ซัด แก้ปัญหาแม่วัยรุ่น ทำแท้งปลอดภัย สิทธิลาคลอด คำนำหน้านาม ขจัดการถูกคุกคามทางเพศ ยังเกาไม่ถูกที่คัน เยาวชน ยังเผชิญอคติ ทำให้ตกหล่นจากนโยบายเป็นธรรมทางเพศ จี้ รัฐเลิกดำเนินนโยบายด้วย “ความกลัว” ยึดผู้ได้รับผลกระทบเป็นศูนย์กลาง
โค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งทั่วไป พร้อมออกเสียงประชามติ วันที่ 8 ก.พ. 69 เครือข่ายต่อต้านความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศประเทศไทย ประกอบด้วยภาคี 16 องค์กร และแผนงานสุขภาวะผู้หญิงและความเป็นธรรมทางเพศ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เปิดเวที “เลือกแล้วเปลี่ยน (มั้ย?) – สแกนนโยบายความเป็นธรรมทางเพศของการเมือง” ให้ตัวแทนพรรคการเมืองได้รับฟังข้อเสนอเชิงนโยบายจากนักเคลื่อนไหว นักกฎหมาย และเครือข่ายภาคประชาชน ที่สะท้อนสภาพปัญหาและประสบการณ์ตรง

ในเวทีมีตัวแทนพรรคการเมือง 10 พรรค ประกอบด้วย พรรคไทยสร้างไทย, พรรคประชาชน, พรรคประชาชาติ, พรรคประชาธิปัตย์, พรรคพลวัต, พรรคเพื่อไทย, พรรครวมไทยสร้างชาติ, พรรคแรงงานสร้างชาติ, พรรคสังคมประชาธิปไตยไทย และ พรรคกล้าธรรม เข้าร่วมแสดงวิสัยทัศน์ และนำเสนอนโยบาย
ศ.ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตั้งข้อสังเกตถึงการเลือกตั้งทั่วไป พร้อมออกเสียงประชามติที่จะเกิดขึ้นว่า สังคมไทยอยู่ใน ระบบการเมืองแบบเลือกตั้งนิยม เพราะไม่เห็นว่าระบบการเมืองไทยในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา การเข้าสู่อำนาจรัฐเชื่อมโยงกับความต้องการของประชาชนอย่างเต็มที่แล้วหรือไม่
เมื่อถึงเวลาที่มีการเลือกตั้งบรรยากาศจึงเป็นเหมือนตลาด คือ การเมืองเสนอขายนโยบาย ฝ่ายผู้มีสิทธิออกเสียงเป็นผู้ซื้อ แต่สำหรับภาคประชาชนที่ทำงานประเด็นต่าง ๆ จะถือโอกาสนำเสนอประเด็นของตัวเองแก่พรรการเมือง เป็นแบบนี้มาอย่างยาวนาน แต่โจทย์คือทำไมบางประเด็นจึงหลุดกรอบไปจากนโยบายสาธารณะของพรรคการเมือง เมื่อได้เป็นรัฐบาล หรือรับไปแล้วไม่เกิดขึ้นจริง หรือทำได้แต่รอคอย

“การเลือกตั้งครั้งนี้พรรคการเมืองต่างเสนอนโยบายหาเสียง 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ นโยบายปากท้อง และนโยบายความมั่นคงแต่มีคำถามว่าประเด็นเรื่องเพศอยู่ตรงไหนในนโยบายหลักของพรรคการเมือง ทั้งที่การสำรวจประชาชนเห็นว่าควรให้ความสำคัญกับ นโยบายเฉพาะ เช่น ความรุนแรงที่เกี่ยวกับเพศสภาพ และการล่วงละเมิดทางเพศ แต่ละพรรคจึงควรตอบให้ได้ว่านโยบายที่เกี่ยวกับเพศนั้น ถูกจัดลำดับความสำคัญไว้ที่เท่าไหร่”
ศ.ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์
ศ.ชลิดาภรณ์ ยังระบุว่า หลายทศวรรษที่ผ่านมาประชาชนตัดสินใจในการเลือกตั้งด้วยความกลัว และพรรคการเมืองก็หยิบความกลัวเหล่านี้ไปเสนอขาย พร้อมตั้งคำถามว่าเมื่อไหร่ระบบการเมืองไทยจะเอื้อให้ประชาชนเลือกด้วยความหวัง บนฐานของข้อเสนอ และประเด็นที่เขาอยากจะเห็นถูกแก้ไข ไม่ใช่ความหวาดกลัวที่ท้ายที่สุดจะนำไปสู่ความเกลียดชังมากมายหลายครั้งในสังคมไทย เพราะฉะนั้น ขอให้เป็นการบ้านของพรรคการเมืองว่าจะทำอย่างไรให้คนไทยมีความหวัง และลดทอนความกลัวลง เพื่อให้สังคมอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ
โพล ชี้ หลายพรรค ‘สอบตก’ ขจัดการคุกคามทางเพศ-เข้าถึงการยุติการตั้งครรภ์ปลอดภัย
วราภรณ์ แช่มสนิท เลขาธิการสมาคมเพศวิถีศึกษา เปิดเผยรายงานผลการวิเคราะห์นโยบายความเป็นธรรมทางเพศของพรรคการเมืองไทย โดยจากการรวบรวมข้อมูลผ่านเว็บไซต์ทางการของพรรค และประสานงานโดยตรงกับพรรคการเมือง พบว่า นโยบายด้านเพศสภาพในปัจจุบันยังมีความเหลื่อมล้ำและขาดความครอบคลุมในหลายมิติ โดยสรุปประเด็นสำคัญดังนี้

ประเด็น การขจัดความรุนแรงในครอบครัวและทางเพศ พบว่ามีเพียง พรรคประชาชน และ พรรคประชาธิปัตย์ เท่านั้นที่มีนโยบายแก้ไขกฎหมายความรุนแรงในครอบครัวอย่างเป็นรูปธรรม ส่วนด้านการเยียวยาผู้ถูกกระทำ มีเพิ่มมาอีกหนึ่งคือ พรรคประชาชาติ อย่างไรก็ตาม วราภรณ์ ระบุว่า “น่ากังวลที่ยังไม่มีพรรคการเมืองใดเลย” ที่มีนโยบายชัดเจนในการขจัดการคุกคามทางเพศ (Sexual Harassment) หรือการสนับสนุนงบประมาณให้ภาคประชาสังคมที่ทำงานด่านหน้า
แม้ พรรคเพื่อไทย, พรรคประชาชน และ พรรคประชาชาติ จะมีนโยบายด้านอนามัยเจริญพันธุ์ แต่กลับพบว่า “ทุกพรรคการเมือง” ยังคงละเลยการระบุถึงสิทธิในการเข้าถึงบริการยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัย รวมถึงการสร้างความรู้เท่าทันเรื่องเพศที่เป็นธรรมให้กับกลุ่มเยาวชน ซึ่งเป็นปัญหาหลักในปัจจุบัน
สำหรับ สิทธิความหลากหลายทางเพศ พรรคประชาชน และ พรรคประชาธิปัตย์ เป็น 2 พรรคหลักที่เสนอเรื่อง การรับรองอัตลักษณ์ทางเพศ และการก่อตั้งครอบครัว (สมรสเท่าเทียม) แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า ยังไม่มีพรรคใดหยิบยกประเด็น “ความปลอดภัยของ คนข้ามเพศ” ขึ้นมาเป็นนโยบายเฉพาะ
ด้าน การดูแลครอบครัว ถือเป็นจุดที่พรรคการเมืองให้ความสำคัญสูงสุด สิทธิลาคลอด 180 วัน นำโดยพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคสังคมประชาธิปไตยไทย รวมถึง สวัสดิการผู้ดูแล (Caregiver) มีถึง 7 พรรคการเมืองที่เสนอตัวขับเคลื่อน ได้แก่ พรรคประชาชน, ไทยสร้างไทย, ประชาชาติ, ประชาธิปัตย์, ภูมิใจไทย, รวมไทยสร้างชาติ และสังคมประชาธิปไตยไทย
ในส่วนของ นโยบายคนพิการ แม้จะมี 5 พรรคการเมือง คือ ไทยสร้างไทย, ประชาชน, ประชาธิปัตย์, เพื่อไทย และรวมไทยสร้างชาติ ที่เน้นยกระดับคุณภาพชีวิต แต่ส่วนใหญ่เป็นการมองภาพรวมคนทุกเพศ โดยยังไม่มีนโยบายที่ออกแบบมาเพื่อคุ้มครอง “สตรีพิการ” ซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางซ้ำซ้อนโดยเฉพาะ
นอกจากนี้ ในมิติด้านกฎหมายและโครงสร้าง พบว่ามีเพียง พรรคประชาชน และ พรรคพลวัต ที่เสนอให้มีกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติ ขณะที่นโยบายด้านความเสมอภาคระหว่างเพศสภาพ ถูกระบุไว้ในแผนงานของ 3 พรรคการเมืองหลัก ได้แก่ พรรคประชาชาติ, พรรคประชาธิปัตย์ และ พรรคเพื่อไทย

หญิงไทยถูกฆ่าในครอบครัววันละ 2 คน!
ยื่นข้อเสนอถึงพรรคการเมืองผลักดันกฎหมาย ยึดความปลอดภัยผู้เสียหายเป็นที่ตั้ง
บุษยาภา ศรีสมพงษ์ ผู้อำนวยการและผู้ก่อตั้งมูลนิธิเพื่อความยุติธรรมทางเพศ (SHero Thailand) ระบุว่า ความรุนแรงในครอบครัวเป็นรูปแบบที่เกิดขึ้นมากที่สุดในลักษณะการบังคับควบคุมเชิงอำนาจ เมื่อผู้ถูกกระทำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม มักถูกบังคับให้จบด้วยการไกล่เกลี่ย ส่งผลให้เหยื่อกว่า 90% ต้องกลับเข้าสู่วงจรเดิมและถูกทำร้ายซ้ำ จึงขอเสนอให้พรรคการเมืองร่วมผลักดัน ร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว ฉบับภาคประชาชน ที่ยึดผู้ถูกกระทำเป็นศูนย์กลาง มีระบบผู้จัดการรายกรณี (Case Manager) และทำงานแบบสหวิชาชีพโดยไม่มีอคติ
สอดคล้องกับ ธารารัตน์ ปัญญา จากกลุ่ม Feminist Legal Support ได้นำเสนอแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาการคุกคามทางเพศ โดยเน้นย้ำให้ กระทรวงศึกษาธิการบรรจุหลักสูตรด้านความเท่าเทียมทางเพศและความเป็นธรรมทางเพศ รวมถึงการเคารพสิทธิในเนื้อตัวร่างกายให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบการศึกษาไทยอย่างเป็นรูปธรรม
นอกจากนี้ ยังเสนอให้มีการปฏิรูปการจัดการข้อมูล โดยต้องพัฒนาระบบจัดเก็บสถิติผู้ถูกกระทำรุนแรงทางเพศ เพื่อนำไปใช้ออกแบบมาตรการป้องกันที่ตรงจุด ขณะที่ในระดับองค์กร ทั้งสถานศึกษาและที่ทำงาน จำเป็นต้องมีนโยบายจัดการปัญหาที่ชัดเจน มีกลไกการร้องเรียนที่เป็นธรรม และต้องปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมให้ลดอุปสรรคในการเข้าถึง เพื่อมุ่งเน้นการคุ้มครองและเยียวยาผู้เสียหายอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
อังคณา อินทสา ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ได้เปิดเผยข้อมูลวิกฤตความรุนแรงในครอบครัวที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยระบุว่าปัจจุบันมีผู้หญิงเสียชีวิตจากการถูกสังหารโดยบุคคลในครอบครัวสูงถึง 2 คนต่อวัน ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่มีมิติทางเพศ และความซับซ้อนฝังรากลึกในสังคม
เพื่อยุติความสูญเสียดังกล่าว จึงได้เสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อรัฐและพรรคการเมือง พัฒนาระบบการช่วยเหลือแบบบูรณาการที่ยึดความปลอดภัยของ ผู้เสียหายเป็นศูนย์กลาง (Survivor-Centric Approach) และสร้างกระบวนการยุติธรรมที่เป็นมิตรต่อผู้ถูกกระทำ ผลักดันให้มี “บ้านพักฉุกเฉินในระดับชุมชน” เพื่อให้ผู้ประสบปัญหาที่มีความเสี่ยงสูงสามารถเข้าถึงที่พักพิงที่ปลอดภัยได้อย่างทันท่วงที รวมถึงการเพิ่มช่องทางการช่วยเหลือผ่านระบบออนไลน์ที่สะดวก รวดเร็ว และสามารถตอบโต้เหตุการณ์ฉุกเฉินได้ทันสถานการณ์
อุษา เลิศศรีสันทัด ผู้อำนวยการสมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ ได้เปิดเผยถึงวิกฤตการดำเนินงานและข้อเสนอเร่งด่วนเพื่ออุดช่องว่างระบบสวัสดิการรัฐที่ยังไม่ครอบคลุมความปลอดภัยของสตรีและเด็ก ระบว่า ที่ผ่านมาบ้านพักฉุกเฉินภาคประชาชนดำเนินงานยาวนานกว่า 45 ปี เพื่อเป็นที่พิงหลักแก่ผู้หญิงและเด็กที่ประสบความรุนแรง เนื่องจากบางครั้งพบว่า “บ้านพักของรัฐ” มักมีข้อจำกัดด้านสถานที่ซึ่งตั้งอยู่ห่างไกลจากจุดเกิดเหตุ บางจังหวัดมีเพียงแห่งเดียวในตัวเมือง
แต่ในด้านการสนับสนุนทางการเงิน ภาคประชาชนระบุว่าปัจจุบันเงินบริจาคลดลงตามสภาพเศรษฐกิจ ขณะที่การช่วยเหลือจากภาครัฐกลับมีเพียง “ค่าอาหาร” บางส่วนเท่านั้น ซึ่งไม่เพียงพอต่อการจัดสวัสดิการแบบองค์รวม และประเด็นเร่งด่วนที่สุดที่ฝากถึงพรรคการเมืองคือการตรวจสอบ ร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมสวัสดิการสังคม ฉบับใหม่ ซึ่งพบความเคลื่อนไหวที่น่ากังวลในการ “ตัดคำว่าผู้ถูกละเมิดทางเพศ” ออกจากกลุ่มเป้าหมายที่จะได้รับงบประมาณสวัสดิการ
ทำแท้งปลอดภัยถูกกฎหมาย…
เยาวชน ยังเผชิญอคติ ทำให้ตกหล่นจากนโยบายเป็นธรรมทางเพศ
ขณะที่ ปสุตา ชื้นขจร ตัวแทนจากมูลนิธิทำทาง นำเสนอนโยบายด้านสิทธิการเข้าถึงบริการยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัยผ่านแนวคิด “กุญแจ 3 ดอก” เพื่อสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับระบบสาธารณสุข และกฎหมายไทย
- ดอกที่ 1 : เสนอให้มีการยกเลิกความผิดทางอาญาในการยุติการตั้งครรภ์อย่างสิ้นเชิง โดยให้เหตุผลว่าการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ไม่ควรถูกตีความเป็นอาชญากรรม เนื่องจากไม่มีใครตั้งใจตั้งครรภ์เพื่อไปรับการทำแท้ง พร้อมเสนอให้รัฐไทยเดินหน้าตามรอยประเทศฝรั่งเศส ด้วยการ “บรรจุสิทธิการยุติการตั้งครรภ์ไว้ในรัฐธรรมนูญ” เพื่อเป็นหลักประกันสิทธิขั้นพื้นฐานเหนือเนื้อตัวร่างกาย
- ดอกที่ 2 : เรียกร้องให้รัฐบาลรับรองการเข้าถึงบริการยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัยอย่างถ้วนหน้าและเป็นธรรม เพื่อให้มั่นใจว่าประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงสิทธินี้ได้ในระบบสวัสดิการของรัฐ โดยไม่มีข้อจำกัดด้านสถานะทางสังคมหรือเศรษฐกิจ
- ดอกที่ 3 : มุ่งเน้นการปรับปรุงบริการทางการแพทย์ที่เคารพศักดิ์ศรีของผู้รับบริการ ลดทัศนคติการตีตราจากสังคมและบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงต้อง “ยกเลิกเงื่อนไขที่ไม่จำเป็น” ซึ่งถือเป็นการละเมิดสิทธิซ้ำซ้อน เช่น การบังคับให้ต้องทำหมัน ไม่ให้บริการหากตั้งครรภ์รอบใหม่ หรือให้บริการกับผู้ที่ถูกข่มขืนเท่านั้น

ชินท์ณภัทร โต๊ะเส็น ประธานสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงข้อเสนอสำคัญที่ส่งถึงทุกพรรคการเมือง ซึ่งมาจากการสังเคราะห์ภายใต้แผนปฏิบัติการยุทธศาสตร์ 10 ปี ของสภาเด็กและเยาวชนฯ โดยรวบรวมเสียงสะท้อนจากเด็กและเยาวชนทั่วประเทศกว่า 30,000 ชุด ครอบคลุมทั้งกลุ่มทั่วไป กลุ่มชาติพันธุ์ และเยาวชนชายขอบ เพื่อสะท้อนว่า ความรู้เท่าทันเรื่องเพศ และความเป็นธรรมทางเพศไม่ใช่เรื่องส่วนบุคคล แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมที่รัฐต้องลงทุนอย่างจริงจัง โดยมีข้อเสนอหลัก 5 ประเด็น ได้แก่
- การผลักดันนโยบายเพศศึกษาร่วมสมัยที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริงแทนหลักสูตรสุขศึกษาเดิมที่ล้าหลัง
- การสร้างพื้นที่ปลอดภัยด้านเพศ (Safe Space) ในสถานศึกษาและชุมชน
- การสนับสนุนสื่อความรู้เรื่องเพศที่ออกแบบโดยเยาวชนเพื่อแก้ปัญหาให้ตรงจุด
- การจัดทำระบบแจ้งเหตุและช่วยเหลือความรุนแรงระดับชาติแบบ One-stop platform ที่เน้นความปลอดภัยของข้อมูลและติดตามผลได้จริง
- การเปิดโอกาสให้มีกลไกเยาวชนเข้าไปมีส่วนร่วมออกแบบนโยบายความเป็นธรรมทางเพศในระดับชาติผ่านคณะทำงานหรือที่ปรึกษา เพื่อให้เสียงของเยาวชนมีพลังในการสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง
ประธานสภาเด็กฯ ย้ำว่า เยาวชนต้องการนโยบายที่เปลี่ยนชีวิตได้จริงมากกว่านโยบายที่สวยงามเพียงตัวอักษร และหวังให้พรรคการเมืองเชื่อมั่นว่าเด็ก และเยาวชนคือหุ้นส่วนสำคัญของการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่เพียงแค่ผู้รับนโยบายเท่านั้น
คนข้ามเพศ จี้รัฐ-พรรคการเมือง แก้ กม.รับรองอัตลักษณ์ทางเพศ
คุ้มครองสิทธิครอบครัวอย่างเท่าเทียม
อาทิตยา อาษา จากกลุ่ม TransEqual เปิดเผยถึงสถานการณ์ความปลอดภัยของคนข้ามเพศในสังคมไทย โดยระบุว่า การมีชีวิตอยู่เพียงอย่างเดียวนั้นไม่สามารถการันตีความปลอดภัย ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือสิทธิที่เท่าเทียมได้ เนื่องจากคนข้ามเพศยังต้องเผชิญกับการเลือกปฏิบัติ และความรุนแรงที่เกิดจากอคติและความเกลียดกลัวต่อความแตกต่างของอัตลักษณ์ทางเพศ โดยเฉพาะปัญหาการถูกทำร้ายร่างกาย หรือการข่มขืนเพื่อหวังจะเปลี่ยนแปลงอัตลักษณ์ทางเพศให้กลับไปตรงกับเพศกำเนิด
เพื่อสร้างสังคมที่คนข้ามเพศสามารถอยู่ได้อย่างมีตัวตนและปราศจากความหวาดกลัว จึงได้มีการยื่นข้อเสนอ 5 ประเด็นสำคัญต่อพรรคการเมือง โดยเสนอให้
- กำหนดนิยามที่เกี่ยวข้องกับอคติทางเพศในเชิงกฎหมายและระบบข้อมูล เพื่อให้เห็นสถานการณ์ปัญหาความรุนแรงต่อคนข้ามเพศที่ชัดเจนขึ้น
- สนับสนุนความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม ในการทำวิจัยเพื่อทำความเข้าใจผลกระทบของความรุนแรงที่มีต่อคนที่มีความหลากหลายทางอัตลักษณ์ทางเพศ
- พัฒนากระบวนการช่วยเหลือที่ครอบคลุมทั้งผู้เสียหายและผู้กระทำความผิด เนื่องจากผู้กระทำมักทำไปตามมายาคติหรือโครงสร้างสังคมที่ผลิตซ้ำความรุนแรง โดยเสนอให้จัดตั้งศูนย์ความช่วยเหลือที่สอดคล้องกับหลักการ ยอกยาการ์ตา
- บรรจุเนื้อหาเกี่ยวกับอัตลักษณ์ทางเพศ และปัญหาอาชญากรรมจากอคติลงในระบบการศึกษา เพื่อลดการผลิตซ้ำความรุนแรงต่อคนข้ามเพศ
- ส่งเสริมให้ภาคประชาสังคม เอกชน ภาครัฐ และนักการเมือง ทำงานร่วมกันในการสร้างความเข้าใจและแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน
ขณะที่ นัยนา สุภาพึ่ง มูลนิธิเพื่อสิทธิและความเป็นธรรมทางเพศ กล่าวในประเด็นกฎหมายสมรสเท่าเทียมว่า แม้จะมีกฎหมายและทะเบียนสมรสแล้ว แต่ในทางปฏิบัติยังติดขัดกฎหมายลูกหรือกฎหมายลำดับรองอีกมากกว่า 50 ฉบับ ซึ่งสำนักงานศาลยุติธรรมรับรองแล้วว่ายังไม่ได้แก้ไข โดยเฉพาะบทบัญญัติในมาตรา 67 และ 68 ของกฎหมายสมรสเท่าเทียมที่ยังโยงไปถึงกฎหมายอื่นๆ ที่ระบุสิทธิของสามีและภรรยาไว้ไม่เท่ากัน เช่น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และ พ.ร.บ. สัญชาติ
นอกจากนี้ ยังเปิดเผยกรณีการใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียมแล้วถูกปฏิเสธในการจดทะเบียนรับรองบุตรบุญธรรม จนนำไปสู่การฟ้องร้องที่ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ซึ่งมองว่าเกิดจากความไม่มั่นใจของคณะกรรมการที่พิจารณากฎหมาย และย้ำว่าสังคมต้องยุติการเกลียดกลัวครอบครัวเพศหลากหลาย
พร้อมยกตัวอย่างความลักลั่นของกฎหมายที่ส่งผลกระทบต่อกลุ่มความหลากหลายทางเพศ กฎหมายคุ้มครองแรงงาน สิทธิการลาไปช่วยภรรยาเลี้ยงดูบุตรยังระบุเฉพาะ “ลูกจ้างชาย” ทำให้ครอบครัวเพศหลากหลาย จึงเรียกร้องให้พรรคการเมืองสนับสนุนการใช้คำที่เป็นกลางทางเพศในหมวดความสัมพันธ์ระหว่างบิดามารดากับบุตรในอนาคต
นัยนา ยังได้เน้นย้ำถึงการลงประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตราที่เกี่ยวกับ “ความมั่นคงของรัฐ” และ “ศีลธรรม” ซึ่งถูกนำมาอ้างเพื่อเป็นอุปสรรคต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยต้องการให้มีการสร้างบรรทัดฐานที่ชัดเจนว่าศีลธรรม คือ เรื่องของเสรีภาพ และศาสนา ไม่ใช่เกณฑ์ทางกฎหมายที่จะนำมาบังคับใช้อย่างเหมารวม เพื่อให้สามารถดำเนินการแก้ไขกฎหมายลำดับรองอื่นๆ ต่อไปได้
สอดคล้องกับ ผศ.รณภูมิ สามัคคีคารมย์ ประธานมูลนิธิเครือข่ายเพื่อนกะเทยเพื่อสิทธิมนุษยชน กล่าวถึงความคืบหน้าการขับเคลื่อน “ร่างกฎหมายรับรองอัตลักษณ์ทางเพศ” หรือกฎหมายรับรองเพศสภาพ โดยระบุว่ากฎหมายนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ของโลก เนื่องจากมีมากกว่า 20 ประเทศที่ประกาศใช้แล้ว อาทิ มอลตา อาร์เจนตินา และไอซ์แลนด์ ซึ่งประเทศไทยได้นำมาเป็นต้นแบบในการศึกษา เพื่อตอบคำถามและลดทอนความกังวลที่เกิดขึ้นในสังคมไทย
โดยประเด็นสำคัญของร่างกฎหมายไม่ใช่สิทธิพิเศษ แต่คือการคืนสิทธิโดนเน้นบุคคลข้ามเพศ อินเตอร์เซกส์ (Intersex) และนอนไบนารี (Non-binary) สามารถใช้คำนำหน้านามตามอัตลักษณ์และการใช้ชีวิตจริงได้ เพื่อเข้าถึงสวัสดิการและคุณภาพชีวิตที่ควรได้รับตามสิทธิ์ขั้นพื้นฐาน
พร้อมย้ำว่าเป็นกฎหมายของทุกคนเนื่องจากคำนำหน้านามเป็นสิ่งที่รัฐกำหนดให้ทุกคนตั้งแต่เกิดเพื่อใช้เข้าถึงสิทธิ์ต่าง ๆ การปลดล็อกครั้งนี้จึงถือเป็นการจัดการระบบเอกสารให้สอดคล้องกับความเป็นมนุษย์ ขณะที่ปัญหาหรือความท้าทายหลักอยู่ที่ภาครัฐ ซึ่งต้องปรับปรุงระเบียบและระบบฐานข้อมูลให้ทันสมัย ไม่ควรนำความกลัวในประเด็นการหลอกลวง หรือการช่วยเหลือทางการแพทย์มาเป็นอุปสรรค เพราะการช่วยชีวิตต้องกระทำต่อมนุษย์ทุกคนโดยไม่แบ่งแยกเพศ
ขณะนี้ร่างกฎหมายฉบับภาคประชาชนซึ่งรวบรวมได้กว่า 12,000 รายชื่อ ได้ยื่นเข้าสู่รัฐสภาเรียบร้อยแล้ว เพื่อรอประธานรัฐสภาบรรจุเป็นวาระพิจารณา โดยจะมีร่างกฎหมายจากพรรคการเมืองต่าง ๆ และร่างของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เข้าประกบเพื่อพิจารณาร่วมกันต่อไป จึงอยากเชิญชวนทุกภาคส่วน และพรรคการเมืองมาร่วมกันทำงาน โดยใช้ข้อมูลและข้อเท็จจริงละลายความกังวลหรืออคติ เพื่อให้กฎหมายฉบับนี้ขับเคลื่อนไปได้จริงบนพื้นฐานของความเข้าใจ
ปฏิรูปสวัสดิการถ้วนหน้า เลิกนโยบายบนความกลัว
มุ่งเป้าเกิดอย่างมีคุณภาพ-ลดความเหลื่อมล้ำคนทุกกลุ่ม
นอกจากนี้ บัณฑิต แป้นวิเศษ หัวหน้าฝ่ายขับเคลื่อนนโยบายด้านสตรี มูลนิธิเพื่อนหญิง ชี้ให้เห็นถึงการเดินทางกว่า 32 ปี นับตั้งแต่ ปี 2536 ที่สิทธิลาคลอดอยู่ที่ 90 วัน จนปัจจุบันในปี 2568 สามารถขยับขึ้นมาเป็น 120 วันได้สำเร็จ แม้การขยายวันลาคลอดเป็น 120 วันจะได้รับความเห็นชอบจากทุกฝ่ายในกรรมาธิการ ทั้งฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน และนายจ้าง แต่ภาคประชาชนระบุว่าเป้าหมายหลักยังอยู่ที่ 180 วันตามมาตรฐาน WHO ซึ่งเหตุผลด้านเศรษฐกิจทำให้ยังไปไม่ถึงจุดนั้น จึงเตรียมเสนอให้นโยบายพรรคการเมืองและรัฐบาลใหม่ผลักดันเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง
ทางมูลนิธิฯ ยังระบุถึงกฎหมายที่ค้างอยู่ในชั้นกรรมาธิการเนื่องจากการยุบสภา คือ ร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงานฉบับสิทธิศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งครอบคลุมประเด็นสำคัญที่ยังเป็นข้อถกเถียงทางทัศนคติและภาระทางเศรษฐกิจ เช่น สิทธิลาปวดประจำเดือน ซึ่งเบื้องต้นในชั้นการศึกษามีการเสนอไว้ที่ 2 วัน สวัสดิการในสถานประกอบการ การจัดตั้งมุมนมแม่ที่ปลอดภัย และศูนย์เลี้ยงเด็กในย่านอุตสาหกรรม นโยบายผ้าอนามัยฟรี ซึ่งบางภาคส่วนเสนอรูปแบบการสนับสนุนแบบ “คนละครึ่ง”
พร้อมฝากถึงกระทรวงมหาดไทย ให้ผลักดันเรื่อง ศูนย์เด็กเล็กในระดับท้องถิ่น (อปท.) โดยเสนอให้เด็กทุกคนสามารถเข้าเรียนได้ในพื้นที่นั้น ๆ โดยไม่จำเป็นต้องมีทะเบียนบ้านในพื้นที่ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่พ่อแม่วัยทำงาน และเรียกร้องให้มีการปฏิรูประบบประกันสังคม โดยปรับปรุงสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนตาม มาตรา 40 ให้มีความใกล้เคียงกับ มาตรา 33 และ 39 เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสวัสดิการของแรงงานทุกกลุ่ม
สมวงศ์ อุไรวัฒนา ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ เปิดเผยข้อมูลวิกฤตการเกิดอย่างมีคุณภาพของเด็กไทย พร้อมเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายต่อสำนักงานประกันสังคม ให้จ่ายเงินชดเชยรายได้แก่ผู้ประกันตนที่ตั้งครรภ์เดือนละ 3,000 บาท เพื่อแก้ปัญหาการขาดรายได้จากการงดทำงานล่วงเวลา (โอที) ทำโอทีตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ซึ่งจากการตรวจสอบข้อมูลกระทรวงสาธารณสุขปี 2568 พบว่ายุทธศาสตร์การเกิดอย่างมีคุณภาพของประเทศกำลังเผชิญความท้าทาย โดยเกณฑ์การฝากครรภ์คุณภาพ 8 ครั้ง มีผู้ประกันตนทำได้เพียง 8.32% จากเป้าหมายที่ตั้งไว้
มูลนิธิฯ ระบุว่า พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ที่ห้ามไม่ให้นายจ้างจ้างหญิงตั้งครรภ์ทำงานโอที ส่งผลให้รายได้ของแรงงานลดลงในขณะที่รายจ่ายเพิ่มขึ้น โดยข้อมูลเดือน มิ.ย. 2567 พบว่าผู้ประกันตนมาตรา 33 ส่วนใหญ่กว่า 65% มีรายได้ต่ำกว่าหรือเท่ากับ 15,000 บาทต่อเดือน ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างหนักเมื่อตั้งครรภ์ จึงข้อเสนอนโยบายระบุให้กองทุนประกันสังคมจ่ายเงินแก่ผู้ประกันตนที่ตั้งครรภ์ เดือนละ 3,000 บาท ตั้งแต่วันเริ่มฝากครรภ์จนถึงวันคลอด และเรียกร้องให้มีการปฏิรูปกฎหมายประกันสังคมทั้งหมด เพื่อเพิ่มสิทธิประโยชน์ใหม่นี้ซึ่งจะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในการสร้างแรงงานคุณภาพเข้าสู่ระบบ และช่วยให้เด็กไทยเริ่มต้นชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ
จิตติมา ภาณุเตชะ นายกสมาคมเพศวิถีศึกษา เปิดเผยถึงแนวทางการจัดสวัสดิการเชิงรุกสำหรับพ่อแม่วัยรุ่น และแม่เลี้ยงเดี่ยวในประเทศไทย โดยระบุว่าประเด็นนี้ถือเป็นตัวชี้วัดสำคัญของระบบสวัสดิการ และคุณภาพชีวิตในสังคมไทย หากรัฐมีระบบสวัสดิการที่ดีพอ จะสามารถป้องกันไม่ให้เด็กผู้หญิงคนหนึ่งต้องสูญเสียโอกาสในอนาคตเพียงเพราะการตั้งครรภ์
พร้อมยืนยันว่า แม่วัยรุ่นจำนวนมากไม่ใช่กลุ่มเด็กที่ไม่รักดี แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากความเปราะบางของระบบสวัสดิการ ส่งผลให้เยาวชนเหล่านี้ต้องเผชิญวิกฤตชีวิตในหลายด้าน เช่น ต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน ขาดโอกาสพัฒนาทักษะ ต้องเผชิญกับปัญหาความรุนแรงภายในครอบครัว และความเสี่ยงในการเข้าไปข้องเกี่ยวกับสารเสพติดเนื่องจากขาดที่พึ่ง
จิตติมา ยังได้วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของภาครัฐว่า ปัจจุบันยังคงออกแบบนโยบายด้วย “ความกลัว” เป็นหลัก พร้อมเสนอให้เปลี่ยนเป็นการดำเนินนโยบายเชิงรุกที่เน้นผลลัพธ์ในระยะยาว โดยเฉพาะ “การจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น” ซึ่งจะช่วยให้แม่วัยรุ่นสามารถเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้นได้แม้จะมีภาระในการเลี้ยงดูบุตร เพื่อสร้างรากฐานความมั่นคงและความเป็นอยู่ที่ดีให้กับครอบครัวในอนาคต
ผศ.อรุณี ลิ้มมณี ประธานฝ่ายสตรี สภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงสถานการณ์คนพิการในประเทศไทยว่า ปัจจุบันมีจำนวนผู้พิการสูงถึง 9.9 ล้านคน ซึ่งถือเป็นกลุ่มโหวตเตอร์ (Voters) ขนาดใหญ่ที่มีพลังขับเคลื่อนทิศทางนโยบายของประเทศในการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ.นี้ แต่แม้จะเป็นกลุ่มประชากรที่มีจำนวนมากการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานยังคงมีความเหลื่อมล้ำและไม่ครอบคลุมเท่าที่ควร เช่น การเข้าถึงข้อมูลและการบริการด้านสุขภาพทางเพศของผู้พิการยังคงเป็นข้อจำกัด ข้อมูลระบุว่าผู้หญิงพิการมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกคุกคามทางเพศหรือถูกละเมิดสิทธิ โดยเฉพาะจากบุคคลใกล้ชิด ซึ่งเป็นปัญหาที่มักถูกมองข้าม

ให้คะแนนพรรคการเมือง 6 เต็ม 10
ดันแก้ กม.คุ้มครองความรุนแรงในครอบครัวเข้าสภาฯ ใน 100 วันแรก
นอกจากนั้นยังเปิดเผยผลสำรวจ นโยบายความเป็นธรรมทางเพศ จากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนจำนวน 1,909 คน ในหัวข้อ “นโยบายความเป็นธรรมทางเพศที่สำคัญและเร่งด่วนที่สุด” เพื่อส่งต่อให้พรรคการเมืองผลักดันหลังการเลือกตั้งปี 2569 โดยพบว่า ประเด็นเรื่อง ความรุนแรงและการคุ้มครองสิทธิ คือสิ่งที่สังคมให้ความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ โดยนโยบายที่ได้รับคะแนนโหวตสูงสุด 3 อันดับแรกที่ประชาชนต้องการ ได้แก่
- อันดับ 1 แก้ไขกฎหมายความรุนแรงในครอบครัว (42%)
- อันดับ 2 พัฒนาระบบคุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรง (38%)
- อันดับ 3 ขจัดการคุกคามทางเพศ (35%)
นอกจากนี้ยังมีประเด็นสำคัญอื่น ๆ ที่ได้รับความสนใจ เช่น การเข้าถึงบริการทำแท้งที่ปลอดภัย (33%) และการส่งเสริมความรู้เรื่องเพศสำหรับเยาวชน (31%)

จิตติมา ในฐานะตัวแทนภาคีเครือข่ายฯ สรุปภายหลังกิจกรรมกับ The Active ว่า ส่วนตัวให้คะแนนภาพรวมนโยบายของพรรคการเมือง 6 เต็ม 10 คะแนน โดยระบุว่าแม้พรรคการเมืองจะตอบรับกระแสสังคมเรื่องสมรสเท่าเทียมเพื่อไม่ให้ตกขบวน แต่ยังขาดการวิเคราะห์ถึงรากเหง้าของความไม่เท่าเทียมทางเพศ และยังไม่มีการนำเสนอแนวทางพัฒนาคุณภาพชีวิตหรือสร้างความเป็นธรรมทางเพศที่ชัดเจน
สะท้อนจากการทำโพลสำรวจพบว่า ประเด็นสังคมที่ปลอดภัยในเรื่องเพศยังไม่มีพรรคการเมืองใดพูดถึงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการออกแบบกลไกการขับเคลื่อนและการคุ้มครองที่เป็นรูปธรรม นอกจากนี้ยังมีกลุ่มคนตกหล่นจากปัญหาความไม่เท่าเทียม เช่น ครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว พ่อแม่วัยรุ่น รวมถึงเด็ก และเยาวชนที่เผชิญการคุกคามทางเพศ ซึ่งต้องการระบบบริการทางสังคมที่มีความละเอียดอ่อนและสร้างความเชื่อมั่นให้กับกลุ่มเปราะบาง
“ความปลอดภัยในชีวิตคือความมั่นคงระดับลึก ความรุนแรงในชีวิตคู่หรือการคุกคามทางเพศเนื่องจากอัตลักษณ์ทางเพศเป็นเรื่องใหญ่ พรรคการเมืองควรให้ความสำคัญกับการอยู่อย่างมีความสุขและปลอดภัย ควบคู่ไปกับนโยบายเศรษฐกิจปากท้อง”
จิตติมา ภาณุเตชะ
นายกสมาคมเพศวิถีศึกษา ยังมีข้อเสนอ 3 ด้าน ต่อทุกพรรคการเมืองที่จะได้เป็นรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง เพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน
- ด้านกฎหมาย เร่งแก้ไขกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติ กฎหมายความรุนแรงในครอบครัวรูปแบบใหม่ และกฎหมายรับรองอัตลักษณ์ทางเพศ
- ด้านสวัสดิการ สร้างระบบจัดสวัสดิการสังคม และการดูแลเชิงรุกที่กระจายตัวสู่ชุมชนเพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง
- ด้านฐานข้อมูล ปฏิรูประบบฐานข้อมูลด้านเพศสภาพ (Gender) เพื่อนำมาใช้ออกแบบนโยบายที่มีประสิทธิภาพ
สำหรับสิ่งที่ควรดำเนินการทันทีใน 100 วันแรก คือการ นำร่าง พรบ. คุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว (ฉบับภาคประชาชน 27,000 รายชื่อ) เข้าสู่การพิจารณาในรัฐสภาคู่กับร่างของรัฐบาล รวมถึงการหยิบยกกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติและกฎหมายรับรองอัตลักษณ์ทางเพศ เพื่อเป็นกุญแจดอกแรกในการสร้างมาตรฐานความปลอดภัยและสิทธิมนุษยชน
ส่วนประเด็นการแก้รัฐธรรมนูญนั้น มองว่า มีความจำเป็นอย่างยิ่งในการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ เพื่อให้เป็นบรรทัดฐานหลักประกันทางสังคม และที่พึ่งที่มั่นคงในเรื่องสิทธิมนุษยชนสำหรับกลุ่มคนเปราะบางทุกคน
