กสศ. จับมือสมาคมฟุตบอลฯ เตรียมขยายหลักสูตรสู่โรงเรียนกว่า 200 แห่ง พร้อมเปิด Career Pathway จากนักฟุตบอลสู่หลากหลายอาชีพในอุตสาหกรรมกีฬา
วันนี้ (20 ส.ค.69) กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดตัว “หลักสูตรจักรวาลวิทยาฟุตบอล” นวัตกรรมการศึกษาที่ยืดหยุ่นซึ่งเปลี่ยนสิ่งที่เด็กรัก ให้กลายเป็นเส้นทางการเรียนรู้โดยใช้ฟุตบอลเป็นฐานพัฒนาทักษะชีวิต ความรู้ และสมรรถนะ พร้อมผลักดันแนวทางเทียบโอนผลการเรียนรู้และประสบการณ์จากการฝึกซ้อมและการแข่งขันเป็นหน่วยกิต เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงหลุดและเด็กนอกระบบการศึกษา สามารถเรียนรู้ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพด้านกีฬา และต่อยอดสู่เส้นทางอาชีพได้อย่างเป็นรูปธรรม

ภานในงานแถลงข่าว ยังมีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เพื่อส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนยากจนหรือด้อยโอกาสเข้าถึงการศึกษาหรือพัฒนาศักยภาพด้านกีฬาฟุตบอล โดยมี สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬากระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธาน พร้อมด้วย สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะรองประธานกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาระดับชาติ ชาญวิทย์ ผลชีวิน อุปนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และ ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ. รวมถึงภาคีด้านการศึกษา ผู้แทนอะคาเดมี่ เด็กและเยาวชน อดีตนักฟุตบอลทีมชาติ ร่วมเป็นสักขีพยาน
สุรศักดิ์ กล่าวว่า กีฬาและการศึกษาเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ กีฬาไม่ใช่เพียงเรื่องของสุขภาพหรือชัยชนะในสนามแข่งขัน แต่ยังช่วยสร้างวินัย ความรับผิดชอบ และทักษะชีวิต สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่มุ่ง พัฒนาทักษะและความสามารถด้านกีฬาเพื่อสร้างโอกาสให้คนไทย
หัวใจสำคัญของความร่วมมือครั้งนี้ คือการทำให้การพัฒนาทักษะกีฬาสามารถเดินไปพร้อมกับการศึกษา ผ่านกระบวนการเรียนรู้และการวัดผลที่ยืดหยุ่น รวมถึงการจัดทำแนวทางเทียบโอนผลการเรียนรู้และประสบการณ์ หรือ Credit Bank เพื่อพัฒนาแนวทางให้ประสบการณ์จากการฝึกซ้อมและการแข่งขันสามารถเทียบโอนเป็นหน่วยกิตทางการศึกษาได้อย่างเป็นระบบ
ทั้งนี้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยเฉพาะกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ พร้อมสนับสนุนทั้งทุนการศึกษาสำหรับนักกีฬาเยาวชน การเก็บตัวฝึกซ้อม วิทยาศาสตร์การกีฬา อุปกรณ์ และการแข่งขัน เพื่อสร้างเส้นทางอาชีพควบคู่กับโอกาสทางการศึกษาให้แก่เด็กและเยาวชน
“เราไม่ได้มุ่งสร้างเพียงนักฟุตบอลอาชีพ แต่อุตสาหกรรมกีฬายังต้องการบุคลากรอีกหลากหลาย ตั้งแต่ผู้ฝึกสอน ผู้จัดการทีม ผู้ตัดสิน นักวิทยาศาสตร์การกีฬา นักกายภาพบำบัด ผู้จัดการแข่งขัน ไปจนถึงนักสื่อสารมวลชน นี่จึงเป็นการเปิด Career Pathway ให้เด็กสามารถเรียนรู้จากสิ่งที่รัก นำไปสู่การสร้างงาน สร้างรายได้ หรือ Learn to Earn และสร้างความมั่นคงในชีวิต”
ด้าน ชาญวิทย์ กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้สอดคล้องกับหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของสมาคมฯ คือ “การพัฒนาเยาวชน” ตั้งแต่ระดับพื้นฐาน สมัครเล่น ไปจนถึงระดับเยาวชนขั้นสูง และกึ่งอาชีพ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการสร้างพลเมืองฟุตบอลให้เกิดขึ้นทั่วประเทศ
“ฟุตบอลเป็นกีฬาที่เด็กจำนวนมากรัก หากเราสามารถเปลี่ยนสนามฟุตบอลให้เป็นห้องเรียนแห่งชีวิต ฟุตบอลก็จะเป็นอีกประตูหนึ่งที่พาเด็ก โดยเฉพาะเด็กที่เสี่ยงหลุดหรือหลุดจากระบบการศึกษาแล้ว กลับเข้าสู่เส้นทางการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับตัวเองได้”
โดยสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ จะร่วมขับเคลื่อนความร่วมมือใน 4 ด้านสำคัญ ได้แก่
- การออกแบบและรับรองหลักสูตร พร้อมสนับสนุนการเทียบโอนผลการเรียนรู้
- การพัฒนาครู ผู้ฝึกสอน และมาตรฐานด้านความปลอดภัยและสวัสดิภาพเด็ก
- การเปิดโอกาสให้เยาวชนต่อยอดสู่ระดับสโมสรและสายอาชีพที่เกี่ยวข้อง
- การสนับสนุนทรัพยากร อุปกรณ์ สื่อการเรียนรู้ และทุนการศึกษา
พร้อมกันนี้ ยังเตรียมเชื่อมเด็กและเยาวชนเข้าสู่ระบบพัฒนาศักยภาพด้านฟุตบอล อาทิ FIFA Talent Scouting และ Talent ID Event เพื่อค้นหาและติดตามเยาวชนที่มีศักยภาพทั่วประเทศ ตลอดจนเปิดโอกาสให้เด็กและผู้ฝึกสอนเข้าถึงองค์ความรู้ฟุตบอลระดับสากล ผ่าน Platform FIFA Center และ FA Thailand Education Hub
ด้าน ไกรยส กล่าวว่า ปรากฏการณ์ฟุตบอลฟีเวอร์ ในระดับเยาวชนช่วงที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อเด็กได้รับโอกาสและมีพื้นที่แสดงศักยภาพ ความฝันและฟุตบอลเพียงลูกเดียวสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงในชีวิตได้
ประเทศไทยยังมีนักเรียนกว่า 1.3 ล้านคนอยู่ในกลุ่มเสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษา และมีเด็กและเยาวชนที่หลุดออกจากระบบแล้วกว่า 6 แสนคน ในจำนวนนี้มีเด็กอีกไม่น้อยที่มีความรักและทักษะด้านฟุตบอล แต่ขาดพื้นที่และช่องทางในการพัฒนาต่อยอดอย่างเป็นระบบ
“สิ่งที่ระบบการศึกษาต้องทำ คือสร้าง ‘พื้นที่กลาง’ ให้เด็กสามารถเดินบนเส้นทางที่เขารัก พร้อมกับเรียนรู้และเติบโตไปด้วยกัน เราเคยเห็นเด็กบางคนที่หลุดจากระบบและไม่ยอมกลับเข้าโรงเรียน แต่ยอมกลับมาซ้อมฟุตบอลและเรียนทุกวัน เมื่อเขาได้อยู่ในพื้นที่การเรียนรู้ที่มีความหมายกับชีวิตของเขา นั่นทำให้เราเห็นว่า ฟุตบอลเป็นมากกว่าเกมกีฬา แต่เป็นสะพานเชื่อมโอกาส และสามารถเป็นเครื่องมือพาเด็กกลับเข้าสู่การเรียนรู้ได้”
แนวคิดดังกล่าวนำมาสู่การพัฒนา “หลักสูตรจักรวาลวิทยาฟุตบอล” โดย กสศ. สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ศูนย์การเรียนปัญญากัลป์ และ สพฐ. เพื่อใช้ฟุตบอลเป็นฐานในการพัฒนาเด็กอย่างรอบด้าน ตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยไม่จำกัดเป้าหมายไว้เพียงการเป็นนักฟุตบอลอาชีพ แต่เปิดไปสู่หลากหลายอาชีพในอุตสาหกรรมกีฬาและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์
เนื้อหาของหลักสูตรเชื่อมองค์ความรู้ฟุตบอลเข้ากับวิชาการและทักษะชีวิต ผ่าน 3 กลุ่มวิชาหลัก ได้แก่
- กลุ่มความรู้พื้นฐานและการสื่อสาร
- กลุ่มเสริมความรู้วิชาเฉพาะด้านสโมสรและสปอนเซอร์
- กลุ่มพัฒนาทักษะเฉพาะในสนาม
ตัวอย่างเช่น วิชา “บอลปัง แบรนด์เปย์” ที่นำเรื่อง Branding เทคโนโลยีเพื่อการออกแบบ และกลยุทธ์การสื่อสารการตลาด มาบูรณาการกับการเรียนรู้และเทียบโอนรายวิชาตามหลักสูตรการศึกษา
นอกจากการพัฒนาเด็กแล้ว ยังมีการพัฒนา “ครูโค้ช” และ “ครูผู้พัฒนา” ให้สามารถจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ และเชื่อมองค์ความรู้ในสนามฟุตบอลเข้ากับการศึกษาอย่างเป็นระบบ โดยปัจจุบันมีเครือข่ายโรงเรียนกว่า 200 แห่ง แจ้งความประสงค์นำหลักสูตรไปใช้ และเตรียมจัดเวิร์กช็อปให้แก่โรงเรียนในช่วงต้นเดือนกันยายนนี้
สำหรับบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่าง กสศ. และสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ จะมุ่งขับเคลื่อน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่
- พัฒนาและขับเคลื่อนหลักสูตร ส่งเสริมการใช้หลักสูตรฟุตบอลบูรณาการทักษะชีวิต พร้อมพัฒนาระบบเทียบโอนประสบการณ์จากการฝึกซ้อมกีฬาเป็นหน่วยกิต
- สร้างความพร้อมให้บุคลากรและสถานศึกษา ให้สามารถนำหลักสูตรไปจัดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ดูแลความพร้อมและลดการหลุดออกจากระบบการศึกษา ผ่านระบบติดตาม ช่วยเหลือ และสนับสนุนการเข้าถึงโอกาสและทุนการศึกษา
ทั้งนี้ “หลักสูตรจักรวาลวิทยาฟุตบอล” สอดคล้องกับนโยบาย Thailand Zero Dropout Plus ที่มุ่งป้องกันและแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาผ่านความร่วมมือของทุกภาคส่วน ภายใต้แนวคิด All for Education ตามทิศทางของรัฐบาลที่ต้องการแก้ไขข้อจำกัดเชิงระบบ เพื่อสร้างหลักประกันว่าเด็กไทยทุกคนจะสามารถเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพและยืดหยุ่นตามบริบทชีวิต
