วันแรกสงกรานต์ 2569 เสียชีวิตแล้ว 20 คน เปิดสถิติคน “ไม่มีใบขับขี่” ตายสูงกว่าคนมีใบขับขี่ถึง 3 เท่า ตำรวจ-ขนส่งฯ จี้อุดช่องโหว่กฎหมาย เสนอเพิ่มโทษหนักเทียบต่างประเทศ พร้อมเชื่อมโยงฐานข้อมูลเช็กประวัติเรียลไทม์ หวังแก้ปัญหาคนตายบนท้องถนนอย่างยั่งยืนสงกรานต์นี้
วันนี้ (11 เมษายน 2569) เปิดสถิติ 7 วันอันตรายสงกรานต์ 2569 วันแรก(10 เมษายน 2569)เกิดอุบัติเหตุ 135 ครั้ง เสียชีวิตแล้ว 20 คน

สถิติวันแรกสงกรานต์ 69ขับเร็ว-มอเตอร์ไซค์ ยังครองแชมป์สูญเสีย
พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะประธานแถลงข่าวสรุปผลการดำเนินงานของศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางช่วงเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ. 2569 เปิดเผยว่า ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) สรุปสถานการณ์อุบัติเหตุประจำวันที่ 10 เมษายน 2569 ซึ่งเป็นวันแรกของแคมเปญลดอุบัติเหตุช่วงเทศกาลสงกรานต์ พบว่า เกิดอุบัติเหตุ 135 ครั้ง ผู้บาดเจ็บ 132 คน ผู้เสียชีวิต 20 คน จังหวัดที่ยังไม่มีผู้เสียชีวิตมี 59 จังหวัด สาเหตุหลัก ขับรถเร็วเกินกำหนด ร้อยละ 37.78 และตัดหน้ากระชั้นชิด ร้อยละ 22.96 ยานพาหนะที่เกิดเหตุสูงสุด รถจักรยานยนต์ ร้อยละ 70.49
ส่วนใหญ่เกิดบนเส้นทางตรง ร้อยละ 78.52 ถนนกรมทางหลวง ร้อยละ 48.15 ถนนใน อบต./หมู่บ้าน ร้อยละ 20.74 ช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ช่วงเวลา 15.01 – 18.00 น. ร้อยละ 21.48 ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตสูงสุดอยู่ในช่วงอายุ 60 – 69 ปี ร้อยละ 18.42 โดยจังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ตรัง และสงขลา (จังหวัดละ 8 ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสูงสุด ได้แก่ ตรัง (9 คน) จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุด ได้แก่ ปราจีนบุรี และสงขลา (จังหวัดละ 2 คน) จังหวัด ที่ไม่มีผู้เสียชีวิต (ตายเป็นศูนย์) มี 59 จังหวัด

คาดว่าในวันนี้ถนนสายหลักที่ออกสู่ภูมิภาคจะมีปริมาณรถหนาแน่นทุกเส้นทาง เนื่องจากประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยวต่างจังหวัด ซึ่งอาจส่งผลให้มีการจราจรติดขัดเป็นบางช่วง ศปถ.ประสานทุกจังหวัดและกรุงเทพมหานคร อำนวยความสะดวกในการเดินทางของประชาชน โดยเฉพาะถนนสายหลักและเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างจังหวัด พร้อมบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น โดยให้ความสำคัญกับพฤติกรรมเสี่ยง ได้แก่ ขับรถเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนด ดื่มแล้วขับ ไม่สวมหมวกนิรภัย ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย ขับรถย้อนศร ฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจร ไม่มีใบอนุญาตขับขี่ แซงในที่คับขัน ใช้โทรศัพท์มือถือขณะขับรถ ใช้รถจักรยานยนต์ที่ไม่ปลอดภัย บรรทุกท้ายกระบะ ไม่มี พ.ร.บ. และไม่ชำระภาษีรถ รวมถึงให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบผู้ที่ยังตกค้างในสถานีขนส่งและตรวจสอบสภาพรถ พนักงานขับรถ และพนักงานประจำรถต้องมีปริมาณแอลกอฮอล์เป็นศูนย์ ไม่เสพสารเสพติดให้โทษหรือวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ไม่บรรทุกผู้โดยสารเกินจำนวนที่นั่งที่กำหนด และตรวจสอบการใช้รถตู้ส่วนบุคคลที่ลักลอบประกอบการขนส่งผู้โดยสารโดยไม่ได้รับอนุญาต
สำหรับการบริหารจัดการเส้นทาง ให้พิจารณาการใช้กรวยจราจร การตั้งไฟแจ้งเตือน เพื่อให้ประชานชทราบล่วงหน้าในจุดที่มีการตั้งด่านชุมชน บริเวณเกาะสี และจุดกลับรถ หากมีการปิดจุดดังกล่าวให้ติดตั้งไฟส่องสว่างอย่างชัดเจน ตลอดจนประชาสัมพันธ์ประชาชนผู้ขับขี่ยานพาหนะ เตรียมพร้อมร่างกาย ยานพาหนะ การมีประกันภัยภาคบังคับ และต่อภาษีรถตามกำหนด หากเกิดอุบัติเหตุจะได้รับความคุ้มครองทั้งตนเอง และผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเกิดอุบัติเหตุ

ใช้กลไกท้องถิ่น “ด่านชุมชน” และ “ด่านครอบครัว”ลดอุบัติเหตุ
ด้าน ธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ในฐานะเลขานุการ ศปถ. เปิดเผยว่า ศปถ. ยังได้เน้นย้ำให้จังหวัดใช้กลไกท้องถิ่น ท้องที่ และอาสาสมัครให้ความสำคัญกับ “ด่านชุมชน” และ “ด่านครอบครัว” เพื่อเฝ้าระวัง ตรวจตรา ป้องปราม และตักเตือนบุคคลที่มีพฤติกรรมเสี่ยงในพื้นที่ พร้อมใช้มาตรการ “เคาะประตูบ้าน” ให้คำแนะนำประชาชนเกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฎจราจร นอกจากนี้ จากการติดตามพยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า พบว่า ประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อนโดยทั่วไปและมีอากาศร้อนจัดบางพื้นที่ กับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน อาจทำให้ร่างกายอ่อนเพลียและง่วงนอนได้ง่าย
ศปถ.ยังได้ย้ำเตือนให้ประชาชนระมัดระวังเรื่องสภาพอากาศ เนื่องจากประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อนจัดและฟ้าหลัว ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้เกิดอาการอ่อนเพลียและหลับในได้ง่าย หากมีอาการง่วง ควรงดฝืนขับขี่และจอดพักทันที รวมถึงให้ความสำคัญกับการใช้ “ด่านชุมชน” และ “ด่านครอบครัว” ในการสกัดกั้นคนเมาและผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงไม่ให้ออกสู่ถนนสายหลัก
ชำแหละช่องโหว่กฎหมาย “ไร้ใบขับขี่” โทษเบา เสี่ยงสังเวยชีวิตพุ่ง 3 เท่า
พ.ต.อ. สรพงษ์ นาคะโยคี คณะทำงานป้องกันและลดอุบัติเหตุ ศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ชี้ให้เห็นถึงอัตราโทษในปัจจุบัน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อยอดผู้เสียชีวิต โดยมีประเด็นที่น่าสนใจ อย่างข้อมูลในกรุงเทพมหานครระบุชัดเจนว่า ผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุที่เป็นผู้ขับขี่ “ไม่มีใบขับขี่” มีจำนวนสูงกว่าผู้ที่มีใบขับขี่ถึงกว่า 3 เท่า สะท้อนชัดเจนว่าการปล่อยให้ผู้ที่ไม่ผ่านการทดสอบออกมาขับรถ คือการสร้างระเบิดเวลาบนท้องถนน
สถิติอุบัติเหตุในกรุงเทพมหานคร (ปี 2567 เทียบ 2568)พบสัดส่วนที่น่าตกใจ: ผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุที่เป็นผู้ขับขี่ มีจำนวนผู้ที่ ไม่มีใบขับขี่ สูงกว่าผู้ที่มีใบขับขี่ถึงกว่า 3 เท่า (ผู้ที่มีใบขับขี่ 149 ราย เทียบกับผู้ที่ไม่มีใบขับขี่ 420 ราย / หรือในอีกสถิติคือ 1,700 ราย เทียบกับ 189 ราย)สะท้อนให้เห็นว่าการยอมให้คนไม่มีใบขับขี่ออกมาขับรถบนท้องถนน เป็นการสร้างอันตรายต่อทั้งตนเองและสาธารณะ
โทษไทยเบาเกินไป ปัจจุบันโทษขับรถไม่มีใบอนุญาต (มาตรา 64) มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท ส่วนใบอนุญาตหมดอายุ ปรับไม่เกิน 2,000 บาท เมื่อโทษเบาและจ่ายค่าปรับผ่าน e-Ticket ได้ง่าย ผู้กระทำผิดจึงยอมจ่ายค่าปรับหลักร้อยเพื่อเลี่ยงความยุ่งยาก แทนที่จะไปสอบใบขับขี่ที่เข้มงวด
ต่างประเทศจัดการเด็ดขาด
ขณะที่ในต่างประเทศ มีมาตรการจัดการอย่างเด็ดขาด เช่น อิตาลี ความผิดร้ายแรงอย่างการไม่มีใบขับขี่หรือเมาแล้วขับ ปรับเริ่มต้นสูงถึง 500 ยูโร (ราว 37,000 บาท)
เกาหลีใต้, ไต้หวัน, มาเลเซีย: หากชาวต่างชาติขับรถชนคนตายโดยไม่มีใบขับขี่ จะถูกเพิกถอนวีซ่าและเนรเทศทันที
การจำกัดความเร็ว: กว่า 105 ประเทศทั่วโลก บังคับใช้ความเร็วในเขตเมืองเพียง 40-60 กม./ชม. ขณะที่ไทยยังให้วิ่งได้ถึง 80 กม./ชม.
พ.ต.อ. สรพงษ์ นาคะโยคี ยังเสนอให้เพิ่มอัตราโทษ และสำหรับรถบรรทุก/ รถโดยสารสาธารณะ หากคนขับไม่มีใบขับขี่ ต้องใช้กฎหมาย พ.ร.บ.ขนส่งฯ ซึ่งโทษหนักกว่า (จำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท) มาบังคับใช้โดยไม่มีข้อยกเว้น
ขนส่งฯ รับลูกเสนอเชื่อมฐานข้อมูล (Database) กวาดล้างคนทำผิดซ้ำซาก
ด้าน กรมการขนส่งทางบก ได้ตอบรับข้อเสนอดังกล่าว พร้อมชี้ให้เห็นถึงกลไกการคัดกรองที่มีอยู่ เช่น ผู้ที่ถือใบอนุญาตชั่วคราว (5 ปี) หากทำผิด 6 ข้อหาหลัก (ฝ่าไฟแดง, ขับเร็ว, เมาขับ ฯลฯ) จะถูกงดต่ออายุ 2 ปี หรือถูกเพิกถอน
อย่างไรก็ตาม เพื่ออุดช่องโหว่เรื่องความทับซ้อนของกฎหมายระหว่าง พ.ร.บ.จราจรทางบก (ตำรวจ) และ พ.ร.บ.รถยนต์ฯ (ขนส่งฯ) กรมการขนส่งทางบกเสนอให้บูรณาการระบบฐานข้อมูล (Electronic Database) ร่วมกัน การเชื่อมโยงข้อมูลนี้จะทำให้ตำรวจหน้างานสามารถตรวจสอบสถานะใบขับขี่แบบ “เรียลไทม์” ทราบได้ทันทีว่าผู้ขับขี่รายนี้ถูกพักใช้ หรือเพิกถอนใบอนุญาตอยู่หรือไม่ ซึ่งจะนำไปสู่การบังคับใช้กฎหมายที่รัดกุม ผู้ที่ฝ่าฝืนขับรถทั้งที่ถูกพักใช้ใบขับขี่จะต้องรับโทษหนักขึ้น (ทั้งจำและปรับ) ไม่สามารถใช้ช่องว่างจ่ายค่าปรับราคาถูกเพื่อหลบเลี่ยงได้อีกต่อไป
การบังคับใช้กฎหมายที่เข้มข้น และการปรับปรุงโครงสร้างกฎหมายให้สอดคล้องกับความเป็นจริง จึงเป็น “วัคซีน” เข็มสำคัญที่จะช่วยลดความสูญเสียบนท้องถนนของประเทศไทยได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่การรณรงค์ในช่วงเทศกาลเท่านั้น

