สงกรานต์ 3 วันเสียชีวิต 95 คน ศวปถ. ชี้ 3 ใน 4 ‘ไม่มีใบขับขี่’

ช่วงเทศกาลสงกรานต์ 3 วันแรก ยอดผู้เสียชีวิตสะสม 95 คน สาเหตุหลักยังคงเป็นการขับรถเร็วและดื่มแล้วขับ ศวปถ. เผยสถิติภาพรวมของไทย ผู้เสียชีวิตถึง 3 ใน 4 เป็นกลุ่มที่ไม่มีใบอนุญาตขับขี่ TDRI เสนอยกระดับระบบใบขับขี่แบบลำดับขั้น และเพิ่มบทลงโทษ หวังลดความสูญเสียต่อชีวิตและเศรษฐกิจที่หายไปถึง 2-3% ของ GDP

ศปถ. เผย 3 วันอันตรายสงกรานต์ 69 เสียชีวิตสะสม 95 คน สั่งคุมเข้มบังคับใช้กฎหมาย

ผดุงศักดิ์ สรุจิกำจรวัฒนะ ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานแถลงข่าวสรุปผลการดำเนินงานของศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางช่วงเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ. 2569 เปิดเผยว่า แถลงสรุปสถิติอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2569 (ข้อมูล ณ วันที่ 13 เม.ย. 69) สรุปยอดสะสม 3 วันของการรณรงค์ ตั้งแต่ วันที่ 10 – 12 เม.ย. 69 เกิดอุบัติเหตุรวม 515 ครั้ง ผู้บาดเจ็บ 486 คน และมีผู้เสียชีวิตรวม 95 ราย

โดยสาเหตุสูงสุดคือการขับรถเร็ว ร้อยละ 46.20 และดื่มแล้วขับ ร้อยละ 24.56 ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดยังคงเป็นรถจักรยานยนต์ ร้อยละ 77.17 จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุดได้แก่ ลำปาง 25 ครั้ง จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสะสมสูงสุด ได้แก่ ลำปาง 25 คน จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร 6 คน จังหวัดที่ไม่มีผู้เสียชีวิต ตายเป็นศูนย์ มี 30 จังหวัด

ทาง ศปถ. ได้กำชับให้จังหวัดและ กทม. บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นต่อเนื่อง ควบคุมการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะการห้ามจำหน่ายให้ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี หากพบเยาวชนเมาแล้วขับจนเกิดเหตุ จะมีการขยายผลเอาผิดถึงร้านค้าและผู้ปกครอง นอกจากนี้ยังเน้นย้ำการใช้กลไกด่านชุมชนและด่านครอบครัวเพื่อป้องปรามพฤติกรรมเสี่ยงก่อนออกสู่ถนนสายหลัก

​ด้าน สหรัฐ วงศ์สกุลวิวัฒน์ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการ ศปถ. กล่าวว่า จากสถิติการเกิดอุบัติเหตุทางถนนในช่วงสามวันที่ผ่านมา พบว่า อุบัติเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการพฤติกรรมเสี่ยงทั้งของผู้ขับขี่และผู้ร่วมใช้เส้นทาง ศปถ. จึงให้จังหวัดประชาสัมพันธ์การประเมินความพร้อมสภาพร่างกายของผู้ขับขี่ก่อนขับรถ หากไม่พร้อมให้หยุดพักหรือเลี่ยงการขับขี่ รวมถึงประชาสัมพันธ์ให้เล่นน้ำสงกรานต์ด้วยความระมัดระวัง ไม่สาดน้ำใส่รถจักรยานยนต์โดยตรงเนื่องจากอาจทำให้รถเสียหลักและเกิดอุบัติเหตุ ไม่เล่นน้ำกลางถนนเนื่องจากอาจถูกรถเฉี่ยวชนได้ หากเป็นไปได้ให้หลีกเลี่ยงการนั่งหรือยืนท้ายกระบะเล่นน้ำสงกรานต์ เนื่องจากอาจเกิดอุบัติเหตุจากการพลัดตกขณะรถเคลื่อนที่

ศวปถ. ชี้ 3 ใน 4 “ไม่มีใบขับขี่” สูญเสียเศรษฐกิจ 2-3% ของ GDP

นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ความปลอดภัยทางถนนของไทยว่า แม้ภาพรวมตัวเลขจะลดลงมาบ้าง แต่ไทยยังคงอยู่ในอันดับต้น ๆ ของโลก โดยเป้าหมายปี 2570 ต้องการลดอัตราการเสียชีวิตให้เหลือไม่เกิน 12 คนต่อประชากรแสนคน แต่ปัจจุบันยังสูงถึงระดับ 20-22 คนต่อแสนประชากร

สถิติที่น่าตกใจและแทบไม่เปลี่ยนเลยคือ 3 ใน 4 หรือราว 75% ของเคสที่เกิดอุบัติเหตุ พบว่าไม่มีใบขับขี่ โดยเฉพาะกลุ่มมอเตอร์ไซค์ คนที่ไม่มีใบขับขี่มีอัตราการเสียชีวิตมากกว่าคนที่มีใบขับขี่ถึง 3-5 เท่า

นพ.ธนะพงศ์ ยังระบุด้วยว่า ปัญหาหลักคือบทลงโทษของไทยยังเบาเกินไป โทษปรับเพียง 1,000 บาท และจำคุก 1 เดือน ทำให้คนไม่เกรงกลัวกฎหมาย การแก้ปัญหาคือต้องทำให้การบังคับใช้กฎหมายเข้มงวด ตรวจจับทุกเคส และเพิ่มโทษให้หนักขึ้นจนรู้สึก “ไม่คุ้ม” ที่จะฝ่าฝืน นอกจากนี้ ความสูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนนที่คร่าชีวิตคนไทยกว่าหมื่นคนต่อปี ส่วนใหญ่เป็นวัยแรงงานและเยาวชน ท่ามกลางภาวะเด็กเกิดใหม่ติดลบ ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจ โดยทำให้ประเทศสูญเสีย GDP ไปถึง 2-3% จึงเสนอให้รัฐบาลบรรจุวาระการยกระดับความปลอดภัยทางถนนนี้ เข้าไปในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 14 เพื่อปกป้องทุนมนุษย์ของชาติอย่างจริงจัง

งานวิจัย TDRI ​ชี้ว่าสัดส่วนผู้ไม่มีใบขับขี่ในไทยยังสูงลิ่ว เสนอยกระดับระบบใบขับขี่แบบลำดับขั้น (GDL) เข้มงวดการตรวจสุขภาพ และเพิ่มบทลงโทษ หวังลดความสูญเสียต่อชีวิตและเศรษฐกิจประเทศที่หายไปถึง 2-3% ของ GDP

ศปถ. เผย 3 วันอันตรายสงกรานต์ 69 ดับสะสม 95 ราย สั่งคุมเข้มบังคับใช้กฎหมาย

ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) แถลงสรุปสถิติอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2569 (ข้อมูล ณ วันที่ 13 เม.ย. 69) สรุปยอดสะสม 3 วันของการรณรงค์ (10 – 12 เม.ย. 69) เกิดอุบัติเหตุรวม 515 ครั้ง ผู้บาดเจ็บ 486 คน และมีผู้เสียชีวิตรวม 95 ราย โดยสาเหตุสูงสุดคือการขับรถเร็ว (ร้อยละ 46.20) และดื่มแล้วขับ (ร้อยละ 24.56) ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดยังคงเป็นรถจักรยานยนต์ (ร้อยละ 77.17)

ทาง ศปถ. ได้กำชับให้จังหวัดและ กทม. บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นต่อเนื่อง ควบคุมการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะการห้ามจำหน่ายให้ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี หากพบเยาวชนเมาแล้วขับจนเกิดเหตุ จะมีการขยายผลเอาผิดถึงร้านค้าและผู้ปกครอง นอกจากนี้ยังเน้นย้ำการใช้กลไกด่านชุมชนและด่านครอบครัวเพื่อป้องปรามพฤติกรรมเสี่ยงก่อนออกสู่ถนนสายหลัก

เจาะข้อมูล TDRI ถึงเวลารื้อระบบใบขับขี่ไทย ปิดช่องโหว่ความตายบนท้องถนน

ข้อมูลจากงานวิจัยของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย TDRI สอดรับกับข้อกังวลของ ศวปถ. อย่างชัดเจน โดยพบประเด็นปัญหาและข้อเสนอแนะที่สำคัญ

  • สัดส่วนผู้ไม่มีใบอนุญาตขับรถในไทยยังสูง โดยเฉพาะผู้ใช้รถจักรยานยนต์
  • สัดส่วนของผู้เสียชีวิตที่ไม่มีใบอนุญาตขับรถยังสูงเกือบร้อยละ 90 ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา
  • บทลงโทษและการบังคับใช้กฎหมายในปัจจุบันอาจยังไม่เพียงพอ โดยผู้กระทำผิดร้อยละ 78 ไม่เคยถูกเรียกตรวจใบอนุญาตขับรถในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ในขณะที่ประเทศชั้นนำมีบทลงโทษผู้ไม่มีใบขับขี่รุนแรง เช่น ออสเตรเลียตำรวจมีอำนาจยึดรถและป้ายทะเบียนได้ทันที
  • ประเทศไทยมีใบอนุญาตขับรถชั่วคราว แต่เงื่อนไขในการถือครองแทบไม่แตกต่างกับใบอนุญาตเต็มรูปแบบ จึงควรนำระบบใบอนุญาตขับรถแบบลำดับขั้น (Graduated Driver Licensing – GDL) มาบังคับใช้อย่างสมบูรณ์ในระยะยาว
  • การทดสอบสมรรถภาพร่างกายยังไม่ครอบคลุมปัญหาสุขภาพที่มีผลต่อการขับขี่ ควรปรับปรุงบัญชีโรคให้ครอบคลุม “โรคการนอนหลับ” ที่มีผลต่อการขับขี่ และควรมีแรงจูงใจให้ผู้มีใบอนุญาตขับรถตลอดชีพเข้ามาทดสอบสมรรถภาพร่างกาย

ระบบตัดแต้มเริ่มได้ผล หวังเป็นเครื่องมือเปลี่ยนพฤติกรรม

อย่างไรก็ตาม TDRI ระบุถึงสัญญาณบวกหลังจากการได้ใบขับขี่แล้วว่า ระบบตัดแต้มกำลังมีผลต่อการฟื้นฟูพฤติกรรมให้ลดเสี่ยง หลังจากมีระบบตัดแต้ม มียอดมาชำระค่าปรับเพิ่มขึ้น 17% (ในปี 2567) และเพิ่มเป็น 34% (ในปี 2568 ข้อมูลถึงเดือนมีนาคม) ในปี 2568 เริ่มมีผู้ที่ถูกพักใช้ใบอนุญาตขับรถจำนวน 25,084 ราย และเริ่มเข้าสู่กระบวนการอบรมเพื่อขอคืนคะแนน

การบูรณาการข้อมูลจากทั้ง ศปถ., ศวปถ. และ TDRI ชี้ให้เห็นตรงกันว่า การลดอุบัติเหตุบนท้องถนนไม่สามารถพึ่งพาเพียงการรณรงค์ช่วงเทศกาลได้อีกต่อไป แต่ต้องปฏิรูประบบตั้งแต่ “ก่อนมีใบขับขี่” บังคับใช้กฎหมายเข้มงวดกับคนไม่มีใบขับขี่ “เริ่มมีใบขับขี่” คัดกรองสุขภาพและใช้ระบบลำดับขั้น และ “มีใบขับขี่แล้ว” ใช้ระบบตัดแต้มป้องปรามอย่างจริงจัง เพื่อหยุดยั้งความสูญเสียบนท้องถนนไทยอย่างยั่งยืน

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active