“จับชีพจร”แรงงาน ก่อนการเลือกตั้ง 69 เครือข่ายแรงงาน รวมตัวยื่นข้อเสนอพรรคการเมือง สะท้อนปัญหาคุณภาพชีวิตทุกแง่มุม หวังกฎหมายคุ้มครองคนทำงานทุกคน ทุกประเภท ขณะนักวิชาการชี้รัฐต้องมองแรงงานเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ ด้านพรรคการเมืองชูนโยบายเด่น ยืนยันพร้อมผลักดันกฎหมายของแรงงานในสภาฯ
วันนี้ (18 มกราคม 2569) ที่คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีการจัดวงเสวนา “ข้อเสนอนโยบายแรงงาน” เพื่อแลกเปลี่ยนระหว่างเครือข่ายภาคประชาสังคมกว่า 50 เครือข่าย จากหลากหลายกลุ่ม และตัวแทนจากพรรคการเมืองที่เข้าร่วมรับฟังข้อเสนอในครั้งนี้

เริ่มต้นวงเสวนาด้วยข้อเสนอเชิงนโยบายของนักวิชาการ อย่าง ผศ.กฤษฎา ธีระโกศลพงศ์ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเสนอนโยบายแรงงาน 5 ข้อ คือ นโยบายแรงงาน 1.) รวมตัว จัดตั้งสหภาพ และอำนาจการต่อรองร่วม 2.) ยกระดับค่าจ้างและปฏิรูประบบไตรภาคี 3.) เสริมสร้างสมดุลชีวิตและการทำงาน 4.) ขยายการคุ้มครองสำหรับงานรูปแบบใหม่ 5.) เปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจภาคไม่เป็นทางการ
ไม่เห็นนโยบายที่ชัดเจนเรื่องตัวเลข และค่าจ้างของแรงงาน เพราะกลัวจะทำไม่ได้ อย่างไรก็ตามจะปฏิเสธการพูดเรื่องค่าจ้างไม่ได้ ประมาณ 35.5% ได้รับค่าจ้างมากกว่า 15,000 บาท มองว่านโยบาย ยังไม่ได้ให้ความสำคัญมากเท่าไหร่ ต้องปฏิรูประบบไตรภาคี แรงงานที่ไม่ได้จดทะเบียน เข้าไปร่วมในไตรภาคีไม่ได้ มีแค่ 33 จังหวัดที่มีสหภาพแรงงาน แล้วจังหวัดที่ไม่มีใครเป็นตัวแทนได้ การกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ กระทรวงแรงงานไม่กำหนดชัดเจน
“ไม่อยากให้พรรคการเมืองมองเรื่องแรงงานเหมือนกับกระทรวงแรงงานมอง แต่ต้องมองเห็นปัญหาสังคมที่ซับซ้อนมากกว่านั้น”
นอกจากนี้ยังฝากถึงข้อเสนอ ประเด็น ความคลุมเครือของสถานะการทำงาน (Employment Status)
• การจัดทำกฎหมายเพื่อคุ้มครองแรงงานในงานรูปแบบใหม่ของดิจิทัลแพลตฟอร์ม เช่น กรณีของโรเดอร์ ให้ใกล้เคียงกับลูกจ้างมากที่สุด เพราะ มีสถานะพึ่งพิงทางเศรษฐกิจ ไม่ได้เป็นอิสระแท้จริง
• การขยายการคุ้มครองตามมาตรา 22 ของกฎหมายคุ้มครองแรงงานงานเกษตรกรรม งานประมงทะเล งานบรรทุกหรือขนถ่ายสินค้าเรือเดินทะเล งานที่รับไปทำที่บ้าน งานขนส่ง และงานอื่นตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาจะกำหนดในกฎกระทรวงให้มีการคุ้มครองแรงงานกรณีต่าง ๆแตกต่างไปจากพระราชบัญญัตินี้ก็ได้
รศ.กิริยา กุลกลการ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เสนอว่า รัฐต้องลงทุนระบบราชการแรงงาน ต้องรับใช้ประชาชนไม่ใช่อำนาจ รัฐต้องมองแรงงานเป็นหุ้นส่วนของเศรษฐกิจ ผู้บริหารกระทรวงต้องแข่งขันกันแก้ปัญหาแรงงาน ต้องวัดผลงานจากคุณภาพการจ้างงาน ต้องยกระดับข้าราชการให้เข้าใจตลาดแรงงาน ต้องปรับปรุงระบบการจ้างแรงงานข้ามชาติ การส่งแรงงานไปต่างประเทศ และประกันสังคม ให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ เพราะแรงงานไม่ใช่แหล่งรายได้ของใคร แต่คือพลเมืองที่ต้องได้รับความคุ้มครอง
“เปิดประตูต้อนรับเขา เวลาที่เศรษฐกิจมีปัญหา ไม่ใช่เรียกแต่นายจ้างมาคุย ต้องเรียกลูกจ้างด้วย จะเป็นการไม่ปล่อยใครไว้ข้างหลัง”
รัฐต้องลงทุนยกระดับผลิตภาพแรงงาน และ SMEs ปัญหาค่าจ้างต่ำของแรงงานไทยสะท้อนการเข้าไม่ถึงโอกาสของ SMEs และแรงงาน และ SMEs จำนวนมากเข้าไม่ถึงแหล่งทุน เทคโนโลยี ตลาด และแรงงานทักษะ ขณะที่ระบบการ ศึกษาและการพัฒนาทักษะไม่ตอบโจทย์เศรษฐกิจจริง นโยบายแรงงานต้องเชื่อมโยงกับการปฎิรูประบบทักษะ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการแข่งขันที่เป็นธรรม เพื่อให้ผลิตภาพสูงขึ้นและรายได้แรงงานเติบไตไปพร้อมเศรษฐกิจ
เศรษฐกิจใหม่ต้องไม่สร้างแรงงานไร้ตัวตน แรงงานจ้างงานไม่มาตรฐาน ตั้งแต่ Subcontract จนไปถึงไรเดอร์ ฟรีแลนซ์ และแรงงานสัญญาระยะสั้น คือแรงงานที่ถูกผลักความเสี่ยงจากบริษัทและรัฐ นโยบายแรงงานจึงต้องปรับกรอบกฎหมายและระบบประกันสังคมให้ครอบคลุมงานทุกรูปแบบ มีความยืดหยุ่น และไม่ผลักความเสี่ยงไปที่แรงงานฝ่ายเดียว เพราะเศรษฐกิจที่ดี ต้องไม่เติบโตบนความเปราะบางของแรงงาน
บัณฑิต แป้นวิเศษ หัวหน้าฝ่ายขับเคลื่อนนโยบายฯ และแรงงานหญิง มูลนิธิเพื่อนหญิง กล่าวว่า ที่ผ่านมาแม้จะมีการขับเคลื่อนจนได้วันลาคลอดเพิ่มเป็น 120 วัน แต่ก็ยังไม่บรรลุเป้าหมายตาม WHO ที่สามารถลาดคลอดได้ 180 วัน ซึ่งการขับเคลื่อนเรื่องวันลาคลอดที่ผ่านมาก็แสดงให้เห็นแล้วว่าทำได้จริง อีกทั้งยังต้องการเรียกร้องให้ลาปวดประจำเดือน 3 วัน ซึ่งต้องแยกจากการลาป่วย ที่ตอนนี้ไ้ด้มา 2 วันแล้วแต่ต้องขับเคลื่อนให้บังคับใช้จริง ๆ ต่อไป
การคุ้มครองแรงงาน คนทำงานทุกคนในประเทศไทย ซึ่งจะเชื่อมโยงกับประกันสังคม ตอนนี้ยังไม่ครอบคลุมกลุ่มแรงงานเกษตร และทำงานบ้าน อยากให้แก้กฤษฎีกาข้อนี้ เนื่องจากแรงงานกลุ่มนี้เป็นกลุ่มใหญ่ที่ควรได้รับการคุ้มครองเช่นกัน หวังว่าพรรคการเมืองที่มาจะมองเห็น และตอบรับข้อเสนอของเครือข่าย

“ควรมีกฎหมายเดียว ที่คุ้มครองอย่างทั่วถึง ปรับปรุงระบบการบริการ การร้องทุกข์ โดยเฉพาะระบบไตรภาคี เพราะมีส่วนว่าจะทำให้แรงงานเข้ามีส่วนร่วมได้อย่างไร”
ชูวงศ์ แสงคง ผู้แทนเครือข่ายคณะทำงานฯ ในฐานะที่เป็นตัวแทนของคณะทำงานจัดทำข้อเสนอของเครือข่ายคณะทำงาน โดยข้อเสนอเชิงนโยบายที่ไ้ด้มีการรวบรวมมานั้น ได้สำรวจกับคนทำงานอย่างใกล้ชิด และร่วมทำงานกับนักวิชาการ จึงเสนอว่าอยากจะให้มีการปฏิรูประบบแรงงาน การคุ้มครองแรงงานให้คุ้มครองคนทำงานทุกคน ไม่ใช่เพียงคนที่มีการทำสัญญาจ้างเท่านั้น ให้ดูแลเรื่องสิทธิแรงงานอย่างครอบคลุม การประกันสังคมควรจะมีความถ้วนหน้า สามารถย้ายติดตัวไปได้ไม่ว่าไปทำงานที่ไหนก็ตาม ผลักดันให้มีการบังคับใช้ตามหลัก ILO 98, 87
สุจิน รุ่งสว่าง ผู้แทนแรงงานนอกระบบ อยากเห็นการยกระดับประกันสังคมเป็นระบบถ้วนหน้า อย่างมาตรา 40 รัฐต้องสนับสนุนเป็นหลัก เนื่องจากเสียภาษีทั้งทางตรง ทางอ้อม และไม่ลดทอนมาตรา 33 สร้างสิทธิประโยชน์โดยเฉพาะด้านชีวอนามัยให้อยู่ในระบบหลักประกันสุขภาพ ระบบแรงงานแพลตฟอร์มควรกำหนดมาตรฐานค่าแรงขั้นต่ำ ชั่วโมงต่อรอบ สร้างความโปร่งใสของแพลตฟอร์ม ยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานนอกระบบในภาคเกษตร แรงงานที่รับงานไปทำที่บ้าน ตอนนี้มีจำนวนประมาณ 23 ล้านคน
สนับสนุนรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ หรือรัฐวิสาหกิจชุมชน ส่วนเรื่องผู้สูงอายุที่เป็นแรงงานนอกระบบ ต้องมีมาตรฐานป้องกันการทำงานในสภาพที่เสี่ยง ควรจะให้ความสำคัญเรื่องอาชีพ รายได้ อาชีวอนามัย เพื่อให้คุณภาพชีวิตการทำงานของผู้สูงอายุมีหลักประกัน
นันทพัชร์ บุญมา ประธานสหภาพแรงงานไทยการ์เม้นท์ เป็นตัวแทนของแรงงานในระบบ แม้จะเป็นลูกจ้างชัดเจน แต่มีบางเรื่องที่ยังไม่ได้รับความยุติธรรม อย่างข้อจำกัดด้านคุณภาพชีวิตของแรงงานหญิง และผู้สูงอายุ
จึงมีข้อเสนอ อาทิ ยุติการจ้างงานที่ไม่มั่นคง ยกเลิกการจ้างเหมาบริการที่ไม่ได้รับคุ้มครองสิทธิแรงงาน ประกันสังคม ส่งเสริมคุณภาพชีวิตอนามัยเจริญพันธ์ุ ทั้งสิทธิวันลาคลอด ลาประจำเดือน สิทธิการให้นมบุตร สิทธิความเป็นธรรม ปรับสภาแวดล้อมการทำงานที่เหมาะสม พัฒนาทักษะที่มีอยู่ให้ดีขึ้นและเรียกร้องให้ปรับระบบค่าจ้างขั้นต่ำ ให้สอดคล้องกับค่าครองชีพ
หลังจากนั้นตัวแทนพรรคการเมือง รับข้อเสนอที่เครือข่ายแรงงานส่งมอบ เพื่อนำปัญหาไปพิจารณาร่วมกับนโยบายของแต่ละพรรค อาทิ พรรคไทยสร้างไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย พรรคแรงงานสร้างชาติ พรรคสังคมประชาธิปไตยไทย พรรครวมไทยสร้างชาติ

ในช่วงท้ายเป็นการนำเสนอนโยบายด้านแรงงานของพรรคการเมืองต่าง ๆ
เซีย จำปาทอง ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน นโยบายของพรรคระบุว่าจะผลักดันการแก้ปัญหาแรงงานอย่างครอบคลุม ทั้งการคุ้มครองแรงงานไรเดอร์ สิทธิวันลาคลอด ฯลฯ และอีกหลายเรื่องที่พรรคจะขับเคลื่อนต่อไป ข้อเสนอของพรรคมีสิบกว่านโยบาย เป็นสิ่งที่ได้จากการจัดเวทีรับฟังพี่น้องแรงงาน ยืนยันว่าทำได้แน่นอน
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ ทองสลวยกร ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย “ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส” พรรคให้ความสำคัญในเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของแรงงาน การทำกฎหมายให้ทัดเทียมกับสากล มีการร่วมมือภาครัฐกับเอกชนให้แรงงานมีสวัสดิการที่ทั่วถึง
พล.ท. ภราดร พัฒนถาบุตร ประธานยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง พรรคไทยสร้างไทย ยืนยันว่าพรรคมีนโยบายชัดเจนประชาชนอยู่ในสมการเสมอ สิ่งที่สำคัญคือรับข้อเสนอทุกเรื่องอยู่แล้ว พร้อมผนึกกำลังกับประชาชน และพรรคการเมืองทุกพรรค
รัดเกล้า สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรค์ประชาธิปัตย์และผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ระบุว่ามีนโยบายที่คำนึงถึงอัตราค่าแรงขั้นต่ำ ที่เรียกว่ารัฐจ่ายส่วนต่าง รัฐเข้าไปอุดหนุนส่วนต่าง เนื่องจากถ้าผู้ประกอบการจะต้องแบกรับในทุก ๆ ปี จึงจะทำมาตรฐานค่าแรงขั้นต่ำ แต่ละจังหวัดขึ้นมา ซึ่งให้สอดครองกับค่าครองชีพ อยากให้เป็นระบบที่เริ่มต้นได้ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ใช้แรงงาน และเงินที่เข้ากระเป๋าตังค์ยังไปกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนด้วย
ต้องมีพัฒนาทักษะให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจชุมชน การจ้างงานผู้พิการอย่างน้อย 1% ในสถานประกอบการ การคุ้มครองอาชีพอิสระ จะมีการออกกฎกระทรวงเกี่ยวกับมาตรฐานสัญญาจ้างแรงงานอิสระ ส่วนการสร้างมุมนมแม่ สนับสนุนให้มีที่เลี้ยงเด็กในสถานประกอบการ จะได้รับการลดหย่อนภาษี
สาวิทย์ แก้วหวาน หัวหน้าพรรคสังคมประชาธิปไตยไทย บอกว่า ประเด็นที่สำคัญที่สุดคือสิทธิขั้นพื้นฐาน ความทุกข์ยากของแรงงานพรรคนำมาเขียนเป็นนโยบายทั้งหมด ขบวนแรงงานผ่านมาหลายสิบปีก็ยังเรียกร้องเหมือนเดิม วันนี้ขบวนการแรงงานต้องปรับเปลี่ยนขบวนกาต่อสู้ใหม่ ทั้งการเรียกร้อง และการทำงานในสภาฯ
ราเชน อิ่มใจ ทนายความและที่ปรึกษาพรรคแรงงานสร้างชาติ มองว่าคนทำงานเป็นคนที่พยุง ขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ประเทศ จึงมีหลักวิธีคิด คำนึงถึงสิทธิประโยชน์ลูกจ้าง สุขภาพขั้นพื้นฐานของคนทำงาน การจ้างงานต้องมั่นคง ประกันสังคมถ้วนหน้า โดยมีการจัดตั้งธนาคารแรงงาน โรงพยาบาลประกันสุขภาพเพื่อแรงงาน นอกจากนี้ผู้ประกันตนต้องมีสิทธิเลือกบำเหน็จ บำนาญของตัวเองได้ อย่างเช่น เมื่อเกิดเหตุภัยพิบัติก็สามารถคืนเงินสมทบได้
นราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวว่า ทำไมตอนนี้เราไม่พูดถึงว่าค่าแรงจะเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ ค่าแรงสูง บริษัทอยู่ลำบาก จึงมองถึงต้นทุนต้องลดลง อย่างเช่น การลดต้นทุนในเรื่องพลังงาน ยกเลิกการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน
มีนโยบายปรับขบวนการการศึกษา จากสอบเข้า เป็นสอบจบ เราจะได้เลือกเรียนในสิ่งที่เราต้องการได้ ว่างานไหนค่าแรงเท่าไหร่
และปิดท้ายด้วยการถามคำถามของคนทำงาน ซึ่งมีประชาชนจากหลากหลายอาชีพ ที่มาร่วมรับฟังในวันนี้ และได้ถามคำถามโดยตรงกับพรรคการเมือง ซึ่งเป็นเสียงสะท้อนโดยตรงจากคนทำงานที่ส่งถึงพรรคการเมืองทั้ง 7 พรรค
