เครือข่ายประชาชน-นักวิชาการ เสนอนโยบายปลดล็อกสิทธิที่อยู่อาศัย คืนสิทธิคนจนเมือง

ย้ำสิทธิที่อยู่อาศัยเป็นสิทธิพื้นฐานไม่ใช่เรื่องโชคชะตา เสนอเปลี่ยนวิธีคิดจากการไล่รื้อ เป็นการจัดสรรพื้นที่ส่วนกลางหรือที่ดินของรัฐเพื่อสร้างที่อยู่อาศัยราคาถูกและมั่นคง ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตจริงของคนจนเมืองที่จำเป็นต้องอาศัยอยู่ใกล้แหล่งงานในเมือง

แม้ที่ผ่านมา โครงการรัฐจำนวนมาก เช่น โครงการบ้านเอื้ออาทร โครงการบ้านมั่นคง โครงการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยผู้เปราะบาง พยายามลดความเหลื่อมล้ำด้านที่อยู่อาศัยให้คนจนเมือง กลุ่มผู้มีรายได้น้อย คนไร้บ้าน ไปจนถึงผู้ที่อาศัยในพื้นที่ชุมชนแออัด ชุมชนริมทางรถไฟ

แด้วยความเป็นเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เช่น การเจริญเติบโตของเมือง สภาพเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงสภาพทางภูมิอากาศ  ทำให้โครงการที่อยู่อาศัยของภาครัฐ ไม่อาจแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านสิทธิที่อยู่อาศัยได้อย่างเต็มที่

เครือข่ายองค์กรชุมชน นักวิชาการ และคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ไปจนถึงกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จึงร่วมระดมข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและหาทางออกร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาการเข้าไม่ถึงสิทธิที่อยู่อาศัย ในงาน  “Unlock เมืองเหลื่อมล้ำ พลิกนโยบาย คืนสิทธิที่อยู่อาศัยให้คนจนเมือง” ที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) วันนี้ (18 ส.ค. 2569)

สมสุข บุญญะบัญชา ที่ปรึกษาคณะกรรมการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน กล่าวถึงทิศทางในการยกระดับคุณภาพชีวิตและที่อยู่อาศัยคนจนเมืองว่า ต้องให้คนจนเมืองมีส่วนร่วมในการออกแบบนโยบาย เพราะเป็นเจ้าของปัญหา ซึ่งงานในวันนี้จะเป็นการให้ผู้ออกแบบนโยบาย ภาครัฐ และเจ้าของปัญหามาหาทางออกร่วมกัน

“สิทธิที่อยู่อาศัยที่มั่นคง ถือเป็นจุดเริ่มต้นขอองสิทธิต่าง ๆ เป็นความจำเป็นและพื้นฐานชีวิตและครอบครัว  รับรองการมีอยู่และการเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนและท้องถิ่น เข้าถึงบริการของรัฐได้อย่างมีศักดิ์ศรี”

การ “มี” หรือ “ไม่มี” บ้าน อาจไม่ใช่โจทย์เดียว

ทางด้าน นรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ได้ชวนให้คิดถึงการใช้ชีวิตในกรุงเทพ ว่าหากมีรายได้ 15,000 บาท ต่อเดือน จะใช้ชีวิตอย่างไร เพราะค่าเช่าบ้านก็ประมาณ 4,000 – 5,000 บาทต่อเดือน ค่าเดินทางราว ๆ  2,000 – 3,000 บาท ขณะเดียวกันค่าครองชีพก็แพงขึ้นเรื่อย ๆ จึงยากที่จะทำให้คนรายได้น้อยใช้ชีวิตในกรุงเทพได้ หรือมีที่อยู่อาศัยในเมืองได้ ทำให้ต้องย้ายไปอยู่นอกเมือง

อีกทั้งยิ่งเมืองเติบโตมากขึ้น มีสิ่งปลูกสร้าง มีรถไฟฟ้า ค่าที่อยู่อาศัยก็ยิ่งแพงขึ้น ค่าครองชีพในพื้นที่ก็แพงขึ้น จากที่เคยมีชีวิตอยู่ในเมืองก็ถูกผลักออกจากเมืองไกลออกไปเรื่อย ๆ  ยิ่งเพิ่มเวลาและค่าใช้จ่าย ในการเดินทางเข้าเมืองเพื่อมาทำมาหากิน ทั้ง ๆ ที่ กลุ่มคนกลุ่มนี้ทำให้เมืองขับเคลื่อน หลายคนเป็นแม่บ้าน ไรเดอร์ พ่อค้าแม่ขาย พนักงานบริการอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ซึ่งต้องเดินทางไกล ออกจากบ้านก่อน เดินทางไกลกว่า เพื่อให้คนในเมืองสะดวกสบาย

นรเศรษฐ ยังชวนให้พิจารณาประเด็นสิทธิที่อยู่อาศัย ว่าไม่ใช่การมองเฉพาะเรื่องการมีบ้าน-ไม่มีบ้าน แต่ต้องคำนึงถึงการอยู่อาศัยอย่างมีคุณภาพ ดังนั้นทางด้าน กมธ. จึงได้เสนอให้หน่วยงานภาครัฐนำพื้นที่ของตนมาทำการเคหะเพื่อให้คนในเมืองสามารถเช่าอยู่ได้ในราคาที่เข้าถึงได้

บ้านเมืองตึกละฟ้าไม่อาจสวยงามได้ หากตึกสูงเสียดฟ้าเหล่านั้นตั้งอยู่บนหยาดน้ำตาคนจนเมือง

วีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี ประธานคณะอนุกรรมธิการสิทธิมนุษยชนฯ วุฒิสภา ได้เสนอรายงานการศึกษา “แนวทางการพัฒนานโยบายที่อยู่อาศัยคนจนเมือง” เปิดเผยว่า ต้นตอวิกฤติความไม่มั่นคงในที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบางนั้นมาจากรัฐมักมองว่าคนกลุ่มนี้รอการสงเคราะห์ และการช่วยเหลือเฉพาะหน้า และมักมองว่าคนกลุ่มนี้ขี้เกียจ โชคไม่ดี มีกรรม

ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ที่กำหนดให้สิทธิที่อยู่อาศัยของประชาชน เป็นเรื่องที่รัฐต้องสงเคราะห์ให้ผู้ยากไร้และผู้ที่ไร้ที่อยู่อาศัย ตามมาตรา 71 และ 55 มากกว่าจะมองว่าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานและสิทธิมนุษยชน  

วีระศักดิ์ ชี้ให้เห็นว่า สิทธิที่อยู่อาศัยของคนจนเมืองไม่ใช่เรื่องของความเมตตา หรือโชคชะตา แต่เป็นเรื่องของความยุติธรรมและสิทธิขั้นพื้นฐาน และอันที่จริงแล้ว ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้น เกิดจากปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งการจัดการโครงสร้างขั้นพื้นฐาน งบประมาณ นโยบายพัฒนาเมือง ไปจนถึงกลไกตลาดอสังหาริมทรัพย์  ที่ทิ้งผู้มีรายได้น้อยไว้ข้างหลัง บีบให้คนต้องอพยพออกจากเมืองไปจนถึงการไล่รื้อที่ดิน

ดังนั้นภาครัฐต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดและมีนโยบายพัฒนาเมือง รวมทั้งรัฐธรรมนูญที่ต้องบรรจุให้สิทธิที่อยู่อาศัยเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน

วีระศักดิ์ ให้ข้อคิดทิ้งท้ายว่า “ในเมืองใหญ่นี้ แม้จะมีตึกสูงเสียดฟ้าสวยงามแค่ไหน แต่เมืองก็จะสวยไม่ได้ ตั้งอยู่บนหยาดน้ำตาของจนเมือง”

ลดเหลื่อมล้ำ คืนสิทธิที่อยู่อาศัยคนจนเมือง

ในเวทีเสวนา “Policy Forum : Unlock เมืองเหลื่อมล้ำ คืนสิทธิที่อยู่อาศัยคนจนเมือง” นพพรรณ พรหมศรี เลขาธิการมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย ชี้ให้เห็นว่า ความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัยคือหมุดหมายสำคัญของคุณภาพชีวิต เพราะกลุ่มคนที่หลุดพ้นจากปัญหาที่อยู่อาศัย เช่น กลุ่มที่เข้าร่วมโครงการบ้านมั่นคง ล้วนมีชีวิตที่ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมอย่างเห็นได้ชัด

ทว่าวิกฤตที่อยู่อาศัยในปัจจุบันกลับขยายวงกว้างจนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงกลุ่มคนจนดั้งเดิมอีกต่อไป แต่ลามไปถึงกลุ่มคนทำงานรุ่นใหม่และกลุ่มแรงงานรับจ้างทั่วไป เนื่องจากโครงสร้างค่าครองชีพและราคาสินค้าอุปโภคบริโภคพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สวนทางกับรายได้ที่หยุดนิ่งหรือสูญหายจากการตกงาน

ภาระค่าใช้จ่ายหลักของคนเมืองตกอยู่ที่ค่าที่อยู่อาศัยและค่าเดินทาง เมื่อรายได้ไม่เพียงพอ ทางออกสุดท้ายของคนเมืองจึงกลายเป็นการลดระดับคุณภาพชีวิตลงไปเรื่อย ๆ จากการเช่าห้องราคาถูก ขยับลงไปสู่ห้องเช่าที่สภาพแวดล้อมแย่ลง และท้ายที่สุดคือการกลายเป็นคนไร้บ้านที่หมดสิ้นความหวัง

วิกฤตนี้ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นเมื่อโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็น EEC รถไฟความเร็วสูง รถไฟทางคู่ หรือร่างพระราชบัญญัติการพัฒนาพื้นที่ในและโดยรอบโครงสร้างพื้นฐานทางราง พ.ศ. … (ร่าง พ.ร.บ. TOD) กลับกลายเป็นตัวเร่งที่ขับไล่และเบียดขับชุมชนดั้งเดิมออกจากพื้นที่เมือง ตัดขาดความสัมพันธ์และกลไกการพึ่งพาอาศัยกันในชุมชน

แต่สิ่งที่ตอกย้ำความล้มเหลวมากที่สุดคือภาครัฐไม่เคยตระหนักว่าสถานการณ์นี้คือวิกฤต ส่งผลให้ไม่มีนโยบายรองรับอย่างจริงจัง ซ้ำร้ายยังตัดงบประมาณสนับสนุน เช่น โครงการช่วยสมทบค่าเช่าห้องของกลุ่มคนไร้บ้าน ในเมื่อไม่สามารถหวังพึ่งพากลไกรัฐได้ ภาคประชาสังคม เครือข่ายชุมชน และองค์กรพัฒนาเอกชน จึงจำเป็นต้องรวมตัวกันเพื่อต่อรอง เช่าที่ดิน พัฒนารูปแบบที่อยู่อาศัย และคิดค้นนวัตกรรมเชิงนโยบายเพื่อฝ่าวิกฤตนี้ด้วยศักยภาพของตนเอง

ทางด้าน จิราภรณ์ เขียวพิมพา เครือข่ายพัฒนาที่ดินและที่อยู่อาศัย 5 ภาค ได้สะท้อนภาพความเดือดร้อนในระดับพื้นที่ โดยชี้ให้เห็นว่าคนจนเมืองเป็นกลุ่มคนที่เข้ามาขับเคลื่อนและสร้างเศรษฐกิจให้กับเมืองมาโดยตลอด

ทว่ากลับกลายเป็นกลุ่มแรก ๆ ที่ถูกละเลยและไม่สามารถเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานในเรื่องที่อยู่อาศัย นโยบายและการพัฒนาผังเมืองที่ผ่านมามีลักษณะของการขับไล่และรื้อย้ายชุมชนดั้งเดิมออกไปมากกว่าการโอบรับ

ข้อเสนอหลักคือภาครัฐจำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีคิดจากการไล่รื้อมาเป็นการจัดสรรพื้นที่ส่วนกลางหรือที่ดินของรัฐเพื่อสร้างกลไกที่อยู่อาศัยราคาถูกและมั่นคง เพื่อให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตจริงของแรงงานและคนจนเมืองที่จำเป็นต้องอาศัยอยู่ใกล้แหล่งงานในเมือง

“เราสร้างเมือง แต่เมืองไม่ได้รองรับสิทธิที่อยู่อาศัยของเราเลย นโยบายผังเมืองต่าง ๆ ขับไล่พวกเราออกไป ทั้งที่คนจนเมืองคือแรงงานสำคัญที่คอยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเมืองนี้” จิราภรณ์ ย้ำ

เสียงจากชุมชนริมทางรถไฟ

ในงานเสวนา ได้สะท้อนถึงชุมชนริมทางรถไฟของคนจนเมือง ซึ่งตั้งอยู่บนเขตที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย ขนานไปตามแนวรางรถไฟทั้งในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศ

จินดา เจริญสุข เครือข่ายบ้านมั่นคงริมรางรถไฟ ได้สะท้อนถึงปัญหาความไม่ต่อเนื่องของนโยบายรัฐบาล โดยระบุว่า ปัญหาที่อยู่อาศัยริมทางรถไฟเคยได้รับการยื่นข้อเสนอและมีข้อตกลงร่วมกันกับรัฐบาลมาแล้วหลายชุด แต่เมื่อมีการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองหรือเปลี่ยนตัวผู้บริหาร นโยบายและการสั่งการมักจะถูกพับเก็บหรือละเลยไป

ชาวบ้านต้องเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่กับการต่อสู้เดิม ๆ สิ่งที่เครือข่ายต้องการในปัจจุบันไม่ใช่การสงเคราะห์ แต่เป็นการลงนามสั่งการและมีมติที่ผูกพันในระดับโครงสร้างเพื่อปลดล็อกที่ดินรถไฟทั่วประเทศให้ชุมชนสามารถเช่าอยู่อาศัยได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายและมีความมั่นคงในระยะยาว

“เรายื่นหนังสือและทำข้อตกลงกับรัฐบาลมาไม่รู้กี่ชุด พอเปลี่ยนรัฐบาลเรื่องก็เงียบหาย ปัญหาคนจนเมืองริมทางรถไฟต้องการกลไกนโยบายที่มั่นคงถาวร ไม่ใช่เปลี่ยนรัฐมนตรีทีหนึ่ง ชาวบ้านก็ต้องมาประท้วงเรียกร้องสิทธิเดิม ๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า” จินดา กล่าว

ทั้งนี้ อนุศักดิ์ เอียดสี หัวหน้างานบริหารสัญญาเช่าภาคใต้ (ผชต.) การรถไฟแห่งประเทศไทย ออกมาชี้แจงมุมมองในมิติของหน่วยงานเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน โดยระบุว่า การรถไฟฯ อยู่ภายใต้กรอบระเบียบและกฎหมายการบริหารทรัพย์สินที่ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของระบบรางและภารกิจการพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งเป็นหลัก

อย่างไรก็ดี การรถไฟฯ ไม่ได้ปฏิเสธมิติด้านสังคม และได้มีการตั้งคณะทำงานร่วมกับ พอช. และเครือข่ายสลัมเพื่อสำรวจแนวเขตที่ดินที่ไม่ได้อยู่ในแนวเขตทางวิ่งหรือโครงการพัฒนาเร่งด่วน เพื่อนำมาจัดทำสัญญาเช่าที่ดินระยะยาวในอัตราผ่อนปรนสำหรับโครงการบ้านมั่นคง

อนุศักดิ์ ย้ำว่าทางออกของข้อพิพาทไม่ใช่การใช้มาตรการทางกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการเจรจาและการจัดผังการใช้ประโยชน์ที่ดินร่วมกันอย่างชัดเจนและเป็นระบบ

ที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพคือสิทธิมนุษยชน

สิทธิในที่อยู่อาศัยที่เพียงพอ (Right to Adequate Housing) ถือเป็นอีกสิทธิมนุษยชนสากล ที่ได้รับการรับรองไว้ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (UDHR) โดยระบุไว้ในมาตรา 25 ที่ทุกคนย่อมมีสิทธิในการอาศัยอยู่ในบ้านหรือชุมชนอย่างปลอดภัย มั่นคง และมีศักดิ์ศรี

ดังนั้นที่อยู่อาศัยที่เพียงพอไม่ใช่แค่คุ้มแดดคุ้มฝน แต่ต้องประกอบไปด้วย

  • ความมั่นคงในการครอบครอง มีกฎหมายคุ้มครอง ไม่ให้ถูกไล่รื้อ หรือขับไล่ออกจากที่อยู่อาศัยโดยไม่เป็นธรรม
  • ความพร้อมของบริการพื้นฐาน มีน้ำประปา น้ำดื่มสะอาด ไฟฟ้า ระบบระบายน้ำ มีความปลอดภัย และห้องน้ำที่ถูกสุขลักษณะ
  • ภาระค่าใช้จ่าย ค่าเช่าหรือค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมต้องไม่สูงเกินไปจนกระทบต่อการดำรงชีวิตหรือปัจจัยในการดำรงชีวิตอื่น ๆ
  • ความเหมาะสมต่อการอยู่อาศัย โครงสร้างแข็งแรง ปลอดภัยจากภัยธรรมชาติ และไม่แออัดจนเกินไป
  • การเข้าถึงได้ กลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ หรือคนพิการต้องสามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยได้สอดคล้องกับเงื่อนไขในการดำรงชีวิต และเป็นธรรม
  • สถานที่ตั้ง ใกล้แหล่งประกอบอาชีพ ใกล้ที่ทำงาน สถานศึกษา โรงพยาบาล และเดินทางสะดวกปลอดภัย
  • ความเหมาะสมทางวัฒนธรรม การออกแบบและสภาพแวดล้อมเคารพวิถีชีวิตและอัตลักษณ์ของผู้อยู่อาศัย

หมายเหตุ : รับชมย้อนหลัง งาน ==>  “Unlock เมืองเหลื่อมล้ำ พลิกนโยบาย คืนสิทธิ์ที่อยู่อาศัยให้คนจนเมือง”

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active