พีมูฟ ขีดเส้น 7 วัน จี้ รบ.ทบทวนมติ ครม.ยกเลิก ‘โฉนดชุมชน’ หวั่นใช้ คทช. ขัดหลักกระจายถือครองที่ดิน

ชี้ ยกเลิกโฉนดชุมชน = ทำลายความหวังคนจน ยืนยัน โฉนดชุมชน ไม่ล้าสมัย ให้สิทธิ์จัดการร่วม ช่วยรักษาที่ดิน ปกป้องสิทธิชุมชน เชื่อ นโยบาย คทช. เน้นรวมศูนย์อำนาจ จัดการที่ดินสู่มือรัฐ ลดอำนาจประชาชน สอดแทรกเงื่อนไข บีบให้ที่ดินหลุดมือ

วันนี้ (6 พ.ค. 69) จำนงค์ หนูพันธ์ ประธานกรรมการบริหารขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) หรือ พีมูฟ พร้อมตัวแทนภาคประชาชน ยื่นหนังสือถึง อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อขอให้ทบทวนมติคณะรัฐมนตรี กรณียกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน

โดยระบุตามที่ ครม. เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมา เห็นชอบให้ยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี จำนวน 8 ฉบับ ซึ่งรวมถึงระเบียบว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน พ.ศ.2553 โดยให้เหตุผลว่าเป็นระเบียบที่ล้าสมัย ซ้ำซ้อนกับกลไกของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ที่มีกฎหมายรองรับแล้ว และเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารราชการแผ่นดิน

“การกล่าวอ้างว่ามี คทช. อยู่แล้วนั้น เป็นการเปรียบเทียบที่ผิดฝาติดตัว เพราะนโยบายจัดที่ดินของ คทช. นั้นมุ่งเน้นการรวมศูนย์อำนาจการจัดการที่ดินสู่มือรัฐ ลดอำนาจประชาชน สอดแทรกเงื่อนไขที่ยิ่งบีบให้ที่ดินหลุดมือประชาชน และสำคัญที่สุดนั่นคือเป็นมรดกบาปจากยุค คสช. ที่ไม่อาจนำไปสู่การกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรมได้เลยตามที่กล่าวอ้าง”

จำนงค์ หนูพันธ์

พีมูฟ ย้ำว่า ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน พ.ศ. 2553 และแก้ไขเพิ่มเติม เป็นกลไกสำคัญที่เกิดจากกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน และมีบทบาทในการรับรองสิทธิในที่ดินและที่อยู่อาศัยของชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม การยกเลิกระเบียบดังกล่าวโดยไม่ได้มีการหารือร่วมกับภาคประชาชน จึงถือเป็นการไม่เคารพต่อกระบวนการมีส่วนร่วม และส่งผลกระทบต่อสิทธิของประชาชนจำนวนมาก 

พีมูฟ จึงขอเรียกร้อง และเสนอแนวทาง ต่อไปนี้ 

  1. ขอให้รัฐบาลทบทวนและยุติการยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน พ.ศ. 2553 โดยเร่งด่วน

  2. ขอให้รัฐบาลดำเนินการยกระดับ “โฉนดชุมชน” แนวทางตามมาตรา 10 (4) ภายใต้พระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ พ.ศ.2562 ให้เป็นรูปแบบการจัดการที่ดินที่รับรองสิทธิชุมชน ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2565

  3. ขอเข้าพบและหารือกับรองนายกรัฐมนตรี (ทรงศักดิ์ ทองศรี) ในฐานะตัวแทนรัฐบาลที่มาเจรจาหารือกับ ขปส.เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569, ผู้กำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) และผู้กำกับดูแล สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกันอย่างเร่งด่วน 

  4. ขอให้รัฐบาลเร่งแต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม เพื่อให้มีกลไกในการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ 

จำนงค์ ย้ำว่า พีมูฟจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และจะดำเนินการสื่อสารสาธารณะ รวมถึงการใช้สิทธิทางกฎหมาย เพื่อปกป้องสิทธิของประชาชน หากการเจรจาและการแก้ปัญหาของรัฐบาลไม่สามารถนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรม 

“เราขอขีดเส้นตายให้รัฐบาลให้ดำเนินการตามข้อเรียกร้องทั้งหมด  ภายใน 7 วัน หากยังไร้การตอบสนอง และเดินหน้ายกเลิกโฉนดชุมชน ก็จะประกาศเคลื่อนไหวใหญ่ เพื่อให้ถนนทุกสายจะมุ่งสู่ทำเนียบรัฐบาลอีกครั้ง”

จำนงค์ หนูพันธ์

ย้ำ ระเบียบโฉนดชุมชน ไม่ล้าสมัย  

สอดคล้องกับ พชร คำชำนาญ กองเลขาขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม เปิดเผยกับ The Active โดยเห็นว่า เหตุผลที่รัฐบาลยกเลิกระเบียบ สำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน ว่าล้าสมัยนั้น สวนทางกับข้อเท็จจริง และไม่สอดรับกับการแก้ปัญหาในยุคปัจจุบัน 

“เพราะการจัดการในรูปแบบของโฉนดชุมชน ซึ่งเป็นการจัดการร่วม มันคือการรักษาที่ดิน ในขณะเดียวกันเป็นการให้สิทธิชุมชนในการบริหารจัดการพื้นที่ด้วยสิทธิเต็มรูปแบบที่ชุมชนพึงมี”

พชร คำชำนาญ

จึงยืนยันว่าไม่ล้าสมัย เพราะในยุคที่ชุมชนต้องเผชิญกับวิกฤตต่าง ๆ ในเรื่องของเศรษฐกิจ หรือว่าเรื่องทรัพยากร หรือแม้แต่เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หลายชุมชนที่เขาจัดการโดยรูปแบบโฉนดชุมชน ได้พยายามพิสูจน์ตัวเองผ่านการพัฒนาโมเดลเป็นพื้นที่ต้นแบบในการจัดการพัฒนาความมั่นคงทางอาหาร พัฒนาเป็นพื้นที่ที่สามารถรับมือกับปัญหาภัยพิบัติหรือว่าความท้าทายใหม่ ๆ ที่พวกเราเผชิญกันอยู่

“เพราะฉะนั้นมันไม่ล้าสมัย แต่ด้วยเหตุผลที่ว่า ขณะนี้รัฐบาลยังไม่มีแนวทางใดเลยที่จะนำไปสู่การกระจายการถือครองที่ดิน หรือว่ารับรองสิทธิชุมชนในการจัดการที่ดินทรัพยากรได้ ถ้าดูจากคำแถลงนโยบาย อย่างที่บอกไปวันที่ 9 เมษายนที่ผ่านมา ก็ไม่ได้มีการพูดถึงเรื่องนี้เลย ฉะนั้นหมายความว่ารัฐบาลนี้ ถ้าจะบอกว่าโฉนดชุมชนเป็นเรื่องล้าสมัย แสดงว่าคุณก็ต้องมีแนวนโยบายที่เป็นเรื่องของการจัดการที่ดินในเรื่องรูปแบบสิทธิชุมชน แต่คุณไม่มี ฉะนั้น โฉนดชุมชนมันจึงไม่ใช่เรื่องล้าสมัย แต่มันเป็นเรื่องที่พวกเราพยายามยืนยันเพราะที่ผ่านมารัฐบาลไม่เคยรับรองสิทธินี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสองรัฐบาลที่ผ่านมาของรัฐบาลอนุทิน ก็ไม่ได้พยายามที่จะยกระดับโฉนดชุมชน”

พชร คำชำนาญ

ชี้ รูปแบบการจัดการที่ดิน คทช. ไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตประชาชน และหลักการกระจายการถือครองที่ดิน

พชร ยังชี้ด้วยว่า นโยบาย คทช.มุ่งไปที่การรวมศูนย์อำนาจอยู่ที่หน่วยงานราชการ และลดอำนาจประชาชน ในการที่จะออกแบบหรือว่ามีสิทธิในการจัดการพื้นที่ ในขณะที่โฉนดชุมชนมุ่งการพัฒนาโมเดลการจัดการที่ดินจากฐานราก ถือว่าเป็นหนึ่งในนวัตกรรมที่นำไปสู่การกระจายถือครองที่ดินได้

และเงื่อนไขของ คทช.ในการจัดการที่ดิน ใช้แนวทางตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 ซึ่งไปแบ่งที่ดินของชาวบ้านเป็น 5 กลุ่มที่ดิน ที่อยู่ในเขตป่า จำแนกพื้นที่ตามภาพถ่ายทางอากาศตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2541 ซึ่งแน่นอนมันไม่สอดคล้องกับระบบวิธีของชาวบ้านอยู่แล้ว เช่น การทำหมุนเวียนที่จะไม่ปรากฏในภาพถ่ายทางอากาศ

การใช้ชั้นคุณภาพลุ่มน้ำในการจำแนกพื้นที่แล้วไปโซนนิ่งพื้นที่ว่าชุมชนจะต้องใช้พื้นที่ยังไงได้บ้าง ที่สำคัญที่สุดนโยบายเหล่านี้สอดแทรกเงื่อนไขในการปลูกป่า ก็คือยึดที่ชาวบ้านไปปลูกต้นไม้ปลูกป่าเพิ่มพื้นที่สีเขียวและหากชุมชนทำผิดเงื่อนไขที่วางไว้อยู่ประมาณ 26 ข้อ ก็จะถูกแย่งยึดที่ดิน มันจึงเป็นคนละเรื่องกันเลยกับโฉนดชุมชน

“ผมคิดว่ารัฐบาลของคุณอนุทิน มีปัญหามาก ๆ ในด้านวิสัยทัศน์การแก้ไขปัญหาที่ดิน อ้างเรื่อง คทช.มาทำลายเจตจำนงทางการเมืองในการจัดการที่ดินในรูปแบบโฉนดชุมชน ที่ถูกสร้างมาด้วยมือพี่น้องของประชาชนด้วยกันเอง”

พชร คำชำนาญ

ยกเลิกโฉนดชุมชน = ทำลายความหวังคนจน

ก่อนหน้านี้ เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์เนื้อหาระบุถึง มติ ครม. ยกเลิกโฉนดชุมชน โดยระบุว่า เท่ากับทำลายความหวังของคนจน คนชายขอบ และเป็นการบีบให้ชาวบ้านกำลังเข้าตาจน เพราะในขณะที่แนวทาง คทช. ก็ไม่เป็นธรรม

โดยเหตุผลในการยกเลิกโฉนดชุมชนที่ ครม.อ้างว่าเพราะโฉนดชุมชนมีความซ้ำซ้อน คทช. โดยไม่ได้บอกว่าแล้วชุมชนกลุ่มเป้าหมายที่ยังรออยู่จะทำอย่างไร พื้นที่ที่ได้รับโฉนดชุมชนไปแล้วจะทำอย่างไร

“โฉนดชุมชน คือ หนังสือรับรองสิทธิในที่ดินเป็นรายชุมชน ให้ชุมชนร่วมกันบริหารจัดการที่ดินเพื่อความมั่นคงในการอยู่อาศัยและทำกิน โดยเน้นการถือครองสิทธิร่วมกัน ห้ามจำหน่ายสิทธิให้บุคคลภายนอก โดยชุมชนร่วมกับรัฐร่วมกันออกระเบียบเกี่ยวกับการใช้ที่ดิน การจัดการ และดูแลรักษาที่ดิน แตกต่างจาก คทช. ซึ่ง คทช. เป็นหนังสืออนุญาตให้ทำประโยชน์ในเขตป่าหรือที่ดินของรัฐแบบชั่วคราว โดยมีกำหนดระยะเวลาและเงื่อนไขที่จำกัดสิทธิมาก”

เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล


 

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active