เครือข่ายอากาศสะอาดฯ วิเคราะห์ เส้นทางกฎหมาย หลังรัฐบาลให้คำมั่นเดินหน้าต่อ แต่กระบวนการสภาฯ ยังเต็มไปด้วยคำถาม “เห็นชอบเดินหน้าต่อหรือไม่” เปิดความเห็นภาคประชาชนต่อร่างกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมหลายฉบับ
เครือข่ายอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ วิเคราะห์ฉากทัศน์เส้นทาง ร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. … หลังรัฐบาลให้สัญญาณเดินหน้าต่อ ผ่านเวที รับฟังเสียงสาธารณะ กฎหมายไหนต้องไปต่อ เสียงประชาชน ถึงรัฐสภาชุดใหม่ โดยแนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมประเทศไทย (Fair Finance Thailand – FFT)
รศ.คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม นายกสมาคมเครือข่ายอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้ไปร่วมหลายเวทีและพบว่ามีนักการเมืองกล่าวชัดเจนว่าจะไม่เอา พ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ และตั้งคำถามกลับมามากมาย ซึ่งทุกคำถามมีคำตอบอยู่ในตัวกฎหมายอยู่แล้ว จึงอยากบอกว่า “พ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ เป็นสิ่งที่ฆ่าไม่ตาย เพราะตราบใดที่มนุษย์ยังคงหายใจ สิ่งที่ต้องใช้หายใจคืออากาศสะอาด เพราะฉะนั้นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับลักษณะธรรมชาติของมนุษย์จะไม่มีวันสูญหาย เพียงแต่อาจจะย้ายที่และอาจถูกปรับแต่งจนไม่เหลือความเป็นกฎหมายอากาศสะอาดที่ใช่”
รศ.คนึงนิจ ระบุว่า พ.ร.บ.อากาศสะอาด ไม่ใช่แค่เครื่องมือทางกฎหมาย แต่เป็นเครื่องมือเชิงนโยบาย เครื่องมือทางสังคม ที่จะเรียนรู้ร่วมกัน และไม่ควรนำไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองทั้งในสภาฯ และนอกสภาฯ
จากกระแสที่สังคมกดดันรัฐบาลว่า “อย่าปัดตก พ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ” ทำให้รัฐบาล กล่าวว่าจะยืนยันให้เดินหน้าการพิจารณา พ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ ที่ค้างอยู่ในชั้น สว. ให้เดินหน้าต่ออย่างแน่นอน ภายใน 60 วัน ซึ่งจะครบกำหนด 13 พ.ค. นี้

ในฉากทัศน์แรก รศ.คนึงนิจ ระบุว่า ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 117 ระบุว่า “ถ้ารัฐสภาเห็นชอบ” ซึ่งเป็นคำถามว่า รัฐสภานี้หมายถึงทั้ง สส. และ สว. หรือหมายถึง ประธานสภารับกันแน่ หรือหากต้องมีการโหวตแล้วไม่ผ่านจะเกิดอะไรขึ้น
“ในกรณีที่โหวตผ่าน กรรมาธิการในชั้น สว. ก็จะพิจารณาเสร็จ หากมีการปรับแก้จากเดิม ก็จะส่งกลับมาที่สภาผู้แทนราษฎร หากสภาผู้แทนราษฎรไม่เห็นด้วย ก็ต้องมีการตั้งกรรมาธิการร่วมทั้ง 2 สภา และโหวตแพ้ชนะอย่างไรกฎหมายก็จะออกมาหน้าตาแบบนั้น และเรารู้ว่ามือในสภาฯ ตอนนี้ใครเยอะ ใครน้อย ออกมาหน้าตาอย่างไรก็จะเป็นกฎหมายที่นำไปทูลเกล้าฯ ประกาศเป็นกฎหมายตามขั้นตอน”
รศ.คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม
ส่วนฉากทัศน์ที่ 2 รศ.คนึงนิจ อธิบายว่า ในกรณีที่ยื่นต่อรัฐสภาให้เดินหน้าต่อแล้ว แต่ “รัฐสภาไม่เห็นชอบ” ทุกร่างก็จะตกไป และอาจทำให้ ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ ที่ประชาชนใช้สิทธิเข้าชื่อจะใช้สิทธิ์ตาม มาตรา 14 พ.ร.บ.เข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. 2564 ที่จะยื่นต่อสภาฯ ให้รับไว้พิจารณาเริ่มใหม่ในวาระ 1 สภาผู้แทนราษฎรไม่ได้หรือไม่ ? เพราะเงื่อนไขคือจะเสนอได้ต่อเมื่อรัฐบาลไม่ยืนยันเดินหน้าต่อภายใน 60 วัน ประเด็นนี้ทำให้ หากต้องเริ่มต้นกระบวนการใหม่ให้เกิด พ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ พรรคการเมืองและรัฐบาลจะสามารถเสนอร่างใหม่เข้าสภาฯ ส่วนภาคประชาชนต้องไปร่วมรวมรายชื่อใหม่ จึงเป็นความกังวลว่าหากรัฐบาลเร่งเดินหน้าต่อไม่รอฉบับประชาชน จะทำให้ตัวแทนภาคประชาชนไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการตามสัดส่วนที่ตั้งขึ้นจากผู้เสนอกฎหมาย
“ถ้า กมธ.ใหม่รับปิดจบ อยากถอดอะไรถอดออก รีบส่งกลับ สภา สส. ผ่านวาระ 2 – 3 อย่างรวดเร็ว และนำส่งต่อที่ สว. เร็ว สว. รีบตั้ง กมธ.พิจารณา เรื่องเสร็จเร็วกลับมารีบโหวตเสร็จและทูลเกล้าถวาย ร่างกฎหมายเวอร์ชั่นนี้จะออกมาเป็นอย่างไร”
รศ.คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม
รศ.คนึงนิจ ระบุว่า ต้องการให้มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนที่ไม่มีธงอยู่เบื้องหลัง หลายเวทีภาคประชาชนแสดงพลังกดดันรัฐบาล ซึ่งประชาชนขอเข้าพบรัฐมนตรีหลายครั้งแต่ถูกปฏิเสธ แต่ยืนยันว่าจะเดินหน้าต่อ
ด้าน เชาวลิต แจ้งอักษร ผู้อำนวยการส่วนพัฒนากฎหมาย กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กล่าวว่า คพ.เห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ เพราะเป็นกฎหมายที่ทันสมัยจนองค์การสหประชาชาติ (UN) ให้การยอมรับว่าเป็นกฎหมายที่ดี มีมาตรการ มีทั้งหมด 273 มาตรา 10 หมวด 1 บทเฉพาะกาล มีคณะกรรมการถึง 5 คณะ ถ้ากฎหมายฉบับนี้ประกาศใช้จะทำให้ทุกจังหวัดมีคณะกรรมการอากาศสะอาดจังหวัด ซึ่งเป็นข้อดีในการจัดการด้านพื้นที่ มีกระบวนการบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด มีระบบ มีการกำหนดมาตรฐานคุณภาพอากาศในระดับประเทศ ทั้ง Primary Standard และ Secondary Standard คือมาตรฐานคุณภาพอากาศเพื่อสวัสดิภาพ มีการกำหนด Sectors แหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศ กองทุนอากาศสะอาด เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ ระบบฝากไว้ได้คืน กำหนดความผิดทางแพ่งไปจนถึงสถาบันการเงินเพื่อให้เกิดความรับผิดชอบ หากกิจการที่ได้รับเงินกู้สร้างผลเสียในอนาคต โดยมีบทลงโทษทางอาญาตั้งแต่ 50-100 ล้านบาท
“ในกระบวนการกฎหมาย คพ.เห็นด้วยในหลักการทุกอย่าง เราอยู่ใน กมธ. ทั้งใน สส. และ สว. และให้ความเห็นทางวิชาการอยู่เสมอ แต่อย่างไรก็ดีไม่มีสิ่งใดที่เพอร์เฟกต์ตลอดเวลา ทำให้อาจจะต้องมีการพิจารณาในหลาย ๆ ประเด็น”
เชาวลิต แจ้งอักษร
เชาวลิต ระบุว่า ในกระบวนการรัฐสภาจากนี้ต้องปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการ คาดว่าเป็นการยาก แต่ทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ก็เห็นด้วยกับหลักการกฎหมายนี้


ร่าง พ.ร.บ.โลกรวนฯ ที่รัฐบาลผลักดัน กับข้อกังวลที่ต้องปรับเพิ่ม
นอกจากนี้ในเวทียังพูดคุยถึงกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมอย่าง ร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ ร่าง พ.ร.บ.โลกรวน โดยมี ธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการโครงการ Climate Connectors อธิบาย ข้อค้นพบและข้อกังวลต่อ ร่าง พ.ร.บ.โลกรวน ในประเด็น เช่น การนำเข้าคาร์บอนเครดิตในปริมาณเกินจริง การเข้ามาครอบงำตลาดคาร์บอนโดยบริษัทขนาดใหญ่ การละเลยการเปลี่ยนผ่านที่ยุติธรรม (just transition) รวมถึงการไม่มีบทบัญญัติที่ระบุถึงการต่อต้านการฟอกเขียว (anti-greenwashing provisions) พร้อมเสนอให้มีสำหรับการปรับปรุงกฎหมายโลกรวนในอนาคตให้เข้มงวดขึ้น เนื่องจากกฎหมายยังมีจุดที่สามารถปิดช่องโหว่ได้ โดยเฉพาะการบรรจุสิทธิตามกฎหมาย (legal standard) สำหรับชุมชนที่ได้รับผลกระทบ และกฎหมายป้องกันการฟ้องปิดปาก (Anti-SLAPP) เข้าไปในกฎหมายดังกล่าวด้วย
“ประเทศไทยอยู่ในสถานะที่มีความเสี่ยงสูงมากและยิ่งเสี่ยงมากขึ้นเรื่อย ๆ ต่อความเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศ แต่เราไม่ค่อยมีกฎหมายที่เห็นความทุกข์ของคนที่ได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อน หรือภัยพิบัติที่โยงกับภาวะโลกร้อน กฎหมายที่เห็นส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับการจัดการเรื่องคาร์บอนหรือเรื่องอื่น ๆ มากกว่า ซึ่งตรงนี้เราต้องมาคุยกันในอนาคต”
ธารา บัวคำศรี
ร่าง พ.ร.บ.เศรษฐกิจหมุนเวียน แก้ขยะล้นเมือง
สุจิตรา วาสนาดำรงดี นักวิจัยเชี่ยวชาญ สถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน พูดถึงที่มาของ พ.ร.บ.เศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากวิกฤตขยะล้นเมืองที่ไทยกำลังเผชิญอยู่ โดยชี้ว่าหากไม่มีการจัดการ อาจสร้างความเสียหายสูงถึง 387,000 ล้านบาท
“ระบบเศรษฐกิจของเราเป็น linear economy คือเราผลิต บริโภค และทิ้งไป สุดท้ายก็กลายเป็นกองขยะถึง 2,000 แห่ง นี่คือต้นตอของปัญหาทั้งหมดทั้งมวล กฎหมายปัจจุบันถูกร่างภายใต้กรอบเศรษฐกิจแบบนี้ เราจึงแก้ปัญหาไม่ได้”
สุจิตรา วาสนาดำรงดี
สุจิตรา ชี้ถึงความจำเป็นที่ไทยจะนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้ และเสริมอีกว่าการปรับใช้แนวคิดดังกล่าวจะช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจของไทยได้เทียบเท่า 1% ของ GDP และสร้างงาน (green jobs) ประมาณ 160,000 ตำแหน่ง


ร่าง พ.ร.บ.พื้นที่ชุ่มน้ำ
ภัคเกษม ธงชัย เจ้าหน้าที่แผนงานด้านน้ำและพื้นที่ชุ่มน้ำ องค์กรระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) กล่าวว่า พื้นที่ชุ่มน้ำเป็นเสมือนฟองน้ำที่คอยรับน้ำในกรณีมีปริมาณน้ำมากกว่าปกติ เช่น น้ำท่วม ซึ่งไทยมีพันธกรณีในฐานะภาคีตามอนุสัญญาแรมซาร์ (Ramsar Convention) ที่จะต้องขึ้นทะเบียนและอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญเอาไว้ โดยพื้นที่ชุ่มน้ำในไทยสามารถแบ่งออกได้หลายประเภท และการให้ความสนใจกับพื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถครอบคลุมพื้นที่ชุ่มน้ำทั้งหมดที่อาจกินพื้นที่กว่า 50% ของไทยได้ ร่าง พ.ร.บ.พื้นที่ชุ่มน้ำฯ จึงมีความสำคัญทั้งในการบ่งบอกลักษณะของพื้นที่ชุ่มน้ำ และการป้องกันไม่ให้พื้นที่เหล่านี้หายไป
“ขั้นต่อไปที่สำคัญคือการจำแนกพื้นที่ชุ่มน้ำในประเทศไทยให้ชัดเจน และทำทะเบียนพื้นที่ชุ่มน้ำให้ละเอียดมากขึ้น จากนั้นการอนุรักษ์ การปกป้อง การบริหารจัดการพื้นที่ค่อยตาม สิ่งที่ควรจะเป็นพื้นฐานคือการสร้างคุณค่าของพื้นที่ตรงนี้ก่อน”
ภัคเกษม ธงชัย
