1 ปี คู่รักจดทะเบียนสมรสเท่าเทียม 2 หมื่นกว่าคู่ ย้ำภาพ สังคมที่ยอมรับการอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัว ระหว่างบุคคลเพศหลากหลาย (LGBTQIAN+) หลายคู่สะท้อนภาพแห่งความสุข หลังจดทะเบียน ได้ความอุ่นใจในชีวิตคู่ ความมั่นคงชีวิต หมดยุคตั้งคำถามเรื่องสิทธิ สวัสดิการ พร้อมอยากเห็นผลักดันต่อกฎหมายรับรองเพศสภาพ รับบุตรบุญธรรม สร้างสถาบันครอบครัวที่มีคุณภาพ
วันนึ้ (23 ม.ค. 69) ในโอกาสครบรอบ 1 ปี สมรสเท่าเทียม หลังจากพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์(ฉบับที่ 24) พ.ศ.2567 หรือ กฎหมายสมรสเท่าเทียม มีผลบังคับใช้เมื่อ 23 ม.ค. ปีก่อน
“เพื่อรองรับให้บุคคลเพศหลากหลายสามารถหมั้นและสมรสกันได้ ซึ่งจะทำให้มีสิทธิ หน้าที่ และสถานะทางครอบครัวเท่าเทียมกับคู่สมรสที่เป็นชายและหญิง”
ถ้อยคำนี้ถูกระบุเพื่อประกอบเหตุผลในกฎหมายสมรสเท่าเทียม สะท้อนสังคมที่ยอมรับการอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัว ระหว่างบุคคลเพศหลากหลาย (LGBTQIAN+) ที่สมควรมีสิทธิในการอุปการะเลี้ยงดู และมีความสัมพันธ์ ในด้านอื่น ๆ อย่างเท่าเทียมกัน
จากสถิติการจดทะเบียนสมรส สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ตั้งแต่วันที่ 23 ม.ค.68 – 12 ม.ค.69 คู่สมรส LGBTQIAN+ ที่จดทะเบียนสมรสเท่าเทียม 26,286 คู่ แบ่งเป็น
- ชาย – ชาย 6,203 คู่
- หญิง – หญิง 20,083 คู่
ตัวเลขนี้สะท้อนถึงความต้องการของประชาชนที่เรียกร้องกฎหมายตลอดระยะเวลาอย่างน้อย 10 ปี และยังหมายถึงสิทธิ หน้าที่ ในฐานะคู่สมรส ของ กลุ่ม LGBTQIAN+ ที่ถูกพรากไปด้วยเช่นกัน ซึ่งหลายคู่อาจไม่ได้มีโอกาสอยู่เห็นวันที่ความหลากหลายเบ่งบานในสังคมไทย
1 ปี ‘สมรสเท่าเทียม’
ช่วงเวลาคืนความสุข ความเท่าเทียมสู่ครอบครัว

วาดดาว – อรรณว์ ชุมาพร และ ลูกนัท – นงนภัส จรเจริญ สะท้อนว่า เมื่อก่อนมีคนตั้งคำถามว่า รักกันก็ไม่เห็นเกี่ยวกับครอบครัว แค่หนีไปไกล ๆ ไปตั้งต้นชีวิตใหม่กันเองก็ได้ แต่เพราะเรารักครอบครัวของเราทั้งคู่ ในวันที่ครอบครัวไม่เข้าใจ ในวันที่กฎหมายยังไม่ผ่าน ยังรู้สึกว่าไม่กล้ายอมรับเพราะสังคมยังไม่เปิด เราสองคนจึงต้องพิสูจน์ ว่า
“ฉันจะทำให้ความรักของฉันลุกขึ้นมายืนหยัดได้โดยไม่ต้องให้พ่อแม่รู้สึกกังวล และกล้าที่จะยอมรับ ซึ่งจะทำให้เราทั้งคู่ได้กลับไปกอดพ่อแม่ได้อีกครั้งหนึ่ง และเพราะวันนี้เรามีสมรสเท่าเทียม ครอบครัวของเราทั้งสองจึงอบอุ่นอีกครั้ง”

พัช – พลอยนภัส จิราสุคนธ์ และ เก๋ – ขวัญพร กงเพ็ชร เป็นอีกคู่สมรสเท่าเทียม ที่ยอมรับว่า ชีวิตดีขึ้นมากจริง ๆ หลังจากได้จดทะเบียนสมรส สิ่งที่สัมผัสได้ชัดเจนที่สุดคือ ความอุ่นใจ
“เวลาเจ็บป่วย การรักษาพยาบาลคล่องตัวขึ้นมาก เพราะสถานะ คู่สมรส ทำให้การเบิกยาเฉพาะทาง หรือยาด่วนทำได้ทันที ไม่ต้องตอบคำถามยืดเยื้อเหมือนเมื่อก่อน แม้แต่การแอดมิท ห้องพัก หรือการเดินเรื่องต่าง ๆ ก็รวดเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด”
อีกเรื่องคือ ความมั่นคง เราสองคนไปธนาคารเพื่อเปลี่ยนชื่อผู้รับผลประโยชน์ในประกันให้กันและกันทันที แม้ช่วงแรกจะติดขัดเรื่องข้อบังคับเดิมของธนาคารจนต้องสู้กันนานถึง 9 เดือนกว่าจะได้สลักหลัง แต่ตอนนี้พอทำสำเร็จแล้ว มันรู้สึกปลอดภัยในชีวิตขึ้นเยอะเลย รวมไปถึงสิทธิลดหย่อนภาษีที่เราได้รับทั้งหมดนี้มันคือสิทธิขั้นพื้นฐานที่เราควรได้รับมาตั้งนานแล้ว
“วันนี้เมื่อมันเกิดขึ้นจริง มันคือความภูมิใจ และคุ้มค่าที่สุดที่ได้สู้เพื่อสิทธินี้ค่ะ”
สิ่งที่ พัช และ เก๋ อยากให้เดินหน้าต่อ คือการผลักดัน กฎหมายการรับบุตรบุญธรรม ให้สอดรับกับสมรสเท่าเทียม เพราะสิทธินี้ไม่ใช่แค่ของ LGBTQIAN+ แต่เป็นสิทธิที่เด็กควรจะได้รับ เพื่อให้เขาได้รับการคุ้มครองจากผู้ปกครองทั้งสองฝ่ายอย่างเต็มที่ ครอบครัวที่มีความพร้อม และมีความรักควรได้รับโอกาสในการเติมเต็มชีวิตเด็กคนหนึ่งให้สมบูรณ์ที่สุด โดยไม่มีกำแพงเรื่องเพศมาขวางกั้น
“ถ้าสมรสเท่าเทียมมีขึ้นเพื่อการสร้างสถาบันครอบครัว เรามองว่าไม่จำเป็นว่าต้องเป็นชายหญิง ทุกคนสามารถเลี้ยงลูกได้ดี แล้วก็เติบโตในสังคมได้ดี”

ขณะที่ พลอย – ณัฏฐ์วิภา บานชื่น และ ใหม่ – เบญญาดา ไทรนนทรี ยอมรับเช่นกันว่า เมื่อมีสมรสเท่าเทียม ชีวิตคู่เปลี่ยนไปเยอะมาก คนหนึ่งทำงานรัฐวิสาหกิจ เราดูแลกันได้เต็มที่ เบิกค่ารักษาได้ มีสวัสดิการครอบครัวที่ครอบคลุมถึงกัน
แต่สิ่งที่อยากให้เดินหน้าต่อที่สุดตอนนี้คือเรื่อง การเซ็นรับบุตรบุญธรรมร่วมกัน เพราะถ้ากฎหมายข้อนี้ผ่าน ความพร้อมที่เรามีทั้งหมดจะสามารถส่งต่อไปถึงลูกได้ทันที เด็กคนหนึ่งจะได้เข้ามาอยู่ในครอบครัวที่พร้อมจะเติมเต็มเขา และได้รับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่เขาควรจะได้จากพ่อแม่ทั้งสองฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน
“อยากจะให้คู่รักที่ปรารถนาจะมีบุตร ไม่ว่าจะเป็นการรับบุตรบุญธรรมหรือการใช้เทคโนโลยีอย่าง เด็กหลอดแก้ว สามารถได้รับสิทธิอย่างเต็มที่ จึงขอฝากความหวังให้กฎหมายค่อย ๆ พัฒนาไปทีละก้าว เพื่อให้คู่รักทุกคู่มีสิทธิที่สมบูรณ์ในการสร้างครอบครัวในฐานะ พลเมืองที่เท่าเทียม ไม่ใช่ถูกเลือกปฏิบัติเหมือนเป็น พลเมืองชั้นสอง อย่างที่เป็นอยู่”

ไม่ต่างกันกับ ปู่กัญจน์ – กัญจน์ เกิดมีมูล และ ย่าตุ๊ก – ปกชกร วงศ์สุภาร์ ที่เชื่อมว่า การเดินทางของความเท่าเทียมในรอบปีที่ผ่านมา สังคมไทยเปิดรับความแตกต่างหลากหลาย และเชื่อมั่นว่ารากฐานของครอบครัวที่แข็งแรงนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพศสภาพ แต่ขึ้นอยู่กับการเกื้อกูลและดูแลซึ่งกันและกันภายใต้การคุ้มครองของกฎหมาย
“ขออวยพรให้ทุกคู่ครองรักกันด้วยความเข้าใจ และใช้โอกาสนี้ร่วมกันสร้างความสุขที่ยั่งยืนให้แก่ครอบครัวและสังคมต่อไป”
ก้าวต่อไปแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องสมรสเท่าเทียม 50 ฉบับ
แม้กฎหมายสมรสเท่าเทียม จะประกาศใช้แล้ว แต่ในทางปฏิบัติ อาจยังไม่ได้รับสิทธิบางประการเท่ากับคู่สมรสชายหญิงในทันที เนื่องจากยังมีกฎหมายเฉพาะฉบับอื่น (กฎหมายลูก) ที่ยังคงใช้ถ้อยคำระบุสถานะ “ชาย-หญิง” หรือ “สามี-ภรรยา” ซึ่งส่งผลต่อการใช้สิทธิในประเด็นสำคัญ เช่น
- การขอถือสัญชาติไทยตามคู่สมรส : ซึ่งปัจจุบันยังมีเงื่อนไขและขั้นตอนที่แตกต่างกันระหว่างชายและหญิง
- สิทธิในสวัสดิการและภาษี : อาทิ การยื่นแบบแสดงรายการภาษีกรณีมีบุตรหรือบุตรบุญธรรม
- เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ (การอุ้มบุญ) : ซึ่งกฎหมายเดิมกำหนดให้สิทธินี้เฉพาะคู่สมรสชายหญิงเท่านั้น
(เช็กชื่อกฎหมายที่ต้องแก้ไขให้สอดคล้องกับกฎหมายสมรสเท่าเทียม 50 ฉบับ ที่นี่ )
นอกจากนี้ ยังพบข้อสังเกตจากสถิติจำนวนคู่สมรส จากกรมการปกครอง บันทึกจำนวนคู่สมรสโดยแบ่งเพศคู่สมรสจากคำนำหน้าชื่อในบัตรประชาชน ซึ่งไม่ตรงกับเพศสภาพ วิถีทางเพศของคู่สมรส เนื่องจากคู่สมรสบางคู่ไม่ได้นิยามตัวเองว่า ชาย-ชาย, หญิง-หญิง, ชาย-หญิง
การนิยามเพศขึ้นอยู่กับบุคคลนั้น ๆ กำหนด เช่น ทรานส์เจนเดอร์ (Transgender) หรือ คนข้ามเพศ นอนไบนารี่ (Non-binary) อินเตอร์เซ็กซ์ (Intersex) ฯลฯ จึงจำเป็นต้องขับเคลื่อนให้มี พ.ร.บ.รับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพ การแสดงออกทางเพศสภาพและคุณลักษณะทางเพศ พ.ศ…..และกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไป
