เครือข่ายเขียนอนาคตกัญชาไทย ชี้ ข้อกำหนด บทลงโทษบางมาตราไม่สมเหตุสมผล หวั่นผลักผู้ประกอบการออกนอกระบบ ยัน ยื่นหนังสือแจง รมว.สธ. ปัญหากัญชาไม่ได้เกิดจากตัวพืช แต่เกิดจากกฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง ย้ำ คัดค้านนำกัญชากลับเป็นยาเสพติด จี้แก้ไขกฎกระทรวง ระหว่างรอ พ.ร.บ.กัญชา
ในขณะที่กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.ควบคุมกัญชา โดยจะเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข วันที่ 24 ก.ค. นี้ เพื่อเสนอ ครม.ต่อไป โดยในวันนี้ (8 ก.ค. 69) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.กระทรวงมหาดไทย ระบุถึงกรณีการลักลอบขนกัญชาจากไทยออกนอกประเทศ ว่า ต้องดำเนินคดี เพราะเป็นสินค้าควบคุม ไม่สามารถนำเข้าหรือส่งออกได้อย่างเสรี กระทรวงสาธารณสุข ร่างและนำเสนอกฎหมายเพื่อควบคุมการใช้กัญชา ให้ใช้ในหมวดของสุขภาพทางการแพทย์ ไม่ใช่การใช้เพื่อสันทนาการ สูบ เสพ
สำหรับประเด็นนี้ ช่อขวัญ คิตตี้ ช่อผกา ประธานเครือข่ายเขียนอนาคตกัญชาไทย ได้เข้ายื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง “ปัญหาของพืชกัญชาเกิดจากกฎหมายที่ผูกขาดไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง” เพื่อเรียกร้องให้ทบทวนและแก้ไขกฎหมายและกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับกัญชา
รับฟังความคิดเห็นไม่สะท้อนเสียงประชาชน
ช่อขวัญ กล่าวว่า แม้กรมการแพทย์แผนไทยฯ จะระบุว่ามีการเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติกัญชาจากประชาชนจำนวนมาก โดยมีการอ้างตัวเลขผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นกว่า 1,600 คน และการรับฟังความคิดเห็นรวมมากกว่า 10,000 คน แต่ข้อเสนอของภาคประชาชนที่มีผู้ร่วมเสนอ “เป็นพัน ๆ คน เป็นหมื่น ๆ คน” กลับไม่ได้ถูกนำมาปรับปรุงในร่างกฎหมายฉบับใหม่ โดยเห็นว่าร่างดังกล่าวเป็นเพียงการเปลี่ยนชื่อจากร่างเดิมที่ไม่มีการแก้ไขสาระสำคัญ

ปัจจุบันร่างพระราชบัญญัติกัญชา มีอยู่ในระบบของรัฐสภาประมาณ 7-8 ร่าง ทั้งร่างของภาคประชาชน พรรคการเมือง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งหลังจากร่างของกรมการแพทย์แผนไทยฯ เข้าสู่การพิจารณาแล้ว ยังต้องผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในวาระที่ 1 การพิจารณาของคณะกรรมาธิการ วาระที่ 2 และวาระที่ 3 อีกหลายขั้นตอน โดยประเมินว่าแม้กระบวนการจะเดินหน้าอย่างราบรื่น ก็อาจต้องใช้เวลาอีกประมาณ 2-3 ปี จึงจะประกาศใช้เป็นกฎหมายได้
สำหรับข้อกังวลสำคัญของร่าง พ.ร.บ.กัญชาฉบับปัจจุบันนั้น ช่อขวัญ ชี้ว่า คือ การไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนปลูกกัญชาเพื่อใช้เอง แตกต่างจากร่างที่ภาคประชาชนเสนอ ซึ่งกำหนดให้สามารถปลูกเพื่อใช้ส่วนบุคคลได้ภายใต้ระบบการลงทะเบียน นอกจากนี้ ยังเห็นว่าบทลงโทษบางมาตราไม่มีความสมเหตุสมผล โดยเฉพาะกรณีกำหนดโทษปรับสูงสุด 60,000 บาท สำหรับการใช้กัญชาเพื่อสันทนาการ ทั้งที่ยังไม่มีนิยามหรือหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนว่าจะตีความคำว่า “ใช้เพื่อสันทนาการ” อย่างไร จนอาจทำให้เกิดปัญหาในการบังคับใช้กฎหมาย
ผู้ประกอบทำถูกต้อง เจอแบกต้นทุนสูงกว่าร้านฝ่าฝืนกฎหมาย
ส่วนกรณีที่มีข้อมูลว่าร้านกัญชาประมาณ 6,000 แห่งทยอยยุติการดำเนินกิจการ ช่อขวัญ บอกว่า ตัวเลขดังกล่าวอาจไม่สะท้อนสถานการณ์ที่แท้จริง เพราะยังมีร้านจำนวนมากเปิดดำเนินการอยู่และยังแสดงใบอนุญาตหน้าร้าน แต่ไม่ปรากฏอยู่ในฐานข้อมูลของภาครัฐ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าหน่วยงานรัฐใช้ตัวเลขชุดเดิมมาเป็นเวลานานโดยไม่มีการปรับปรุง ทั้งที่สภาพธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
โดยผู้ประกอบการที่พยายามปฏิบัติตามกฎหมายกลับต้องแบกรับต้นทุนและข้อจำกัดมากกว่าร้านที่ฝ่าฝืนกฎหมาย จนหลายรายต้องปิดกิจการ เพราะไม่สามารถแข่งขันกับผู้ที่จำหน่ายสินค้าผิดกฎหมายซึ่งเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคได้ พร้อมแสดงความกังวลว่า หากมีการเพิ่มบทลงโทษตามข้อเสนอในชั้นกรรมาธิการฯ ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจะเป็นผู้ประกอบการรายย่อยและร้านค้าชุมชน มากกว่าผู้กระทำผิดรายใหญ่
ร่าง พ.ร.บ.กัญชา ยังไม่ตอบโจทย์ประชาชน
สำหรับกรณีที่กรมการแพทย์แผนไทยฯ เตรียมเสนอร่าง พ.ร.บ.กัญชา ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในวันที่ 24 ก.ค.นั้น ช่อขวัญ ย้ำว่า ร่างดังกล่าวเป็นร่างเดิมที่เพียงเปลี่ยนชื่อ แต่ไม่ได้ปรับปรุงเนื้อหาตามข้อเสนอที่ภาคประชาชนเคยเสนอไว้ แม้จะมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนแล้วก็ตาม

โดยร่างกฎหมายยังมีข้อกังวลหลายประเด็น โดยเฉพาะการไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนปลูกกัญชาเพื่อใช้เอง รวมถึงบทลงโทษที่เห็นว่าไม่สมเหตุสมผล เช่น การกำหนดโทษสำหรับการใช้กัญชาเพื่อสันทนาการ แต่ไม่ได้กำหนดนิยามหรือเกณฑ์ที่ชัดเจนว่า การกระทำลักษณะใดเข้าข่ายความผิด
นอกจากนี้ ยังเห็นว่า พ.ร.บ.กัญชา ควรเป็นกฎหมายกลางที่กำหนดเรื่องการอนุญาตสำหรับผู้ปลูก ผู้ผลิต ผู้จำหน่าย ผู้ส่งออก และผู้วิจัย ขณะที่การกำกับดูแลด้านการแพทย์ควรอยู่ภายใต้กฎหมายเฉพาะ ไม่ใช่ใช้กฎกระทรวงที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ง่าย
ทั้งยังตั้งข้อสังเกตว่า หลายครั้งเมื่อเกิดกระแสข่าวเกี่ยวกับกัญชา มักมีการนำเสนอเฉพาะเหตุรุนแรง เช่น ทำร้ายร่างกายหรือพฤติกรรมผิดปกติ ทั้งที่ในหลายกรณีอาจมีสารเสพติดชนิดอื่นเกี่ยวข้อง และยังไม่มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างครบถ้วน
สำหรับกรณีการลักลอบส่งกัญชาออกนอกประเทศ ช่อขวัญ ระบุว่า เป็นผลจากการที่กฎหมายผลักผู้ประกอบการออกนอกระบบ จนเกิดการซื้อขายนอกกลไกของรัฐ พร้อมย้ำว่า หากยังไม่ปรับแก้กฎหมายให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริง และสามารถปฏิบัติได้จริง ปัญหาจะยิ่งขยายตัวมากขึ้น พร้อมคัดค้านแนวคิดการนำกัญชากลับไปเป็นยาเสพติด โดยเห็นว่าจะยิ่งสร้างปัญหามากกว่าเดิม
“นักการเมืองทุกฝ่ายต่างปรับจุดยืนตามสถานการณ์ทางการเมือง ขณะที่ปัญหาที่แท้จริงควรได้รับการแก้ไขบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง มากกว่าการตอบสนองต่อกระแสสังคมหรือผลประโยชน์ทางการเมือง”
ช่อขวัญ คิตตี้ ช่อผกา
