สส.ภูมิใจไทย ชี้กฎหมายซ้ำซ้อน หวั่นสร้างภาระทางการเงิน กระทบเศรษฐกิจ ภาคอุตสาหกรรม ตั้งคณะกรรมการเกินความจำเป็น ยัน เคารพหลักการ อากาศสะอาดเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน แต่กฎหมายที่ดีต้องไม่สร้างปัญหาใหม่ ด้าน เครือข่ายฯ ออกโรงโต้ ย้ำ หลักกฎหมายแก้ปัญหาจากตั้งตอ “ผู้ก่อเป็นผู้จ่าย” ลดต้นทุนทางเศษฐกิจ สุขภาพในระยะยาว
วันนี้ (2 เม.ย. 69) สมาคมเครือข่ายอากาศสะอาดเพื่อสุภาพ ออกแถลงการณ์ 10 ประเด็นสำคัญ หลัง ศุภชัย ใจสมุทร สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย อภิปรายในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมาถึง ร่าง พ.ร.บ. บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. … ที่ค้างอยู่ในการพิจารณาของ คณะกรรมาธิการ วุฒิสภา ก่อนยุบสภา ว่ามีประเด็นหลายอย่างที่ต้องทบทวน
‘ศุภชัย’ ยก 8 ประเด็นปัญหา ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ ไม่ควรไปต่อ
โดยสาระสำคัญที่ ศุภชัย อภิปรายนั้น ระบุว่า เป็นที่ปรึกษาของ กมธ. เห็นถึงความทุ่มเทในการทำกฎหมายออกมา เคารพ สส. ที่ผ่านร่างไป แต่เนื่องจาก พ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ เป็นกฎหมายที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับคุณภาพชีวิตของประชาชน และศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ จึงยืนยันอย่างชัดเจนว่าอากาศสะอาดฯ เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน แต่ในขณะเดียวกันกฎหมายที่ดีต้องไม่สร้างปัญหาใหม่ หรือเป็นภาระเกินความจำเป็นให้กับประเทศ โดยปัญหาสำคัญของร่าง พ.ร.บ.นี้ ไม่ใช่เพียงเรื่องของเจตนา แต่เป็นเรื่องของโครงสร้างและกลไกที่ยังไม่ชัดเจน

ประเด็นที่ 1 ความซ้ำซ้อน มองว่าร่าง พ.ร.บ.ซ้ำซ้อนกับ กฎหมายหลายฉบับ พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม กฎหมายแรงงาน กฎหมายผังเมือง พ.ร.บ.จราจร กฎหมายทรัพยากรธรรมชาติ แต่กลับไม่ได้กำหนดให้ชัดเจนว่าจะยกเลิกใช้กฎหมายใด ผลที่ตามมาคือ ความสับสนในการบังคับใช้ ความไม่ชัดเจนว่าหน่วยงานใดเป็นเจ้าภาพ ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีหลายมาตราที่ไม่เกี่ยวข้องกับอากาศสะอาดเลย เช่น เรื่องการใช้ที่ดิน หรือ ระบบข้อมูลภาคเกษตร ที่เป็นหน้าที่ของหน่วยงานอื่นอยู่แล้ว
ประเด็นที่ 2 มองว่าระบบคณะกรรมการตาม ร่าง พ.ร.บ.มีคณะกรรมการเกินความจำเป็น ทั้ง คณะกรรมการนโยบาย คณะกรรมการวิชาการ คณะกรรมการติดตาม รวมถึงคณะกรรมการระดับจังหวัด ซึ่งไม่สอดคล้องกับหลักการตามรัฐธรรมนูญมาตรา 77 เพราะเรื่องนี้สามารถดำเนินการได้โดยผ่านคณะรัฐมนตรี โดยเฉพาะหน่วยงานระดับจังหวัด ต้องยอมรับว่าอากาศไม่ได้หยุดอยู่ที่เส้นเขตแดน การแก้ปัญหาแบบแยกส่วน จึงไม่ตอบโจทย์ความเป็นจริง
ประเด็นที่ 3 การตั้งหน่วยงานใหม่โดยไม่จำเป็น การตั้งสำนักงานอากาศสะอาดในระดับ พ.ร.บ. อาจขัดกับการบริหารราชการแผ่นดินและสร้างภาระทางงบประมาณโดยไม่จำเป็น คำถามสำคัญก็คือ แล้วหน่วยงานเดิม เช่น กรมควบคุมมลพิษ จะมีบทบาทอย่างไรจะเกิดความซ้ำซ้อนของภารกิจหรือไม่
ประเด็นที่ 4 อำนาจของเจ้าพนักงานที่เกินความสมควร คือ ร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกับเจ้าพนักงานอากาศสะอาดอย่างกว้างขวาง สามารถหยุดยานพาหนะ ตรวจค้น หรือแม้กระทั่งยึดอายัดทรัพย์ มีหมายกระทั่งสั่งหยุดกิจการชั่วคราว โดยที่ประชาชนไม่สามารถเรียกร้องค่าเสียหาย ซึ่งเรื่องนี้ผิดและขัดกับหลักนิติรัฐ ที่เปิดช่องให้เกิดการใช้อำนาจในทางมิชอบ
ประเด็นที่ 5 สร้างภาระต้นทุนกับผู้ประกอบการ ค่าธรรมเนียมอากาศสะอาด ระบบความเสี่ยงและกองทุนต่าง ๆ ล้วนเป็นการเพิ่มต้นทุนให้ภาคอุตสาหกรรม ในช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญเรื่องความขัดแย้งระหว่างประเทศ การแข่งขันทางเศรษฐกิจที่รุนแรง อาจกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้
ประเด็นที่ 6 กลไกที่ไม่ชัดเจน หัวใจของ พ.ร.บ.อากาศสะอาด ควรเป็นเรื่องมาตรฐาน กลไก และการบริหารจัดการ แต่ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้กลับเป็นการกำหนดเพียงกว้าง ๆ ให้หน่วยงานไปกำหนดรายละเอียดภายหลัง ซึ่งไม่สอดคล้องกับหลักการตรากฎหมาย เพราะเป็นการจำกัดสิทธิของประชาชน โดยไม่มีความชัดเจนเพียงพอ
ประเด็นที่ 7 ระบบตลาดและการบังคับใช้ แนวคิดการซื้อขายสิทธิการปล่อยมลพิษ แม้จะมีตัวอย่างในสหภาพยุโรป เช่น European Union Emissions Trading System ที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่าเหมาะสมกับบริบทประเทศเราหรือไม่อย่างไร เพราะระบบนี้ไม่ได้ทำให้อากาศสะอาดขึ้นโดยตรง หากระบบการดูแลยังไม่เข้มแข็ง
ประเด็นที่ 8 โทษอาญาและการบังคับใช้กฎหมาย โทษอาญาที่รุนแรง รวมถึงมลพิษจากนอกประเทศ เป็นเรื่องที่พิสูจน์ได้ยากในทางปฏิบัติ อาจะไม่สอดคล้องกับกฎหมายสากล
“ปัญหาอากาศสะอาดของไทย มันไม่ใช่เรื่องไม่มีกฎหมาย แต่เกิดจากการบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่ ยังไม่จริงจังเพียงพอ รวมถึงข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง เช่น ระบบขนส่งสาธารณะที่ยังไม่ทั่วถึง ความจำเป็นทางเศรษฐกิจของประชาชน และปัญหามลพิษข้ามพรมแดนซึ่งต้องอาศัยความร่วมือระดับภูมิภาค วันนี้การทำให้กฎหมายที่มีอยู่ใช้งานได้จริง พร้อมกับการออกแบบกฎหมายใหม่ ให้มีความชัดเจนสมดุลและเป็นธรรมเป็นเรื่องที่สำคัญ”
“ผมไม่ได้คัดค้านเรื่องหลักการอากาศสะอาดฯ แต่ขอให้ร่วมกันทำกฎหมายฉบับที่กำลังจะหยิบยกขึ้นมานี้ ว่าจะเป็นกฎหมายที่จะปกป้องประชาชนได้จริง และไม่ทำลายศักยภาพทางเศรษฐกิจ เพราะท้ายที่สุดแล้ว เราไม่ได้ต้องการกฎหมายอากาศสะอาดฯ แต่เราต้องการอากาศที่สะอาดอย่างยั่งยืน สำหรับคนไทยทุกคน”
ศุภชัย ใจสมุทร
‘เครือข่ายอากาศสะอาด’ ยกเหตุผลโต้ ย้ำความจำเป็นของกฎหมาย
ด้าน สมาคมเครือข่ายอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ ออกมาชี้แจงหลังกฎหมายอากาศสะอาดฯ ถูกตั้งคำถาม รวม 10 ประเด็นสำคัญ ดังนี้
ประเด็นที่ 1 กฎหมายซ้ำซ้อน โดยระบุว่า เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ “กฎหมาย” แต่คือ “ลมหายใจของเราทุกคน” แม้ว่า ปัจจุบันมีกฎหมายหลายฉบับ ทั้ง พ.ร.บ. สิ่งแวดล้อม พ.ร.บ.สาธารณสุข พ.ร.บ. โรงงาน ฯลฯ แต่ “ไม่มีฉบับไหนรับผิดชอบอากาศแบบครบวงจร” ผลคือหน่วยงานโยนกันไปมา ไม่มีใคร “ต้องรับผิด” ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ ฉบับปัจจุบันที่ค้างในชั้นวุฒิสภาไม่ได้ยกเลิกกฎหมายสิ่งแวดล้อม ผังเมือง หรือจราจรแบบเหมารวม แต่ทำหน้าที่เป็นกฎหมายแม่บทด้านอากาศสะอาดฯ เพื่อแก้ปัญหาความกระจัดกระจายของระบบเดิม ตัวร่างมาตรา 3 เขียนชัดว่า ถ้ามีกฎหมายอื่นขัดหรือแย้งกัน หรือมีกฎหมายเฉพาะที่ตั้งมาตรฐานคุณภาพอากาศต่ำกว่า ให้ใช้ พ.ร.บ. นี้แทน เท่ากับเป็นกติกาเพื่อเชื่อมและยกระดับมาตรฐาน ไม่ใช่สร้างความสับสนใหม่ ปัญหาของไทยวันนี้ไม่ใช่ขาดกฎหมายรายฉบับ แต่ขาดกฎหมายที่ทำให้หน่วยงานต่าง ๆ เดินไปในทิศทางเดียวกัน ดังนั้น พ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ = บูรณาการ ไม่ใช่ซ้ำซ้อน

ประเด็นที่ 2 คณะกรรมการถูกออกแบบตามความจำเป็น และความเหมาะสม เพื่อให้ทำงานครบทุกระดับ คณะกรรมการนโยบายกำหนดเป้าหมายและทิศทาง คณะกรรมการกำกับติดตามและประเมินผล คณะกรรมการวิชาการกำหนดฐานวิทยาศาสตร์และมาตรฐาน คณะกรรมการเศรษฐศาสตร์ออกแบบค่าธรรมเนียมและเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ และคณะกรรมการจังหวัดทำแผนและแก้ปัญหาในพื้นที่จริง อีกทั้งยังบังคับให้มีการประชุมร่วมกันอย่างน้อยปีละครั้ง มาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ วางหลักว่ากฎหมายต้องมีเท่าที่จำเป็นและต้องประเมินผลกระทบ แต่ไม่ได้ห้ามการมีกลไกหลายชั้นโดยตัวมันเอง ดังนั้น ถ้าหน้าที่ต่างกันและตอบโจทย์การปฏิบัติจริง ก็ไม่ใช่ความซ้ำซ้อน แต่คือการแบ่งงานตามความเชี่ยวชาญ
ประเด็นที่ 3 การตั้งสำนักงานไม่ใช่การ “ตั้งหน่วยงานใหม่จากศูนย์” แต่คือการ “อัปเกรดโครงสร้างเดิมให้ทำงานได้จริง” ร่างกฎหมายกำหนดชัดว่าถ่ายโอน ภารกิจ งบประมาณ และบุคลากร จากกรมควบคุมมลพิษ มารวมเป็นหน่วยงานเฉพาะด้านอากาศสะอาดฯ เป้าหมายคือลดความกระจัดกระจาย เพิ่มเอกภาพในการทำงานตัดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน นี่คือการ “ใช้ทรัพยากรเดิมให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น” ไม่ใช่การเพิ่มภาระงบประมาณ
ในบทเฉพาะกาลของ ร่าง พ.ร.บ. ได้ให้กรมควบคุมมลพิษทำหน้าที่สำนักงานไปพลางก่อน และค่อยโอนเฉพาะภารกิจ คน งบประมาณ และทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการจัดการคุณภาพอากาศภายใน 2 ปี บทบาทของสำนักงานฯ ก็ไม่ใช่แค่กรมควบคุมมลพิษชื่อใหม่ แต่เป็นหน่วยเลขานุการกลางที่ต้องเชื่อมคณะกรรมการต่าง ๆ ประสานหน่วยงานหลายกระทรวง บูรณาการแผนและงบประมาณ จัดระบบข้อมูล และให้คำปรึกษาเพื่อให้คนปฏิบัติตามกฎหมายได้จริง หากยังใช้โครงสร้างเดิมแบบต่างคนต่างทำ เราก็จะได้ปัญหาเดิมคือไม่มีใครรับผิดชอบทั้งระบบ

ประเด็นที่ 4 เจ้าพนักงานมีอำนาจมากเกินไป เครือข่ายอากาศสะอาด ชี้แจงว่า ปัญหาวันนี้คือรัฐไม่มีเครื่องมือพอจะเอาผิดผู้ก่อมลพิษได้จริง กฎหมายนี้จึงเพิ่มอำนาจ “เท่าที่จำเป็น” เพื่อหยุดมลพิษร้ายแรง ปิดช่องหลบเลี่ยง ขยายความรับผิดให้ครอบคลุมทั้งระบบ เจ้าพนักงานอากาศสะอาดฯ มีหน้าที่เข้าตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษ สั่งแก้ไข หรือ ระงับ การกระทำที่ก่อมลพิษร้ายแรง (ชั่วคราว) ผู้ช่วยเจ้าพนักงาน (ประชาชนในพื้นที่) คือกลไกใหม่ที่สำคัญ ที่คอย “เป็นหูเป็นตา” ของชุมชน ร่วมตรวจสอบ แจ้งเหตุ และเก็บหลักฐาน ได้รับการฝึกอบรมและการคุ้มครองจากรัฐ จุดสำคัญคือไม่ได้เพิ่มอำนาจลอย ๆ แต่สร้างระบบที่มี ทั้ง “อำนาจ การมีส่วนร่วม และ การตรวจสอบ”
ประเด็นที่ 5 ความกังวลเกิดจากการมองเศรษฐกิจแค่ครึ่งเดียว วันนี้เศรษฐกิจไทยกำลังเสียหายอยู่แล้วจากอากาศพิษ ค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้นมหาศาล แรงงานเจ็บป่วย ประสิทธิภาพลดลง การท่องเที่ยวเสียโอกาสจากภาพลักษณ์ประเทศ สิ่งเหล่านี้คือ “ต้นทุนจริง” ที่ทั้งรัฐ ประชาชน และธุรกิจ กำลังแบกรับอยู่ทุกวัน พ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ แท้จริงถูกออกแบบโดยกรอบคิดทางเศรษฐศาสตร์ เพื่อพาเศรษฐกิจไทยไปต่อได้ในระยะยาว “ผู้ก่อมลพิษต้องจ่าย” แต่มีแรงจูงใจ มีทางออกให้เปลี่ยนผ่าน เพื่อให้ธุรกิจ ไปต่อได้ นี่คือ การออกแบบระบบเศรษฐกิจใหม่ ที่เติบโตได้โดยไม่ทำลายคน และแข่งขันได้ “ในโลกอนาคต”
“ต้นทุนของมลพิษวันนี้ไม่ได้เป็นศูนย์ เราแค่ผลักมันไปให้ครัวเรือน โรงพยาบาล และผู้เสียภาษีแบกรับแทน งานวิจัยได้ประเมินความเสียหายจาก PM 2.5 ต่อครัวเรือนไทยไว้ 1.37–2.17 ล้านล้านบาทต่อปี ดังนั้นการบอกว่าไม่ควรเก็บจากผู้ก่อมลพิษเท่ากับยอมให้คนไทยทั้งประเทศจ่ายแทนต่อไป หลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่ายของ OECD ก็มีแก่นตรงนี้ คือผู้ก่อมลพิษควรเป็นฝ่ายจ่ายก่อน เพื่อให้ต้นทุนสิ่งแวดล้อมเข้าไปอยู่ในการตัดสินใจของผู้ผลิตและผู้บริโภค ไม่ใช่ปล่อยให้สังคมอุดหนุนมลพิษแบบเงียบ ๆ”
“ยิ่งกว่านั้น ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ ฉบับปัจจุบันที่ค้างในชั้นวุฒิสภานี้ไม่ได้ใช้แต่ ไม้แข็ง อย่างค่าธรรมเนียมอย่างเดียว แต่ใช้ ชุดเครื่องมือผสม” ทั้งค่าธรรมเนียม หลักประกันความเสี่ยง ระบบฝากไว้ได้คืน สิทธิในการลดหย่อน ขอคืน ยกเว้น และมาตรการอุดหนุน เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ และสิทธิประโยชน์ภาษีเพื่อช่วยการเปลี่ยนผ่าน โดยอัตราค่าธรรมเนียมก็ไม่ได้กำหนดมั่ว ๆ แต่ให้คำนึงถึงปริมาณมลพิษ ความเป็นพิษ สภาพปัญหาแต่ละพื้นที่ ผลต่อการเปลี่ยนพฤติกรรม และทางเลือกของผู้ประกอบการด้วย อีกทั้งการจัดเก็บก็ผูกกับระบบสรรพสามิต ศุลกากร หรือระบบจัดเก็บเดิมเพื่อลดภาระธุรการ ไม่ใช่ให้ธุรกิจไปเจอระบบใหม่ซ้อนระบบเดิมทันที”
หลายประเทศทั่วโลกก็ใช้แนวคิดนี้อยู่แล้ว เช่น ไต้หวัน มีระบบ air pollution control fees ที่คิดตามชนิดและปริมาณมลพิษ, สหรัฐอเมริกา ใช้ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตการปล่อยมลพิษทางอากาศเพื่อให้หน่วยงานมีงบประมารพอทำงานและกำหนดให้รายได้นั้นใช้กับงานใบอนุญาตโดยตรง, ญี่ปุ่น ก็มีระบบชดเชยความเสียหายจากมลพิษที่อิงหลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่ายเพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างรวดเร็ว

ดังนั้นคำถามที่ถูกต้องไม่ใช่ “จะเก็บหรือไม่เก็บ” แต่คือ จะออกแบบอัตรา การทยอยใช้ และกองทุนช่วยเปลี่ยนผ่านอย่างไรให้เป็นธรรมและแข่งขันได้
ประเด็นที่ 6 “ปัญหาฝุ่นของไทย ไม่มีสูตรสำเร็จรูป” และสะสมมานานหลาย 10 ปีจากโครงสร้างรัฐที่แยกส่วนและแก้ปัญหาแบบปลายเหตุ ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ จึงไม่ได้ถูกออกแบบให้เป็น “คู่มือสำเร็จรูปทุกมาตรา” แต่เป็น “กฎหมายแม่บท” ที่วางระบบใหม่ทั้งประเทศเพื่อให้ หน่วยงานทำงานประสานกัน มีอำนาจ งบประมาณ ไปแก้ที่ต้นเหตุ ปรับมาตรการได้ตามสถานการณ์จริง
กฎหมายนี้วาง “สิทธิ” เป็นหัวใจหลักตั้งแต่ต้น และเป็นการออกแบบให้กฎหมาย “ใช้ได้จริงในโลกจริง” และแก้ปัญหาระยะยาว ไม่ใช่แค่แก้เฉพาะหน้าแล้ววนกลับมาวิกฤตซ้ำอีกครั้ง กฎหมายด้านอากาศและสุขภาพหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมีทั้งบทแม่บทและกฎหมายลำดับรอง เพราะเรื่องอย่างมาตรฐานสารมลพิษ ดัชนีเตือนภัย วิธีคำนวณ หรือรายละเอียด MRV เป็นเรื่องเทคนิคที่ต้องปรับตามหลักฐานวิทยาศาสตร์ซึ่งเปลี่ยนได้ เช่น WHO เองก็ออก Global Air Quality Guidelines ฉบับใหม่ในปี 2021 บนฐานข้อมูลวิทยาศาสตร์ที่อัปเดตขึ้น ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ ฉบับปัจจุบันที่ค้างในชั้นวุฒิสภานี้จึงวางสิทธิ หน่วยงาน เครื่องมือ หลักเกณฑ์สำคัญ และกลไกการตรวจสอบไว้ในตัว พ.ร.บ. แล้วปล่อยให้รายละเอียดเทคนิคไปอยู่ในกฎกระทรวงหรือประกาศ ซึ่งเป็นวิธีปกติของกฎหมายเทคนิค
ประเด็นที่ 7 จำกัดสิทธิของประชาชนโดยไม่มีความชัดเจน ยืนยันว่า วันนี้ “สิทธิของประชาชนทั้งประเทศ” กำลังถูกละเมิดทุกวันที่หายใจ แต่กฎหมายเดิม เอาผิดใครไม่ได้เลย กฎหมายนี้ไม่ได้มาจำกัดสิทธิคนทั่วไป แต่มาจำกัดสิทธิของ “ผู้ก่อมลพิษ” เพื่อคืนสิทธิพื้นฐานให้คนทั้งประเทศ พร้อมตั้งคำถามว่า แล้วการคัดค้านกฎหมายทั้งฉบับ กำลังปกป้อง “สิทธิของใคร” กันแน่
ประเด็นที่ 8 ระบบค้ามลพิษไม่เหมาะกับไทย คือการ “กลัวสิ่งที่ยังไม่เกิด” ทั้งที่ในกฎหมายเขียนชัดว่า ยังไม่ใช้ทันที ต้องออกแบบก่อน และระบบนี้ใช้จริงมาแล้วในหลายประเทศ ในรูปแบบของค่าธรรมเนียม ระบบซื้อขายมลพิษ คำถามจริงไม่ใช่ “ควรมีไหม” แต่คือ “ไทยจะออกแบบให้ทันโลกได้หรือเปล่า” ถ้าไทยจะเอาระบบซื้อขายสิทธิปล่อยมลพิษมาใช้ทั้งประเทศแบบทันที โดยยังไม่มีข้อมูล ไม่มีทะเบียนกลาง และไม่มีระบบตรวจวัดตรวจสอบที่น่าเชื่อถือ ก็มีโอกาสล้มเหลวสูง แต่ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ ฉบับปัจจุบันที่ค้างในชั้นวุฒิสภา ไม่ได้บังคับใช้แบบนั้น ร่าง พ.ร.บ. เปิดให้ใช้เครื่องมือนี้เฉพาะพื้นที่ที่มีมลพิษเกินศักยภาพการรองรับหรือไม่ผ่านเกณฑ์คุณภาพอากาศ และต้องมีจำนวนแหล่งกำเนิดที่เกี่ยวข้องเพียงพอ อีกทั้งต้องกำหนดเพดานปริมาณการปล่อย (cap) ชนิดสารมลพิษ วิธีจัดสรรสิทธิ ระบบรายงานและตรวจสอบ ระบบทะเบียนกลาง และอำนาจสั่งแก้ไขหรือระงับเมื่อไม่ปฏิบัติตาม
ประสบการณ์สากลก็ไม่ได้บอกว่าระบบการซื้อขายสิทธิปล่อยมลพิษ (Emission Trading) ใช้ได้ทุกที่โดยอัตโนมัติ แต่บอกชัดว่า ถ้าจะใช้ต้องมี MRV ที่แข็งแรงก่อน USEPA ประเมินว่า Acid Rain Program ซึ่งเป็น cap-and-trade ลด SO2 และ NOx ได้มาก พร้อมต้นทุนต่ำกว่าที่เคยคาดไว้ และ USEPA เองก็อธิบายว่าระบบลักษณะนี้ให้ความยืดหยุ่นในการเลือกวิธีลดมลพิษที่คุ้มต้นทุนที่สุด ขณะเดียวกัน ICAP ก็ย้ำชัดว่าข้อมูลการปล่อยมลพิษที่น่าเชื่อถือเป็นฐานรากของระบบการซื้อขายสิทธิปล่อยมลพิษ และใน EU ETS รายงานการปล่อยมลพิษต้องผ่านผู้ตรวจสอบอิสระที่ได้รับการรับรองก่อนใช้ในการปฏิบัติตามกฎหมาย ดังนั้นคำตอบที่น่าเชื่อถือที่สุดคือ ไทยไม่ควรลอกยุโรปทั้งหมด แต่ก็ควรเก็บเครื่องมือนี้ไว้ใช้ใช้เฉพาะกับแหล่งกำเนิดขนาดใหญ่ที่วัดได้จริง

ประเด็นที่ 9 โทษอาญารุนแรง ใช้จริงยาก ซึ่งความรุนแรงต้องเทียบระหว่างผลของการกระทำกับระดับของการกระทำ โดยตั้งคำถามว่าการปล่อยมลพิษที่ทำให้ คนป่วย คนตาย เด็กมีปัญหาพัฒนาการ แบบนี้ “ไม่รุนแรง” ใช่หรือไม่ แต่พอจะเอาผิด กลับบอกว่าโทษแรงไป หรือจริง ๆ แล้ว เราแค่ชินกับการ “ไม่เคยเอาผิดใครได้จริง” มานานเกินไป ย้ำว่า ข้อกล่าวหานี้พูดไม่ครบ เพราะในร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ ฉบับปัจจุบันที่ค้างในชั้นวุฒิสภา บทลงโทษเฉพาะกรณีมลพิษข้ามแดนไม่ได้วางเป็นโทษจำคุก แต่เป็นโทษปรับและปรับรายวัน ส่วนที่มีโทษอาญาหนักจริง ๆ ในร่าง พ.ร.บ. มักเป็นกรณีปล่อยเกินมาตรฐานในประเทศ ฝ่าฝืนคำสั่ง หรือส่งข้อมูลเท็จ ซึ่งเป็นพฤติการณ์ที่พิสูจน์ได้และสร้างอันตรายต่อสุขภาพโดยตรง ดังนั้น การบอกว่าร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้จะเอาโทษอาญาหนักไปใช้กับคดีข้ามแดนอย่างกว้างขวางจึงไม่ตรงกับตัวบท
ส่วนเรื่องพิสูจน์ยากนั้น เห็นด้วยว่า เป็นโจทย์จริง เพราะคดีข้ามแดนต้องอาศัยหลักฐานวิทยาศาสตร์ อุตุนิยมวิทยา และความเชื่อมโยงทางธุรกิจมากกว่าคดีทั่วไป แต่ร่าง พ.ร.บ.ไม่ได้พึ่งโทษอาญาอย่างเดียว ยังมีหมวดความรับผิดทางแพ่ง มาตรการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทาน การตรวจสอบย้อนกลับ มาตรการนำเข้า-ส่งออก และกลไกความร่วมมือระหว่างประเทศอยู่แล้ว ดังนั้น แนวทางที่เป็นมืออาชีพกว่าคือการใช้โทษทางอาญาเป็นกลไกสนับสนุน โดยให้น้ำหนักหลักกับมาตรการทางแพ่ง ทางปกครอง มาตรการเชิงเศรษฐศาสตร์ และการทูต ในการจัดการคดีข้ามแดนแดน
ประเด็นที่ 10 ไม่สอดคล้องกฎหมายสากล เป็นการกล่าวหาที่ประหลาดที่สุด กฎหมายฉบับนี้ใช้หลักการเดียวกับที่ทั่วโลกใช้และที่สำคัญ ถูกพัฒนาในสภาโดยคณะกรรมาธิการที่มีหลายพรรคการเมือง รวมถึง “พรรคที่ออกมาตั้งคำถามในวันนี้” ถ้าบอกว่าไม่สากล แปลว่าเรากำลังบอกว่า ทั้งโลก “ผิด” อยู่หรือ ?
