งการจากส่วนกลางไปยังผู้ว่าฯ มีหลายคนบ่นกับดิฉันว่ามีงบจากส่วนกลางจะนำไปใช้ ซื้อโดรนก็ไม่ได้ ซื้อเครื่องเป่าลมก็ไม่ได้ คุรุภัณฑ์พวกนี้ใช้ไม่ได้เลยถูกจำกัดโดยกรมบัญชีกลาง จะทำอย่างไรให้พรบฉบับนี้เปิดโอกาสให้เกิดการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง”
กัลยา ใหญ่ประสาน
เช่นเดียวกับ ประหยัด จตุพรพิทักษ์กุล สมาชิกวุฒิสภา ที่ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน เพราะหลักการสำคัญของกฎหมายนี้คือการสร้างการกระจายอำนาจและการมีส่วนร่วม ซึ่งการให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเป็นประธานเป็นไปตามหลักการพื้นฐาน การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นมากขึ้น และเกิดการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ และมองว่าองค์การบริหารส่วนจังหวัดจะทำให้เกิดการต่อเนื่องในการทำงาน อีกทั้งร่างกฎหมายของการบริหารท้องถิ่นปลดล็อกให้สามารถทำงานต่อเนื่องได้ถ้ามีผลงานและรับผิดชอบ สามารถได้รับการเลือกตั้งต่อซึ่งส่งผลให้ความต่อเนื่องเกิดขึ้นในการทำงาน

“ที่สำคัญองค์การบริหารส่วนจังหวัดมาจากคนในพื้นที่ มาจากการเลือกตั้งของประชาชนทางจังหวัด ย่อมทราบปัญหาในพื้นที่ และจะมีความรับผิดชอบต่อปัญหา เชื่อว่าจะมีความพยายามแก้ไขปัญหาเพื่อตอบสนองปัญหาของประชาชน ต่างจากผู้ว่าราชการจังหวัดที่ปรับเปลี่ยนตามระบบการบริหารราชการที่ส่วนกลางเป็นผู้ส่งมา เช่น ที่จังหวัดเชียงใหม่ในช่วงปี 2558 ถึงปัจจุบันมีผู้ว่าราชการจังหวัดถึง 6 คน เฉลี่ยแล้วคนละไม่ถึง 2 ปี และล่าสุดในปี 2568 มีผู้ว่าท่านหนึ่งมาดำรงตำแหน่งเพียง 3 เดือน”
ประหยัด จตุพรพิทักษ์กุล
มอง นายก อบจ. อาจใช้อำนาจกำกับหน่วยอื่นยาก

อภินันท์ เผือกผ่อง สมาชิกวุฒิสภา อภิปรายสนับสนุนกรรมาธิการเสียงข้างมาก ด้วยเหตุผล 3 ประการคือ
- มาตรา 45 ของร่างกฎหมาย เรื่องอำนาจที่ค่อนข้างกว้าง ทางการจัดทำแผน ประกาศ การตรวจสอบกำกับ และการสร้างเครือข่าย มองว่าการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่จะเกิดประสิทธิภาพ ในเชิงปฏิบัติ ผู้ที่เป็นประธานต้องมีอำนาจในการสั่งการ กำกับ ถ้าไปดูในระเบียบบริหารราชการแผ่นดินผู้ว่าราชการจังหวัดคือหัวหน้าผู้บังคับบัญชาข้าราชการในทุกส่วนราชการในจังหวัด
- คณะกรรมการมาจากหลากหลายต้องมีการบูรณาการ และต้องมีการสั่งการ ร่างกฎหมายฉบับนี้มีบทลงโทษที่จะต้องบังคับใช้กฎหมาย คนที่เหมาะสมที่สุดก็จะต้องเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด ส่วนประเด็นที่ว่าผู้ว่าราชการจังหวัดมีภารกิจเยอะ ก็จะมีรองผู้ว่าราชการจังหวัด ที่มีความรู้ความสามารถมีประสบการณ์ ที่สามารถทำงานแทนได้
- การให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเป็นรองประธาน ผู้ว่าราชการจังหวัดกำกับดูแลอยู่แล้ว สามารถสั่งการได้ ที่สำคัญในจังหวัดมีท้องถิ่นหลายส่วน ทั้งเทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล ซึ่งศักดิ์ในทางท้องถิ่นจะเท่าเทียมกัน เพราะฉะนั้นการนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดจะไปกำกับดูแลท้องถิ่นอื่นด้วยในทางกฎหมายจะทำไม่ได้ แต่ถ้าเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถทำได้
ชูชีพ เอื้อการณ์ สมาชิกวุฒิสภา เสริมว่า นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดมาจากพรรคการเมือง มาจากกลุ่มทุน เพราะฉะนั้นการรักษาประโยชน์ของนักการเมืองหรือกลุ่มทุนผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย แล้วมากำกับคณะกรรมการอากาศสะอาดจังหวัดอาจไม่เหมาะสม ไม่มีความเป็นกลาง รวมถึงผู้ว่าราชการจังหวัดมีหน่วยงานภายใต้กำกับที่มีความเชี่ยวชาญมีเครื่องไม้เครื่องมือพร้อม
เช่นเดียวกับ รัชนีกร ทองทิพย์ สมาชิกวุฒิสภา ที่เห็นด้วยกับการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน เพราะมองว่า นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ที่เข้ามาด้วยการเลือกตั้ง เมื่อไปนั่งอยู่ในตำแหน่งประธาน การสั่งการหรือดำเนินการใด ๆ อาจจะ มีข้อครหาว่าทำไปเพื่อฐานเสียงทางการเมืองหรือไม่ ขณะที่เรื่องอากาศสะอาดเป็นประเด็นที่ได้รับผลกระทบกับทุกคน

ส่วนในประเด็นการเพิ่มภาคส่วนธุรกิจเข้ามาเป็นคณะกรรมการอากาศจังหวัด รัชนีกร ระบุว่า ไม่เห็นด้วย เนื่องจากหากจะต้องการเพิ่มภาคธุรกิจต้องไม่ลืมที่จะเพิ่มภาคประชาชนเพื่อให้ได้สัดส่วนที่สอดคล้องกันทั้งสองฝ่าย
สว.สรชาติ ชี้ นายกฯ อบจ.เป็นประธาน ผ่าน สส.มาได้
เพราะทุกคนแค่ “กดโหวตให้ผ่านไป”
สรชาติ วิชย สุวรรณพรหม สมาชิกวุฒิสภา กล่าวว่าร่างกฎหมายฉบับนี้มีหลายร่าง โดยร่างของรัฐบาลที่ส่งเข้ามาทุกพรรคการเมือง “มีผู้ว่าฯ เป็นประธาน” แต่ในชั้นกรรมาธิการฯ ในฐานะอดีตกรรมาธิการ สส. มีการถกเถียงอย่างมาก โดยในส่วนของภาคประชาชนและพรรคฝ่ายค้านยืนยันที่จะให้นำนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดมาเป็นประธาน

“แต่ถามว่าเสียงนั้นเด็ดขาดหรือไม่แต่เสียงนั้นก้ำกึ่งมาโดยตลอด ดังนั้นในการพิจารณามาตรานี้ มีการแขวนไว้ช่วงผ่านนั้นผมยอมรับว่าไม่ได้อยู่เนื่องจากลาออกจากกรรมาธิการแล้ว กฎหมายฉบับนี้ใช้เวลานาน 2 ปีเกือบ 3 ปี ในการผ่านสภาผู้แทนราษฎรวาระ 2 และ 3 ที่วันนั้นสภาผู้แทนราษฎรทำหน้าที่ในการกดอย่างเดียวให้ผ่านมา เนื่องจากว่าต้องการให้ที่วุฒิสภา ทำหน้าที่เป็นกรรมาธิการในการกลั่นกรองกฎหมายฉบับนี้เป็นหลัก เพราะอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรหลายวัน ทุกคนเบื่อหน่าย ต่อการที่จะทำอย่างไร ประธานสภาไม่ให้พูดด้วยซ้ำไปในแต่ละมาตรา และมาตรานี้ก็เช่นกันให้ผ่านก่อน วันนี้จึงเป็นภารกิจและหน้าที่ ที่พวกเราจะช่วยกันตัดสินใจว่าจะทำอย่างไร”
“ผมเองในฐานะที่เป็นสมาชิกวุฒิสภาท่านหนึ่งขอให้ความเห็นว่า คณะกรรมการระดับจังหวัดแตกต่างจากกรุงเทพมหานคร ที่มีมีพื้นที่ป่าไม่ใช่กฎหมายฉบับนี้ฉบับเดียวจะแก้ไขแก้ไขปัญหามลพิษที่เกิดขึ้น ต้องใช้กฎหมายอื่นที่มีอยู่แล้ว ต้องขอกราบเรียนว่าร่างเดิมนั้นผู้ว่าราชการจังหวัดนี่แหละครับ เป็นประธาน แต่มาแก้ไขในชั้นกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งวันนั้นผมต้องขอกราบเรียนว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีภารกิจที่ไม่ได้มาประชุม ทำให้ได้เสียงไม่มากนัก จึงผ่านขึ้นมาถึงขั้นนี้ สู้กันมาตลอดแล้ว”
สรชาติ วิชย สุวรรณพรหม
ชีวะภาพ ชีวะธรรม กรรมาธิการฯ กล่าวว่า การที่จะเป็นผู้บริหารสูงได้ไม่ธรรมดา คนที่จะเป็นปลัดอำเภอ จบจุฬาฯ ธรรมศาสตร์ รามคำแหง ผ่านโรงเรียนปลัดโรงเรียนนายอำเภอ เรียนนักปกครองระดับสูง ผู้ตรวจราชการ ไม่ได้จะนำมาเปรียบเทียบกับนายก อบจ. เพราะเขาก็มีความรู้ความสามารถ แต่ในวันนี้ทิศทางตรงกันข้ามเราจะเห็นว่ามีความพยายามปรับกฎหมายให้นายก อบจ. มีวุฒิการศึกษาแค่ระดับอนุปริญญา

“ไม่ได้จะนำมาเปรียบเทียบเพียงแต่ว่า ผมมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน แต่ยังเป็นสิ่งที่ดีที่ให้ นายก อบจ.เป็นรองประธาน แต่สิ่งที่อยากจะให้เห็นคือว่าในเมื่อกรรมการ เลขานุการร่วม เป็นระดับอำนวยการสูง คือ ซี 9 นึกออกไหมครับว่า ถ้าคนที่นั่งหัวโต๊ะเป็นท่านนายก อบจ. ที่ระดับเท่ากันหรืออาจจะอ่อนกว่า ซึ่งในข้อเท็จจริงเป็นอย่างนั้น ซึ่งหากใครทำงานราชการหรือเกี่ยวข้องคลุกคลีกับระบบราชการเมืองไทย จะเห็นว่าตรงนี้เป็นเรื่องน่ากังวลที่จะให้นายก อบจ.ไปกำกับทั้งหมด เรื่องของการกระจายอำนาจไม่ต้องกลัวเพราะทั้งหมดนี้มีตั้ง 30 กว่าท่าน เป็นส่วนราชการเพียงแค่ 12 ถึง 15 คน มาจากภาคเอกชน อบต. ท้องถิ่น องค์กรอิสระ นี่เป็นเรื่องกระจายอำนาจ ถือเป็นการถ่วงดุลที่เหมาะสม”
ชีวะภาพ ชีวะธรรม
เชื่อ นายก อบจ. มาจากเสียงประชาชน
สามารถติดตามนโยบายแก้ฝุ่นได้
ประทุม วงศ์สวัสดิ์ สมาชิกวุฒิสภา อภิปรายปิดท้ายประเด็นนี้ว่า อยากให้เป็นนายก อบจ. นั่งเป็นประธาน เหตุผลสำคัญคือมาจากการเลือกตั้ง ที่หลายท่านมองว่ามาจากพรรคการเมือง มองว่าการมาจากพรรคการเมืองนั้นมีความชัดเจน บอกไปเลยว่าเวลาเลือกตั้งเราจะได้ถามเกี่ยวกับนโยบายการแก้ปัญหามลพิษทางอากาศ เป็นอย่างไร จะได้รู้ว่านโยบายต่าง ๆ ออกมาจาก นายก อบจ. อย่างไรบ้าง ซึ่งต่างจากผู้ว่าราชการจังหวัด ที่มาแล้วก็ไปอย่างที่หลายท่านกล่าว

“จากที่เห็นผ่านมาแต่เห็นแล้วว่าการทำงานในระบบราชการเป็นแบบไหน มีผลเป็นอย่างไร ไม่ลองคิดใหม่ ไม่ลองกระจายอำนาจให้คนอื่นทำดู ที่ผ่านมาเราก็มีการบริหารราชการที่มีคนมีความรู้ความสามารถ จบ ดร. กันเสียส่วนใหญ่ ได้ผลมาแค่นี้ เราถึงต้อง กฎหมายอากาศสะอาดในวันนี้ เราไม่ลองอะไรที่มีความชัดเจนและมีประชาชนเลือกมาบ้างหรือ”
ประทุม วงศ์สวัสดิ์
สุดท้ายผลการลงมติ ที่ประชุมเห็นชอบตามคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากให้มีการแก้ไขด้วย 117 เสียง ไม่เห็นด้วย 8 เสียง งดออกเสียง 13 เสียง จากจำนวนผู้ลงมติ 134 เสียง

