มพน.-สกน. เรียกร้อง รัฐบาลหยุดมองชาวบ้านตัวการฝุ่นควัน วอนพิจารณามาตรการห้ามเผา เร่งเปิดทางใช้ไฟไร่หมุนเวียน ก่อนหมด เม.ย.นี้ หวั่นล่วงเลยเวลา ถึงช่วงหน้าฝน อาจสร้างผลกระทบมหาศาลต่อระบบการผลิตอาหาร พร้อมขอเดินหน้าแนวทางการคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ แก้ไขปัญหาการทับซ้อนที่ดินรัฐ-ประชาชน เร่งกระจายถือครองที่ดินเป็นธรรม
วันนี้ (21 เม.ย. 69) ที่มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) เครือข่ายภาคประชาชน เกษตรกร กลุ่มชาติพันธุ์ ภาคประชาสังคม ภาควิชาการ ออกแถลงการณ์ถึงรัฐบาล เรื่อง หยุดล่าแพะแก้ฝุ่นควัน หยุดมาตรการห้ามเผา เร่งเปิดทางใช้ไฟไร่หมุนเวียน
- อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘สุชาติ’ โบ้ย คนเผาหาของป่า ต้นตอฝุ่นเหนือ! ยันหนุน ‘กม.อากาศสะอาด’ แต่ต้องไม่ขัดการลงทุน
โดยมีสาระสำคัญ ระบุว่า ชุมชนหลายแห่งในภาคเหนือ ต่างเผชิญกับการรับมือไฟป่าอย่างหนักหน่วง เสี่ยงชีวิตทั้งกลางวันและกลางดึก นอนเฝ้าไฟจนรุ่งเช้า ใช้ศักยภาพเต็มกำลังในการปกป้องผืนป่าที่สืบต่อจากบรรพชน อันหมายถึงบ้าน ที่อยู่อาศัย ที่ทำกินและจิตวิญญาณ วัฒนธรรมชนพื้นเมือง ชนชาติพันธุ์คนกับป่า

ร่วมดูแลปกป้องป่า เพราะป่าคือบ้าน คือชีวิต คือการพึ่งพิง และไม่มีทางที่คิดจะเผาทำลายชีวิตและบ้านของตัวเอง ความอุดมสมบูรณ์ของดิน น้ำ ป่า รอบบ้าน คือสิ่งยืนยันว่าวิถีของคนอยู่กับป่า คือส่วนหนึ่งของการปกป้อง ไม่ใช่เพื่อการทำลายอย่างหน้ามืดตามัว ไม่ใช่เพื่อการเปลี่ยนป่าเป็นโครงการก่อสร้าง หรือมุ่งแปรเปลี่ยนต้นไม้เป็นเครดิตสีเขียวเพื่อค้าขายชดเชยพฤติกรรมทำลายสิ่งแวดล้อมของกลุ่มทุน
“เหล่านี้คือสิ่งที่พวกเราพยายามสื่อสารกับสังคมและภาครัฐมาโดยตลอด แต่ดูเหมือนว่าปีนี้อะไรหลายอย่างจะรุนแรงกว่าที่ผ่านมา เพราะนอกจากเราจะเป็นส่วนหนึ่งที่ต้องต่อสู้กับไฟป่า เรายังต้องต่อสู้กับไฟอคติ ไฟเลือกปฏิบัติ ไฟอำนาจนโยบายกฎหมายที่ไม่แยกแยะของรัฐ สร้างปมความขัดแย้งให้ฝังลึกและกว้างขวางขึ้น มุ่งแต่จะผลักให้พวกเราต้องเป็นแพะ (รับบาป) ด้านสิ่งแวดล้อมอยู่ร่ำไป ทุกฤดู”
แถลงการณ์ยังย้ำด้วย ว่าอีกไม่กี่วัน หากไฟฤดูนี้เริ่มมอดลง หลายคนได้กลับไปใช้ชีวิตทำมาหากินปกติโดนอาจไม่ได้ใส่ใจเรื่องพิษสิ่งแวดล้อมเท่ากับช่วงฝุ่นไฟ แต่ชุมชนชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่กับป่า แทนที่จะได้พักฟื้นเรี่ยวแรงจากการดับไฟ กลับมารวบรวมพลังแรงงานเพื่อสู้กับนโยบายกฎหมายที่ดิน-ป่าไม้ และแนวทางจัดการทรัพยากรธรรมชาติโดยรัฐที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตปกติของพวกเราอย่างไม่เป็นธรรม
หยุดมาตรการห้ามเผา เปิดทางความจำเป็นใช้ไฟในไร่หมุนเวียน
แถลงการณ์ดังกล่าว ยังมีข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล ดังนี้
- ทุกจังหวัดต้องเปิดให้มีการใช้ไฟจำเป็นในช่วงการประการมาตรการห้ามเผาเด็ดขาด โดยเฉพาะการใช้ไฟในพื้นที่การเกษตรแบบไร่หมุนเวียนซึ่งต้องจัดการเชื้อเพลิงก่อนสิ้นเดือนเมษายนนี้เท่านั้น เพราะหากล่วงเลยช่วงเวลานี้จนถึงช่วงที่ฝนตก จะสร้างผลกระทบมหาศาลต่อระบบการผลิตอาหาร การเผาไหม้ที่จะไม่ดีและก่อฝุ่นควันเพิ่มขึ้น วัชพืชและแมลงศัตรูพืชที่เพิ่มขึ้นจนต้องใช้สารเคมี และฝุ่นควันที่จะเพิ่มขึ้นหากเผาในช่วงเวลาที่ไม่ควรเผา จะยิ่งทำให้เกิดมลพิษมากขึ้น ขณะที่ผลผลิจะลดลงมหาศาล ซึ่งทั้งหมดนี้ยืนยันได้ด้วยงานวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์ที่เราร่วมกับภาควิชาการดำเนินการกันมาหลายปี
- รัฐบาลต้องหยุดนโยบาย ที่บังคับใช้กฎหมายด้านป่าไม้เพื่อจับกุมชาวบ้านคนยากคนจน แล้วกล่าวหาว่าจุดไฟเผาป่าโดยทันที อย่ากดดันให้หน่วยงานในพื้นที่ต้องทำยอดตัวเลขคดีด้วยการกดขี่ประชาชน แต่ควรมุ่งเป้าไปที่การจัดการกับแหล่งกำเนิดฝุ่นยักษ์ใหญ่อย่างการปลูกพืชเชิงเดี่ยว ฝุ่นควันข้ามพรมแดน และภาคอุตสาหกรรม ซึ่งรัฐไม่เคยมีแนวทางเอาผิดกับคนกลุ่มนี้เลย
- รัฐบาลต้องเดินหน้าแนวทางการคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 โดยการเร่งเปิดประชุมคณะกรรมการคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ และบรรจุให้การคุ้มครองวิถีการเกษตรแบบไร่หมุนเวียนเป็นหนึ่งในวาระเร่งด่วนที่คณะกรรมการฯ ต้องเร่งรัดพิจารณาเพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มชาติพันธุ์ต้องได้รับผลกระทบจากนโยบายห้ามเผาเหมารวมอีกในฤดูกาลหน้า
- รัฐบาลต้องแสดงเจตจำนงที่ชัดเจนเพื่อแก้ไขปัญหาการทับซ้อนที่ดินรัฐกับประชาชน ทั้งป่าสงวนแห่งชาติและป่าอนุรักษ์ รวมถึงการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม โดยรูปธรรมคือการสนับสนุนแนวทางการจัดการที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติในรูปแบบโฉนดชุมชน และเร่งรัดปรับปรุงกฎหมายและนโยบายด้านที่ดิน-ป่าไม้ที่ไม่เป็นธรรมโดยเร่งด่วน

“ทั้งนี้ “หากรัฐบาลยังคงจะเดินหน้านโยบายแบบกดปราบ จับกุมดำเนินคดี สั่งห้ามเผาเหมารวม ปล่อยกลุ่มทุนลอยนวล และทิ้งประชาชนให้เผชิญกับชะตากรรมที่กดทับวิถีชีวิต วัฒนธรรม ความมั่นคงทางอาหารและความมั่นคงในที่ดินต่อไป ก็เท่ากับว่ารัฐบาลนี้เลือกปฏิบัติ เอื้อคนบางกลุ่ม และไม่เห็นหัวประชาชนคนยากคนจน”
