นักวิชาการชี้ “ภูมิปัญญาชาติพันธุ์” คือระบบดูแลโลกสากลที่ต้องมีสิทธิ

หลายฝ่าย ร่วมถกความท้าทาย เนื่องในวันชนเผ่าพื้นเมืองโลก หลังกฎหมายครบรอบ 1 ปี ชี้ความรู้เรื่องบวชป่า เหมืองฝาย ไร่หมุนเวียน สอดคล้องกับหลักการสากลด้านสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศ ย้ำการคุ้มครองและการมีส่วนร่วมต้องไม่หยุดแค่การรับรองในกฎหมาย 

11 ส.ค. 69 เนื่องในสัปดาห์ครบรอบ 1 ปี การประกาศใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 ของประเทศไทย มีการหยิบยกเรื่องความก้าวหน้าของกฎหมายขึ้นมาพูดถึงกันในหลายมิติ รวมถึงบทบาทของชนเผ่าพื้นเมืองที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความหลากหลายทางชีวภาพ และสิทธิมนุษยชน และบทบาทของหน่วยงานหลายภาคส่วนในการสนับสนุนชนเผ่าพื้นเมืองของประเทศไทย  ในวงคุย “กลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง: กระแสโลกสู่สังคมไทย” ที่หยิบยกเอาเรื่องภูมิปัญญาของชาติพันธุ์มาโยงเพื่อทำให้เห็นว่าสิ่งที่ชาติพันธุ์มีเกี่ยวโยงกับธรรมชาติที่สากลยอมรับ 

ผศ.แพร ศิริศักดิ์ดำเกิง ผู้อำนวยการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร  ระบุว่า ภูมิปัญญาไม่ใช่ข้อมูลก้อนหนึ่งแต่เป็นระบบความสัมพันธ์ที่พี่น้องชาติพันธุ์หรือชนเผ่าฝึกปฏิบัติและตัดสินใจร่วมกันในพื้นที่จริง ซึ่งไม่สามารถพรากออกไปจากพี่น้องชาติพันธุ์ได้ พร้อมชี้ว่า ภูมิปัญญาของชาติพันธุ์และชนเผ่าเป็นวิธีการดูแลอย่างครบวงจร

โดยยกตัวอย่างการ บวชป่า เป็นหนึ่งภูมิปัญญาที่กำลังยืนยันว่าต้นไม้ไม่ใช่เพียงทรัพยากร แต่เป็นสมาชิกทางภูมิธรรมของศีลธรรมร่วมกัน ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์จึงต้องดูแลรักษา การกำหนดเขตห้ามตัด ห้ามล่า หรือห้ามรบกวน ทำกติกาที่เราต้องเฝ้าระวังร่วมกัน แล้วก็มีการถ่ายทอดสิ่งเหล่านี้ เชื่อมความทรงจำไปสู่บรรพบุรุษในการปลูกป่า และส่งต่อคุณค่า

ทั้งนี้ได้ยกตัวอย่างของเหมืองฝาย ว่าเป็นเรื่องของการดูแล เนื่องจากการทำเหมืองฝายขึ้นมา เป็นภูมิปัญญาและนวัตกรรมของชาติพันธุ์ในการดูแลรักษาน้ำทั้งลุ่มน้ำ และเป็นส่วนที่จะจัดการน้ำ เพื่อให้การใช้ประโยชน์พยายามจะให้เข้าถึงอย่างเท่าเทียม 

อีกหนึ่งภูมิปัญญษที่มักถูกยกตัวอย่างคือ ไร่หมุนเวียน โดยหัวใจของไร่หมุนเวียนอยู่ที่วงจรการพักฟื้น การดูแลเลือกแปลงตามกติกา เพราะปลูกในระยะสั้น แต่พักฟื้นหลายปี กว่าจะกลับมานำป่ารุ่นใหม่มาเป็นธาตุอาหารให้ แล้วก็ติดตามการฟื้นตัว

ทั้งหมดนี้คือการปลูกพืช โดยจะต้องมีพื้นที่เพียงพอ มีระยะพักฟื้นที่ดี แล้วก็สร้างสิทธิให้กับชุมชนต่าง ๆ มีการปกป้อง กำหนดเขตหวงห้าม อย่างที่เมื่อกี้พูดถึงตอนแรก การบวชป่า ป่าชุมชน จัดการแบ่งสิทธิและหน้าที่ของทุกกลุ่ม ไม่ใช่แค่หมู่บ้านใดหมู่บ้านหนึ่งด้วยซ้ำ เวลาทำเหมืองฝาย เรากินทั้งลุ่มน้ำ ฟื้นฟูและพักฟื้น ดูแลด้วยไร่หมุนเวียน ทั้งหมดนี้คือวงจรในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมและป่า ซึ่งหากดูแลดี สิ่งที่สามารถทำให้การเกิดโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศลดลงได้ 

“ภูมิปัญญาของพี่น้องชาติพันธุ์ ชนเผ่าเขามีต้นทุนคือเวลาและแรงงานที่ทำอยู่ในพื้นที่นั้น ๆ มีความไว้ใจและกติกาทางสังคมที่ต้องหล่อหลอมผูกพันขึ้นมาในวัฒนธรรมของเขามีภาษา ความทรงจำ และการฝึกฝนที่จะยอมรับให้กับคนรุ่นต่อไป สิ่งเหล่านี้คือต้นทุนที่ต้องลงแรง ลงความเชื่อ ลงวัฒนธรรมทั้งหลายไปแต่รัฐไม่จำเป็นต้องซื้อความรู้ใหม่เลย ทั้งหมดนี้ต้องลงทุนในระบบความรู้ดั้งเดิม แต่ไม่ใช่ว่าพี่น้องชาติพันธุ์ไม่ได้ลงทุน เขาลงทุนมาทั้งชีวิต หลายรุ่น หลายเจเนอเรชันที่จะได้สิ่งเหล่านี้มา”

ทั้งนี้ได้ชี้ให้เห็นความก้าวหน้าของกฎหมายที่เกี่ยวกับชาติพันธุ์ โดยข้อมูลระบุว่า ประเทศไทยกฎหมายเริ่มเปิดทางแต่การปฏิบัติยังเป็นโจทย์ 

  • ความก้าวหน้า คือ รัฐธรรมนูญมาตรา 70 ส่งเสริมและคุ้มครองวิถีของกลุ่มชาติพันธุ์
  • มติคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2553 แนวทางฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเลและกะเหรี่ยง
  • พ.ร.บ.วิถีชาติพันธุ์พ.ศ. 2568 สิทธิฐานข้อมูลสภาชาติพันธุ์และพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิต
  • อยู่ในช่วงที่ทำให้กฎหมายเกิดผลจริง กลไกงบประมาณกฎหมายลำดับรองและการประสานหน่วยงาน

ขณะเดียวกันมีการระบุถึงช่องว่างที่ต้องเร่งทำซึ่งประกอบไปด้วยเรื่องของความมั่นคงในที่ดินและทรัพยากรตามจารีตยังชัดเจนกฎหมายป่าไม้ที่ดินและการพัฒนายังทำงานแยกส่วนการมีส่วนร่วมยังไม่ถึงระดับร่วมตัดสินใจและการภูมิปัญญายังไม่ถูกใช้ในแผนความหลากหลายทางชีวภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ รวมไปถึงสิทธิในข้อมูลและการแบ่งปันประโยชน์จากความรู้ยังต้องมาวางมาตรฐานทั้งนี้การระบุถึงช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านที่สำคัญที่สุด คือ การทำให้สิทธิบนกระดาษกลายเป็นอำนาจและงบประมานในพื้นที่ 

“หากรัฐดูแลป่าแต่ไม่ดูแลคนที่มีความสัมพันธ์กับป่า รัฐกำลังตัดระบบวัฒนธรรมที่ค้ำจุนระบบนิเวศไป เพราะฉะนั้นสิ่งที่อยากจะขอให้ทำก็คือรับรองสิทธิคน พื้นที่ความรู้พื้นที่ชุมชน สำคัญ สิทธิในพื้นที่ชุมชนสำคัญ ไม่งั้นพี่น้องไม่มาอยู่หน้าประท้วงตรงนี้และเปิดอำนาจร่วมคิด ร่วมจัดการ ให้ชาติพันธุ์ได้ร่วมจัดการลงทุน การสืบทอด ภาษาแม่ที่สำคัญยิ่งกว่า การได้เรียนรู้ การได้สืบทอด ภูมิปัญญาของเขาจากภาษาแม่ของเขาและก็ใช้นโยบายจัดการน้ำและภัยพิบัติการสนับสนุนที่ดี ไม่ใช่ทำแทนแต่คือทำให้ชุมชนมีสิทธิ์และศักยภาพในการจัดการตนเอง สุดท้ายการคุ้มครองภูมิปัญญาไม่ใช่การเก็บอดีตไว้ในพิพิธภัณฑ์ แต่คือการรักษาความสามารถของสังคมที่จะทำให้การอยู่ให้สังคมไทยอยู่รอดไปด้วยกันในอนาคต”

ศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ยกตัวอย่างกรณีชุมชนคลิตี้ อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ว่า เป็นคดีแรกที่ศาลรับรองคำว่า “สิทธิชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม” และหลังจากนั้นคำพิพากษาดังกล่าวถูกใช้เป็นแนวทางปฏิบัติ แม้รัฐธรรมนูญจะเปลี่ยนมาใช้คำว่าสิทธิชุมชน แต่ยังคงให้ความสำคัญกับคำว่าท้องถิ่นดั้งเดิม

ศยามล กล่าวว่า กรณีคลิตี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการผลักดันเรื่องสิทธิชุมชนในรัฐธรรมนูญ เพราะหากมีการรับรองสิทธิชุมชนในรัฐธรรมนูญจะช่วยให้นักกฎหมายและผู้กำหนดนโยบายเปลี่ยนแปลงวิธีคิดทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับชาติพันธุ์ได้

ที่ผ่านมากฎหมายของประเทศไทยถูกออกแบบโดยหน่วยงานรัฐซึ่งการร่างกฎหมายมักเป็นไปในลักษณะที่เอื้ออำนวยต่อการทำงานของรัฐ แต่เมื่อเข้าสู่ยุคที่ปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมมีความซับซ้อนมากขึ้น รัฐบาลไม่สามารถดำเนินการในลักษณะเดิมได้ 

ศยามลเห็นว่าการทำความเข้าใจเรื่องดังกล่าวต้องทำความเข้าใจกับทั้งนักกฎหมายและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพราะในอดีตการทำความเข้าใจเรื่องสิทธิชุมชนเป็นเรื่องยาก เนื่องจากประชาชนยังไม่ตื่นตัวมากนัก แต่ พ.ร.บ.ชาติพันธุ์เนี่ย เป็นตัวชี้วัดอันหนึ่งที่คุณต่อสู้ด้วยตัวเอง ประชาชนลุกขึ้นมาสู้ด้วยตัวเอง

ด้าน ณัฐวุฒิ บัวประทุม รองประธานคณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ สภาผู้แทนราษฏร  กล่าวถึง ข้อท้าทายหลังการมี พ.ร.บ. คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มพี่น้องชาติพันธุ์ 

โดยข้อที่หนึ่ง คือ การพูดถึงสิทธิที่อยู่ในกฎหมายมักจะตามมาซึ่งคำถามมากมาย เช่น สิทธิเหล่านั้นจะถูกแปลงออกมาเป็นความเข้าใจ เป็นการผลักดัน เป็นการเคารพ หรือกระตุ้นให้คนที่อาจจะยังไม่เข้าใจ สามารถเข้าใจมิติหรือสิทธิเหล่านี้ได้อย่างไร

“แล้วก็สิทธิหลายอย่างเนี่ย เราอ่านกันในเชิงตัวอักษร มันไม่สามารถเกิดเป็นรูปธรรม เช่น แม้กระทั่งการจัดการศึกษาของพี่น้องชาติพันธุ์เนี่ย ผมยังนึกไม่ออกว่ามันจะผลักไปสู่การจัดการศึกษาที่ถูกรองรับในระบบของการเรียนได้อย่างไร ส่วนที่สองของข้อท้าทายในกฎหมายคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มพี่น้องชาติพันธุ์ ก็คือ ประเด็นเรื่องของกลไกที่มีอยู่ในกฎหมาย เอาแค่กลไกในเรื่องของสภา เรื่องของการจดทะเบียนกลุ่ม เรากำลังเกิดตัวสภาที่จะตามมา ซึ่งก็อาจจะยังมีข้อโต้แย้งอยู่ว่าใครจะเป็นตัวแทนของสภา”

อีกหนึ่งข้อท้าทาย ณัฐวุฒิ กล่าวว่า คือการตั้งพื้นที่คุ้มครองฯ เนื่องจากในวันที่กฎหมายผ่าน พบว่าในกฎหมายฉบับที่ผ่านได้เสียหลายประเด็น ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าการเอาพื้นที่คุ้มครองออกจากฎหมายเหมือนสูญเสียหัวใจสำคัญของกฎหมาย

เรไร เที่ยงธรรม ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ระบุว่า เรื่องการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้มีการไปมีพันธสัญญา มีข้อตกลงไว้กับนานาประเทศภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งมีเป้าหมายในการลดก๊าซเรือนกระจกภายในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งอย่างใกล้สุดตอนนี้ก็คือปี 2030 ที่ต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 

ในทีนี้ประเด็นที่เกี่ยวข้องและสร้างการมีส่วนเกี่ยวข้องกับพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์  เรไร ระบุว่า เป็นเรื่องของการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเกี่ยวข้องกับทุกคน เพราะฉะนั้น ภายใต้แผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำขึ้น ก็ได้ให้สิทธิการมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรม การขับเคลื่อนงานในพื้นที่ เพื่อให้มีขีดความสามารถในการปรับตัวของภาคประชาชน

เธอชี้ว่า ประกอบไปด้วย เรื่องของการจัดการน้ำ การท่องเที่ยว สาธารณสุข การจัดการทรัพยากร ความมั่นคงทางอาหาร และเรื่องการเกษตร ทุกภาคส่วน จำเป็นต้องมีแผนปฏิบัติการซึ่งในแผนปฏิบัติการนี้ให้ความสำคัญกับพี่น้องเครือข่ายภาคประชาชน ในการที่จะมีส่วนทั้งในเรื่องของการได้รับองค์ความรู้และได้รับการเสริมศักยภาพที่จะปรับตัวได้กับปัญหาด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้น 

“เครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ให้สามารถมีบทบาทในการมีส่วนร่วมในการทำงาน ในการดูแลทรัพยากร ดูแลฐานทรัพยากรในพื้นที่ของเขาให้อุดมสมบูรณ์ เพื่อที่จะให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีเพราะฉะนั้น กลุ่มพี่น้องเครือข่ายสิ่งแวดล้อมม้งที่ทำงานกับเรามาตลอด ปัจจุบันนี้ก็มี ๑๕ จังหวัดแล้ว ทุกปีเราจะมีการประชุมเครือข่ายสมัชชาม้ง โดยกรมก็เข้าไปสนับสนุนส่งเสริมให้มีการแลกเปลี่ยนบทบาท แลกเปลี่ยนความคิดเห็น แล้วก็วางแผนการทำงานร่วมกัน  อันนี้เป็นสิ่งที่กรมทำมาอย่างต่อเนื่อง และก็ตระหนักดีว่ากลุ่มพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์เหล่านี้เป็นผู้ที่อยู่กับทรัพยากร เป็นผู้ที่ดูแลทรัพยากร ไม่ว่าจะเป็นป่าต้นน้ำ หรือเรื่องของความหลากหลายทางชีวภาพต่าง ๆ เป็นสิ่งสำคัญนะคะ อันนี้กรมก็ยังยึดมั่นและยังทำงานอย่างต่อเนื่อง”

เกรียงไกร ชีช่วง ประธานสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย กล่าวว่า วันนี้เป็นการฉายภาพให้เห็นว่า ประเทศไทยไม่ได้เล็ก อีกทั้งยังอยู่ภายใต้สายตาองคาพยพของโลกเหมือนกัน ถ้าวันนี้ประเทศไทยไม่สนใจทั่วโลก จะส่งผลสะเทือนไม่ใช่แค่ประชาชน แต่รวมถึงธรรมชาติ และโลกทุกมิติด้วย  ทั้งนี้กล่าวว่า หลังมีกฎหมายมาแล้ว 1 ปี ตนมีความหวัง เพราะได้เห็นหัวใจของภาครัฐ เห็นหัวใจของฝ่ายการเมือง เห็นหัวใจของภาคี โดยเฉพาะภาคีสากลที่ร่วมมือกัน 

อย่างไรก็ดี เกรียงไกร เห็นว่า หลังจากนี้ต้องมีการพูดคุยกันให้มากขึ้น รวมทั้งการเปิดพื้นที่ให้กับ เด็ก เยาวชน รวมไปถึงผู้หญิงมาเยอะขึ้น ซึ่งคนกลุ่มนี้จะเป็นเสียงในอนาคต  

“ผมคิดว่าอันนี้ก็เป็นแนวทางหนึ่งที่น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นก่อนประสานความร่วมมือพี่น้องเครือข่ายอย่างต่อเนื่องจริง ๆแล้วก็ทุบกำแพงบางอย่าง ให้คนอื่น ๆ ที่น่าจะเป็นอนาคตนี้ได้เข้ามาให้มากที่สุด ผมคิดว่ามันก็คงจะเปลี่ยนได้ยังมีอีกหลายกำแพงที่ซ้อนกัน ก้อนเล็กก้อนใหญ่กันต่าง ๆ มันอาจจะยังหยุดไม่ได้ แต่เราต้องเข้าใจว่าปัญหาในกลไกสภาเป็นแบบนี้ ปัญหาหน่วยงานเป็นแบบนี้ ถึงจะตั้งใจยังไง แต่มันก็ยังมีความซับซ้อนอยู่ที่เราอาจจะหยุดไม่ได้ อาจจะยังต้องช่วยกันอยู่”

ขณะที่ Ms. Cynthia Veliko, Regional Representative of OHCHR กล่าวว่า สิ่งสำคัญคือการพูดถึงสิทธิของชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ยากลำบาก รวมถึงการคุ้มครองวิถีชีวิต โดยชนเผ่าพื้นเมืองควรมีสิทธิเลือกในการดูแลวิถีชีวิตของตนเอง และต้องได้รับการอนุญาตและยินยอมในเรื่องการพัฒนา

เธอกล่าวว่า การมีส่วนร่วมไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการเข้าร่วมประชุม แต่ต้องรวมถึงการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจด้วย โดยชนเผ่าพื้นเมืองต้องมีโอกาสได้พูดและมีส่วนร่วมในกระบวนการดังกล่าว เพราะสิทธินี้เป็นพื้นฐานของการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

รวมถึงการกล่าวถึงว่า การเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิต ขณะที่ทรัพยากรมีส่วนสำคัญต่อการดำรงชีวิต และชนเผ่าพื้นเมืองเองก็เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ แม้ว่าพวกเขาจะเป็นผู้ดูแลทรัพยากรทางทะเลหรือป่า

พร้อมกันนี้ ยังมีข้อควรระวังในการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก โดยเฉพาะการผลักดันให้เกิดพลังงานทางเลือก ซึ่งหลายพื้นที่เป็นพื้นที่ของกลุ่มชาติพันธุ์ ขณะที่การใช้กฎเพื่อคุ้มครองที่มากเกินไปอาจจำกัดการใช้พื้นที่และสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ได้ จึงต้องพูดถึงกฎหมายประเพณี ไม่ใช่เพียงกฎหมายพื้นเมืองเท่านั้น

ทั้งนี้แนวคิดของเธอ ยืนยันว่า ชนเผ่าพื้นเมืองไม่สามารถตัดขาดออกจากการจัดการทรัพยากรได้ พร้อมเสนอว่า การคุ้มครองชนเผ่าพื้นเมืองจำเป็นต้องทำให้รัฐและท้องถิ่นเข้าใจกลุ่มชาติพันธุ์มากขึ้น และถือเป็นนโยบายสำคัญที่กลไกทุกส่วนต้องยอมรับโดยต้องมองว่าพวกเขาเป็นประชาชนที่เท่าเทียม ไม่ใช่พลเมืองชั้นสอง

ชนเผ่าพื้นเมืองจากทั่วเอเชีย ร่วมถกความท้าทาย เนื่องในวันชนเผ่าพื้นเมืองโลก 

นอกจากจะครบรอบ 1 ปี การประกาศใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 ของประเทศไทยแล้ว ยังมีการเชิญตัวแทนชนเผ่าพื้นเมืองจากประเทศอินเดีย มาเลเซีย เนปาล และญี่ปุ่น มาร่วมงาน พร้อมทั้งหน่วยงานที่ขับเคลื่อนสิทธิของชนเผ่าพื้นเมืองในระดับสากล ทั้งมูลนิธิเพื่อการประสานความร่วมมือชนเผ่าพื้นเมืองเอเชีย (AIPP) และกลุ่มงานระหว่างประเทศเพื่อกิจการชนพื้นเมือง ( IWGIA ) ร่วมเปิดตัวหนังสือ “The Indigenous World 2026” 

คัทริน เวสเซินดอร์ฟ (Mrs. Kathrin Wessendorf) ผู้อำนวยการของกลุ่มงานระหว่างประเทศเพื่อกิจการชนพื้นเมือง กล่าวว่า หนังสือThe Indigenous World เป็นรายงานประจำปีระดับโลก ที่มีความสำคัญในการรวบรวมและบันทึกสถานการณ์สิทธิมนุษยชน และพัฒนาการต่างๆ ของชนพื้นเมือง ติดต่อกันมากว่า 40 ปีแล้ว 

สำหรับในเล่มล่าสุดนี้ มีการกล่าวถึงการที่ประเทศไทยผ่านพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 ซึ่งถือเป็นความก้าวหน้าและเป็นการที่กฎหมายไทยยอมรับตัวตนและการมีส่วนร่วมของกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง

ท่ามกลางช่วงเวลาที่ชนเผ่าพื้นเมืองจากทั่วโลก เผชิญกับความปลอดภัยจากการถูกคุกคาม และความมั่นคงทางที่ดิน รวมทั้งการละเมิดสิทธิจากกลุ่มทุนและรัฐบาล โดยไม่เคารพถึงสิทธิของชนเผ่าพื้นเมือง

“หนังสือเล่มนี้บันทึกเรื่องราวความท้าทายของชนเผ่าพื้นเมืองทั่วโลก รวมทั้งเรื่องราวความสำเร็จ ที่ประเทศไทยนำหลักการสากลเรื่องสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง มาปรับใช้อย่างเป็นรูปธรรม”

กิตติศักดิ์ รัตนกระจ่างศรี

ด้าน กิตติศักดิ์ รัตนกระจ่างศรี ผู้อาวุโสสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย และผู้มีส่วนร่วมเขียนรายงานในหนังสือ The Indigenous World 2026 กล่าวว่า ประเด็นเรื่องสิทธิชนเผ่าพื้นเมืองในไทย นอกเหนือจากการมีกฎหมายคุ้มครองแล้ว พบว่ากลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองยังคงต้องเผชิญกับปัญหาที่เกี่ยวข้องกับที่อยู่อาศัยในเขตป่า และการอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ทางที่ดินแบบชั่วคราวจากรัฐ รวมทั้งความเปราะบางที่ชุมชนพื้นเมืองต้องเผชิญจากการทำสัมปทานเหมืองแร่ และโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ของรัฐ 

“ปัญหาการละเมิดสิทธิเหล่านี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย แต่เป็นประเด็นร่วมที่เกิดขึ้นในต่างประเทศเช่นกัน”

จูเนีย อานิลิก

ซึ่งสอดคล้องกับ จูเนีย อานิลิก (Junia Anilik) ชนพื้นเมืองและนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิและชุมชนพื้นเมืองในรัฐซาบาห์ ประเทศมาเลเซีย ที่กล่าวว่า ปัญหาระหว่างชนพื้นเมืองกับรัฐบาลประเทศมาเลเซีย ส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นจากการมุมมองในการจัดการที่ดินและสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน 

จูเนียในฐานะคนที่เคยร่วมเขียนหนังสือ The Indigenous World ในปีที่ผ่านมาพบว่า สถานการณ์ปัญหาในมาเลเซียที่เกี่ยวข้องกับชนพื้นเมือง หลายสิบปีที่ผ่านมายังคงเป็นปัญหาเดิมๆ แม้จะมีการริเริ่มแก้ไขปัญหาจากหน่วยงานรัฐ แต่โครงการส่วนใหญ่มักไม่มีส่วนร่วมของชุมชนพื้นเมือง จึงทำให้ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง

แกม อังคัง ชิมราย

แกม อังคัง ชิมราย (Gam Angkang Shimray) ผู้นำชนเผ่าพื้นเมืองชาวนากา จากภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย กล่าวว่า ประเทศอินเดียยังคงปฏิเสธการมีตัวตนของชนพื้นเมืองในหลายกรณี  โดยเฉพาะในรัฐทางภาคอีสานอย่างรัฐนากาแลนด์ ยังคงมีการใช้กำลังทางทหารในการปกครองอย่างเข้มงวด 

สำหรับแกมเขามองว่า ชนเผ่าพื้นเมืองในภูมิภาคเอเชียส่วนใหญ่ ยังคงเผชิญกับปัญหาเรื่องสันติภาพและความมั่นคงในการดำรงอยู่ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วชนพื้นเมืองเหล่านี้ มักอยู่อาศัยในเขตชายแดน หรือในพื้นที่ที่มีทรัพยากรที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ จึงมักถูกจับตามองในฐานะภัยความมั่นคง และการถูกคุกคามในการบังคับย้ายถิ่นฐาน

“ความปลอดภัยที่แท้จริงสำหรับชนพื้นเมือง ไม่ใช่การที่ภายในชุมชนของพวกเรา มีเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบคอยถือปืนตรวจตราความปลอดภัย”

รินด้า ยามาชิโร่

สถานการณ์ในประเทศญี่ปุ่นเอง รินด้า ยามาชิโร่ (Rinda Yamashiro) นักเคลื่อนไหวชาวพื้นเมืองจากหมู่เกาะริวกิว จังหวัดโอกินาว่า ประเทศญี่ปุ่น ก็เผชิญความท้าทายไม่ต่างกัน เธอกล่าวว่า พื้นที่โอกินาว่าเป็นที่ตั้งฐานทัพใหญ่ของประเทศสหรัฐอเมริกา สิ่งนี้ทำให้เรื่องราวและสิทธิของชนพื้นเมืองในโอกินาว่า ถูกบดบังและไม่ได้รับความสำคัญจากรัฐบาล

รินด้าเน้นย้ำว่าเยาวชนและสตรียังคงเป็นกลุ่มเปราะบาง และเรื่องของการยอมรับตัวตนของชนเผ่าพื้นเมืองในภูมิภาคเอเชีย ยังจำเป็นต้องทำงานขับเคลื่อนให้พื้นที่เปิดกว้างมากกว่านี้ เพื่อที่พวกเขาจะสามารถแสดงอัตลักษณ์ของชนเผ่าตนเองได้อย่างเต็มที่

โดยภายในงานวันดังกล่าว ยังได้รับเกียรติจากสถานเอกอัครราชทูตเดนมาร์ก, ออสเตรเลีย, และนิวซีแลนด์ประจำประเทศไทยได้มาเข้าร่วมงาน โดย มาร์ติน ฮีเบล ฮาเวลิกเกอ (Martin Hybel Havelykke) รองหัวหน้าคณะผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตเดนมาร์ก กล่าวว่า  สิ่งสำคัญที่วันนี้ทั่วโลกให้การยอมรับคือองค์ความรู้ของชนเผ่าพื้นเมือง ที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ และการปกป้องการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ

แต่วันนี้ ชุมชนพื้นเมืองในหลายพื้นที่ทั่วโลก ยังต้องเผชิญกับการถูกกัดกันสิทธิทางที่ดิน และทิศทางการเปลี่ยนแปลงทางการเมือโลกที่ซับซ้อนมากขึ้น ดังนั้นมาร์ตินมองว่า จึงมีความจำเป็นต้องให้ชนเผ่าพื้นเมืองเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจทางนโยบาย และท้ายที่สุดเขามองว่า ประเทศไทยวันนี้กำลังเดินทางถูกทาง ที่ออกกฎหมายคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active