ผ่านการเลือกตั้งมากว่า 3 สัปดาห์ นี่คือช่วงเวลาที่ ความไม่ไว้วางใจ โหมกระหน่ำใส่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อย่างไม่ขาดสาย ความผิดพลาดที่ปรากฏชัดแจ้งกลับไร้ข้อชี้แจง และความรับผิดชอบ อาจกำลังสะท้อนถึงข้อจำกัดภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 ที่ออกแบบมาให้ไม่สามารถตรวจสอบและถอดถอน กกต.ชุดนี้ได้ ทิ้งให้ประชาชน ผู้มีสิทธิ์มีเสียง ทำได้เพียงอยู่กับความรู้สึกไม่เชื่อมั่น และอัดอั้นกับสิ่งที่เกิดขึ้น
ท่ามกลางกำแพงที่พยายามกีดกันเสียงของประชาชน เป็นที่มาให้เวที ไต่สวนสาธารณะ ที่เปรียบเสมือนพื้นที่ให้ประชาชนได้ระบายความรู้สึก และเป็นพื้นที่รวมตัวเพื่อยืนหยัดถามหาความโปร่งใส จาก กกต.เกิดขึ้น
การไต่สวนสาธารณะ คือ กระบวนการไต่สวนในชั้นศาล ที่จะนำข้อพิพาทที่กำลังเป็นประเด็นในสังคม มาพิพากษา โดยจะเปิดให้ประชาชน และสื่อมวลชนเข้ามามีส่วนร่วมในการรับชมตลอดการพิจารณา
นั่นทำให้เมื่อช่วงค่ำวันที่ 25 ก.พ.ที่ผ่านมา ภาคประชาชนนำโดย กป.อพช. และเครือข่าย People Go เลือกหยิบเอากระบวนการนี้มาจำลองบทบาท เปลี่ยนพื้นที่ลานหน้าหอศิลป์ฯ กรุงเทพฯ ให้กลายเป็นกิจกรรม “เวทีไต่สวนสาธารณะ กกต.โกงเสียงประชาชน” เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการฟ้องร้อง กกต. ได้อย่างที่ควรจะเป็น โดยยกเอา กระบวนการการไต่สวน ทั้งฝ่ายโจทก์ จำเลย และพยานฝ่ายโจกท์ มาใช้

การไต่สวนสาธารณะที่ถูกจำลองขึ้นนี้ ฝ่ายจำเลย คือ กกต. ที่ช่วงแรกนำแสดงโดย ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผอ.iLaw มีเลขาธิการกกต. รับบทโดย จีรนุช เปรมชัยพร และคณะ
ส่วนฝ่ายโจทก์ รับบทบาทนำโดย บก.ลายจุด – สมบัติ บุญงามอนงค์ ผอ.มูลนิธิกระจกเงา และคณะอีกหลายคน ที่มาพร้อมข้อฟ้องร้องต่าง ๆ หลายสิบข้อ ทั้งจำนวนบัตรเลือกตั้ง หรือบัตรเขย่งในหลายพื้นที่ การทำงานของ กปน. ที่ทำหน้าที่ดูแลหน่วยเลือกตั้ง ข้อฟ้องร้องการลงคะแนนบัตรเลือกตั้งที่ไม่เป็นความลับ ปรากฏบาร์โคด ระบุตัวตนของผู้ลงคะแนนเสียง ไปจนถึงการถามหาคนหรือหน่วยงานที่จะมารับผิดชอบต่อข้อครหาความไม่โปร่งใสที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นต้น
ตลอดการไต่สวนสาธารณะที่จำลองขึ้น ได้สลับสับเปลี่ยนบทบาทกันระหว่างฝ่ายจำเลย และ โจทก์ โดยมีประชาชนที่มาร่วมงานคอยปรบมือ โห่ร้อง กันอย่างล้นหลาม
ในช่วงเริ่มกิจกรรมการไต่สวน มีการล้อเลียนคำแถลงการของ กกต. ที่ออกมายืนยันการทำงานที่เป็นไปตามกฎระเบียบข้อบังคับ รับลูกด้วยฝั่งโจทก์ที่ส่งหมัดฮุก ถามถึงการปฏิบัติงานของ กกต. ว่า แม้จะมีเพียงหน้าที่จัดการเลือกตั้งเพียงเท่านั้น แต่ผลการทำงานกลับไร้ประสิทธิภาพสวนทางกับภาระหน้าที่ที่พึงปฏิบัติ ทำให้เกิดข้อผิดพลาดในหน้างานมากมาย โดยเฉพาะการอบรมเจ้าหน้าที่ กปน. ในการควบคลุมดูแลการเลือกตั้งที่ทำหน้าที่ได้ไม่ดีเท่าที่ควร


ฝั่งกกต.จึงโต้แย้งว่า กปน. ไม่ใช่ลูกน้องของ กกต. แต่เป็นเพียง พลเมืองอาสา ที่เข้ามาอำนวยความสะดวกให้แก่การเลือกตั้ง จึงอาจเกิดความผิดพลาดบ้างเป็นธรรมดา คำตอบแบบนี้ยิ่งตามมาด้วยเสียงโห่ร้องอย่างไม่ต้องนัดหมาย
การโต้เถียงระหว่างผู้รับบท กกต. และประชาชน ยังดำเนินต่อไปอย่างเมามัน ไม่มีช่วงให้พักเบรก หรือปลีกตัวไปทำอย่างอื่นได้เลย ทั้ง 2 ฝ่ายต่างพลัดกันแสดงบทบาทที่ตนได้รับอย่างเต็มที่ ดึงเอาคาแรกเตอร์ของ กกต. โดยเฉพาะ เลขาฯ กกต. ออกมาได้อย่างไม่มีที่ติ ในขณะที่ฝ่ายตัวแทนของประชาชนเอง ก็สาดอารมณ์ ความโกรธ ฉายภาพความรู้สึกนึกคิดแทนประชาชนในช่วงที่ผ่านมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ
“วันนี้เรานั่งกันมา มีปัญหาหลากหลาย แม้แต่เรื่องบาร์โคดคุณก็ตอบไม่ได้
โจทก์ ประชาชน
สรุปลับหรือไม่ลับ!”

“ใครบอกว่าไม่ลับ! เลือกตั้งครั้งนี้คะแนนดิบเป็นความลับ ส่วนผลเลือกตั้ง เราเปิดเผยแล้วไง! คุณยังไม่พอใจอีกเหรอ!! (ตะโกนสุดเสียง) คะแนนดิบมันเป็นความลับคุณไม่รู้หรือไง!! คุณต้องเชื่อใจเราสิ! เราเป็น กกต.เราทำหน้าที่ตามกฎหมาย!”
จำเลย กกต.
การโต้เถียงเรื่องการลงคะแนนต้องเป็นความลับ เป็นอีกช่วงที่มีการสาดอารมณ์ เสียงตะโคก ไปมาระหว่าง 2 ฝั่งอย่างดุเดือด ราวกับว่าโกรธแค้นกันมานาน
“นี่คุณกำลังใส่ร้ายผมนะครับ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326 นะครับ พรุ่งนี้เตรียมรับหมายศาล หมายเรียกไม่ต้อง เอาหมายศาลไปเลย”
จำเลย กกต.
ระหว่างการฟาดฟันกันอยู่นั่น ฝ่าย กกต. มีการข่มขู่ฝ่ายประชาชนเป็นระยะ ให้เตรียมตัวรับหมายศาล ล้อเลียนมาจากความจริงในขณะนี้ที่มีประชาชนหลายคนกำลังถูกฟ้องร้องในช่วงการเลือกตั้วที่ผ่านมา

การตั้งข้อสังเกตถึงการรายงานผลคะแนนในวันเลือกตั้งที่ขาดหายไปบางช่วง แต่เมื่อเว็บกลับมาทำงานอีกครั้ง ผลการเลือกตั้งของบางพรรคกลับพุ่งสูงขึ้นอย่างปิดปกติ และบางเขตเลือกตั้งกลับผลคะแนนลดลงอย่างน่าสงสัย เป็นอีกข้อสังเกตที่ถูกนำมาถกเถียงกัน
“วันนี้ผมดูท่านประกาศรับรอง สส. 396 คน ว่าใครจะเป็น สส.แล้ว แต่ท่านครับ ท่านยังไม่ประกาศคะแนนทั้งหมดเลย ซึ่งถ้าท่านจะประกาศอย่างนี้ ท่านต้องมีคะแนนทั้งหมดถึงจะประกาศได้ ถ้าท่านมีคะแนนทั้งหมดอยู่แล้วในมือ ท่านก็ต้องประกาศบัญชีรายชื่อได้ แต่ท่านก็ไม่ประกาศบัญชีรายชื่อ ถ้าท่านมีคะแนนทั้งหมดอยู่แล้วในมือ ท่านก็ต้องประกาศคะแนนประชามติได้ แต่ท่านก็ไม่ประกาศ”
โจทก์ ประชาชน
ฝ่ายประชาชนยังพูดถึงการประกาศรับรอง สส.เขต ที่ กกต.เพิ่งประกาศรับรองไปเมื่อวันที่ 25 ก.พ.ที่ผ่านมา แต่กลับไร้วี่แววการประกาศรับรอง สส.บัญชีรายชื่อ และผลประชามติ ซึ่งฝ่าย กกต.ก็ได้กล่าวอ้างถึงการต้องดำเนินไปให้ประเทศไปต่อได้ แม้ยังขาดความชัดเจนในหลายส่วน

ช่วงท้ายของกิจกรรมได้มีแถลงการณ์ส่งเสียงเรียกร้องจากภาคประชาชนไปยัง กกต. 3 ประเด็น ประกอบด้วย
- คณะ กกต. เลขาธิการ และผู้บริหารทั้งหมดต้องลาออกจากตำแหน่งทันที เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อการจัดการเลือกตั้งที่มาจากความไม่เชื่อมั่นของประชาชน สว. ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งต้องหยุดการคัดเลือกคนเข้ามาเป็น กกต.ชุดใหม่ จนกว่าจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญปฏิรูปที่มาของ กกต.ให้เป็นกลางทางการเมือง
- การที่ กกต.รับรองผลการเลือก สส.แบบแบ่งเขต 396 เขต เป็นเรื่องที่ไม่สามารถยอมรับได้ ขอให้ยุติการรับรองทันที หากไม่ดำเนินการตามข้อเรียกร้อง จึงเป็นการยากที่ประชาชนจะทำการยอมรับผลการเลือกตั้งครั้งนี้ และกระบวนการทางการเมืองที่ตามมมาหลังจากนี้
- ระหว่างที่ยุติการรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ เพื่อรอคำวินิจฉัยจากศาล ซึ่งหวังว่าจะมาถึงโดยเร็วที่สุด เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ต้องเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการเลือกตั้งทั้งหมดให้เกิดความโปร่งใส รวมทั้งจำนวนคะแนนดิบทั้งหมด จำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งทั้งหมด จำนวนบัตรที่เหลือและที่ใช้ไป เอกสาร สส. 5\11 หรือกระดาษขีดคะแนน และเปิดเผยข้อมูลเป็นดิจิทัล ที่ประชาชนเข้าถึงและตรวจสอบความถูกต้องได้ง่าย
“พวกเราจงหลอมรวมความยินดีปรีดา จากชัยชนะประชามติเห็นชอบ เขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และความโกรธแค้นต่อการโกงการเลือกตั้ง สส. อย่างโสมม ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง เป็นพลังผลักดันเพื่อเอาผิด กกต.อันเป็นซากของรัฐธรรมนูญเก่าอย่างถึงที่สุด และเตรียมการเคลื่อนรัฐธรรมนูญใหม่ให้ก้าวพ้นวังวนซ้ำซาก สู่อำนาจประชาชนอย่างแท้จริง เพื่อให้ได้ สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งจากประชาชน 100% ให้จงได้”
