กมธ.สาธารณสุข วุฒิสภา ระบุ สปสช.แจงไม่เคลียร์ ติดใจการใช้งบฯ สาธารณะที่มีจำกัด ชี้ จำเป็นต้องจัดลำดับความสำคัญสิทธิประโยชน์ พิจารณาความจำเป็น และผลประโยชน์กับประชาชนส่วนรวม หวั่นกระบวนการอนุมัติส่อแววเร็วผิดปกติ ด้าน รองเลขาฯ สปสช. แจงเดินเรื่องตามขั้นตอนปกติ มาตั้งแต่ ปี 2563 ไม่เกี่ยวนโยบายเร่งด่วนเพื่อการเมือง ย้ำ ทำเพื่อกลุ่ม LGBTQ+ ลดเสี่ยงใช้ยาผิดวิธี
เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. ที่ผ่านมา นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย รองประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา เปิดเผยภายหลังการประชุมติดตามการบรรจุ ฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ เข้าสู่สิทธิประโยชน์บัตรทอง โดยระบุว่า รู้สึกผิดหวังกับข้อมูลที่ได้รับจาก สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เนื่องจากตอบคำถามได้เพียงครึ่งเดียว และเลขาธิการ สปสช. ไม่ได้เดินทางมาชี้แจงด้วยตนเอง แต่ส่งรองเลขาฯ มาแทน ทำให้หลายประเด็นยังไม่ตกผลึก

กมธ. ยังได้ตั้งข้อสังเกตและข้อกังวลในหลายประเด็นหลัก ดังนี้
- กระบวนการอนุมัติที่รวดเร็วเกินไป เมื่อเทียบกับสิทธิประโยชน์อื่น เช่น วัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบ (PCV) ในเด็ก ที่ต้องผ่านหลายอนุกรรมการและใช้เวลาศึกษานาน แต่กรณีฮอร์โมนข้ามเพศนี้ พบว่าผ่านอนุกรรมการชุดแรกถึงชุดที่สองในเวลาเดือนเศษ และเข้าสู่บอร์ดใหญ่ในเวลาไม่ถึง 20 วัน (ช่วง พ.ค. – ก.ค. 2568) จึงเกิดคำถามเรื่องความรอบคอบ
- งานวิจัยไม่ตอบโจทย์ความคุ้มค่า งานวิจัยที่ สปสช. นำมาอ้างอิงเป็นเพียงงานสำรวจ (Survey) ในกลุ่มตัวอย่างประมาณ 500 คนที่ต้องการใช้บริการอยู่แล้ว ไม่ใช่งานวิจัยเชิงประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข (Cost-effectiveness)
- มาตรฐานแนวทางเวชปฏิบัติ (CPG) การอ้างอิงแนวทางของ ThaiPATH แม้จะเป็นเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญ แต่ยังมีสถานะต่างจากแนวทางที่ได้รับการรับรองโดยองค์กรวิชาชีพหลักภายใต้แพทยสภา
- ความปลอดภัยในการใช้ยากดฮอร์โมนในเด็ก การใช้ยากลุ่ม GnRH Analog ซึ่งเดิมมีข้อบ่งใช้ในเด็กบางกลุ่ม เมื่อนำมาใช้ในบริบทอื่นจำเป็นต้องมีหลักฐานความปลอดภัยและผลกระทบระยะยาวรองรับที่หนาแน่นกว่านี้
“เราไม่มีปัญหากับกลุ่ม LGBTQ+ เลย ต้องย้ำทุกครั้งว่าไม่ใช่ประเด็นเรื่องความเท่าเทียม แต่เป็นเรื่องการใช้งบประมาณสาธารณะที่มีอยู่อย่างจำกัด ภายใต้ข้อจำกัดนี้ ประเทศจำเป็นต้องจัดลำดับความสำคัญของสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ โดยพิจารณาความจำเป็นและผลประโยชน์ที่จะเกิดกับประชาชนส่วนรวม”
นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย
สปสช. โต้ปมการเมือง ยันศึกษามา 5 ปี หวังดึงกลุ่มเป้าหมายเข้าสู่ระบบที่ปลอดภัย
ด้าน นพ.นิธิวัชร์ แสงเรือง รองเลขาธิการ สปสช. เข้าชี้แจงและให้ข้อมูลอีกด้าน โดยปฏิเสธข้อครหาเรื่องการเร่งรัดอนุมัติเพราะปัจจัยทางการเมือง พร้อมยืนยันว่าเรื่องนี้ภาคประชาชนขับเคลื่อนมาตั้งแต่ปี 2563 หากนับถึงตอนอนุมัติในปี 2568 ก็ใช้เวลารวมกว่า 5 ปี ซึ่งเป็นไปตามกลไกปกติที่มีการกลั่นกรองข้อมูลมานานแล้ว แต่อาจจะดูรวดเร็วในช่วงปลายน้ำที่เข้าสู่การพิจารณาของบอร์ดใหญ่เท่านั้น
นอกจากนี้ สปสช. ได้ชี้แจงประเด็นที่ถูกตั้งคำถามไว้ดังนี้
- ยาอยู่ในบัญชียาหลักอยู่แล้ว ยาฮอร์โมนส่วนใหญ่เป็นยาที่มีใช้อยู่แล้วในระบบสุขภาพและอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ การตรวจแล็บก็เป็นการตรวจพื้นฐาน คณะกรรมการจึงมองว่าประเด็นสำคัญไม่ใช่การศึกษาความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ใหม่ แต่เป็นการออกแบบระบบบริการให้ถูกต้องและปลอดภัย
- ลดภาวะแทรกซ้อน-แก้ปัญหาสุขภาพจิต วัตถุประสงค์หลักคือต้องการลดการซื้อฮอร์โมนมาใช้เองโดยขาดการดูแลของแพทย์ ซึ่งเสี่ยงต่อภาวะเลือดข้นและภาวะแทรกซ้อน และเพื่อดูแลสุขภาพจิตของคนข้ามเพศที่มีความเครียด ซึมเศร้า หรือเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย ซึ่งเปรียบเสมือน “ยอดภูเขาน้ำแข็ง” ที่ข้อมูลระดับประเทศอาจยังบันทึกได้ไม่ครบถ้วน
- เตรียมขยายสู่กลุ่มผู้ต้องขัง ปัจจุบันกรมราชทัณฑ์ได้หารือกับ สปสช. เพื่อนำระบบนี้ไปใช้ดูแลผู้ต้องขังข้ามเพศในเรือนจำ (เช่น รพ.ราชทัณฑ์) ป้องกันปัญหาสภาพจิตใจทรุดโทรมจากการขาดฮอร์โมนกะทันหัน
“อำนาจในการกำหนดสิทธิประโยชน์อยู่ที่บอร์ด สปสช. ต้องเป็นมติของบอร์ดตามกลไกที่กฎหมายกำหนดไว้ ไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรี รมว.สาธารณสุข หรือฝ่ายการเมืองใด ๆ ก็ไม่สามารถสั่งการได้โดยตรง”
นพ.นิธิวัชร์ แสงเรือง
นัดเคลียร์ใหม่ 30 มิ.ย. นี้ ดึง เลขาฯ สปสช. แจงด้วยตนเอง
สำหรับบทสรุปของข้อถกเถียงในครั้งนี้ยังไม่สิ้นสุด เนื่องจากทาง กมธ.สาธารณสุข วุฒิสภา มองว่า คำตอบที่ได้รับในปัจจุบันเพิ่งเคลียร์ข้อสงสัยไปได้เพียง 50% เท่านั้น จึงนัดใหม่ในวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ทาง กมธ. มีแนวโน้มที่จะเชิญ เลขาธิการ สปสช. ให้เดินทางมาเตรียมนั่งโต๊ะชี้แจงด้วยตนเอง เพื่อลงลึกในรายละเอียดเชิงวิชาการ หลักฐานเชิงประจักษ์ และสร้างความกระจ่างต่อสาธารณชนเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณแผ่นดินให้เกิดประโยชน์สูงสุดและโปร่งใสที่สุดต่อไป
