ประมงพื้นบ้าน บุก อว. จี้ รองนายกฯ “ ยศชนัน ” หยุดลักไก่ ม. 69 

หวั่น บังคับใช้กฎหมายประมงฯ ถูกกำหนดโดยแรงกดดันกลุ่มผลประโยชน์ มากกว่าหลักวิชาการ หลักนิติธรรม และประโยชน์ของประชาชน สวนทางหลักการสำคัญสร้างสมดุลการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรกับการอนุรักษ์ทะเลไทย ล่าสุด “ยศชนัน” สั่งเบรก ร่างวิจัย ม.69 แล้ว 

วันนี้ (27 ก.ค.69) สมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย พร้อมชาวประมงพื้นบ้านกว่า 80 คนรวมตัว เข้าพบ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายการประมงแห่งชาติ เพื่อยื่นหนังสือท้วงติง และเรียกร้องให้รัฐบาล ชี้แจงการดำเนินงานตาม มาตรา 57 การจับสัตว์น้ำวัยอ่อน และมาตรา 69 การล้อมจับปลากะตักโดยใช้แสงไฟล่อในเวลากลางคืน แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2568 ซึ่งเครือข่ายชาวประมงพื้นบ้านเห็นว่ากำลังถูกผลักดันในทิศทางที่ ขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายและผลประโยชน์สาธารณะ

เครือข่ายชาวประมงพื้นบ้าน ระบุว่า การดำเนินการของหน่วยงานรัฐในขณะนี้  กำลังส่งสัญญาณที่น่ากังวลว่า รัฐบาลกำลังปล่อยให้การตีความและการบังคับใช้กฎหมายถูกกำหนดโดยแรงกดดันจากกลุ่มผลประโยชน์ มากกว่าหลักวิชาการ หลักนิติธรรม และประโยชน์ของประชาชน ทั้งที่กฎหมายฉบับนี้ผ่านกระบวนการพิจารณาของรัฐสภาเพื่อสร้างสมดุลระหว่างการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรกับการอนุรักษ์ทะเลไทย

ปิยะ เทศแย้ม นายกสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ทะเลไทยไม่ใช่สมบัติของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง และกฎหมายประมงไม่ควรถูกบิดเบือนผ่านการตีความหรือการปฏิบัติที่สวนทางกับเจตนารมณ์ของรัฐสภา  ชาวประมงพื้นบ้านยืนยันว่า หากรัฐบาลเพิกเฉยต่อข้อท้วงติงในครั้งนี้ ย่อมสะท้อนถึงความล้มเหลวในการทำหน้าที่คุ้มครองทรัพยากรของชาติ และตั้งคำถามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า รัฐบาลกำลังยืนอยู่ข้างประชาชน หรือยอมจำนนต่ออำนาจต่อรองของกลุ่มผลประโยชน์ที่ต้องการลดทอนมาตรการคุ้มครองทรัพยากรทางทะเล

ฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า   กรมประมงเปิดกว้างรับฟังผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมาโดยตลอด โดยกรมประมงได้ทำงานเชิงวิชาการและสื่อสารกับชาวประมงมาตลอด แต่ประเด็นดังกล่าวเป็นที่ถกเถียงสาธารณะมาด้วยตลอด จึงเห็นสมควรที่จะนำเสนอให้คณะกรรมการประมงแห่งชาติพิจารณา

ด้านตัวแทนเครือข่ายชาวประมงพื้นบ้าน ตั้งคำถามต่อการทำงานของคณะกรรมการนโยบายการประมงแห่งชาติ หลังมีการนัดประชุมล่วงหน้าเพียงไม่กี่วัน ทั้งที่ระเบียบวาระการประชุมอัดแน่นไปด้วยประเด็นสำคัญ ซึ่งล้วนมีผลกระทบโดยตรงต่อการบริหารจัดการประมง ทรัพยากรทางทะเล และวิถีชีวิตของชาวประมงทั่วประเทศ

“คำถามสำคัญคือ เหตุใดรัฐบาลจึงเร่งรัดการพิจารณาประเด็นที่มีความสำคัญระดับชาติ อย่างหลักการวิจัย ม.69 ที่เราเคยทักท้วงเรื่องการขาดความชอบธรรม และการมีส่วนร่วม  โดยให้คณะกรรมการมีเวลาศึกษาเอกสารประกอบเพียงประมาณ 1 สัปดาห์ ระยะเวลาดังกล่าวเพียงพอจริงหรือสำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลทางวิชาการ ผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ตลอดจนรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน ก่อนตัดสินใจในเรื่องที่อาจส่งผลต่ออนาคตของการประมงไทย” ตัวแทนเครือข่ายชาวประมงพื้นบ้าน  กล่าว 

ปิยะ เปรียบเทียบว่าประเทศไทยมีเรือประมงพาณิชย์ที่ใช้เครื่องมือล้อมปลากะตักเพื่อ 175 ลำ ดังนั้นการออกกฎหมายลำดับรองที่เร่งรัด จึงไม่ได้สัดส่วนกับผลประโยชน์ของเรือเพียง 175 ลำ  โดยเอาทรัพยากรของคนทั้งประเทศเป็นเดิมพัน อาจกำหนดอนาคตของชาวประมงและทรัพยากรทางทะเลของประเทศ รัฐบาลจึงมีหน้าที่ต้องตอบคำถามต่อสาธารณะว่า เหตุใดจึงเลือกใช้กระบวนการที่เร่งรัดเช่นนี้ และจะสร้างความเชื่อมั่นได้อย่างไรว่าการตัดสินใจครั้งสำคัญไม่ได้เกิดขึ้นภายใต้ข้อจำกัดด้านเวลา แต่ตั้งอยู่บนข้อมูล หลักวิชาการ และประโยชน์สาธารณะอย่างแท้จริง

“การกำหนดกระบวนการเช่นนี้ ยิ่งสร้างความกังวลว่า การประชุมคณะกรรมนโยบายประเทศแห่งชาติอาจกลายเป็นเพียงเวทีรับรองมติที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า มากกว่าจะเป็นพื้นที่สำหรับการพิจารณาอย่างรอบด้าน โปร่งใส และเป็นอิสระ หากเป็นเช่นนั้น ย่อมขัดต่อหลักธรรมาภิบาลและเจตนารมณ์ของการมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายสาธารณะ” ปิยะ กล่าว 

ยศชนัน สั่งเบรก ร่างวิจัย ม.69

ด้านรองนายกฯ ยศชนัน ระบุว่า ความเร่งรัดของฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการฯ อาจจะนำไปสู่ข้อครหา จึงขอให้ฝ่ายเลขาทบทวนวาระดังกล่าว โดยให้ยึดหลักสุจริตเป็นสำคัญ และจำเป็นต้องทำให้เกิดความเป็นธรรมทั้งในเชิงวิธีการและในเชิงเนื้อหาของการวิจัย ม.69  โดยไม่ปิดกั้นการพิจารณาหากกรมประมงเห็นสมควร  แต่ถ้าข้อมูลไม่เป็นยอมรับร่วมกันอาจใช้อำนาจประธานตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาโดยเฉพาะ ทั้งนี้ ยังเน้นย้ำถึงการมีส่าวนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างรอบด้าน 

เครือข่ายประมงพื้นบ้าน ยืนยัน การเข้าพบครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการยื่นหนังสือ แต่เป็นการประกาศจุดยืน ว่าชาวประมงพื้นบ้าน จะไม่ยอมให้กลุ่มผลประโยชน์แทรกแซงการศึกษาวิจัยเพื่อกำหนดทิศทางนโยบายประมงไทย เครือข่ายชาวประมงพื้นบ้านเรียกร้องให้คณะกรรมการนโยบายการประมงแห่งชาติเปิดเผยกระบวนการตัดสินใจอย่างโปร่งใส รับฟังเสียงของผู้ได้รับผลกระทบ และยุติการดำเนินการใด ๆ ที่อาจนำไปสู่การถอยหลังของการปฏิรูปการประมงไทย ซึ่งประชาชนและสังคมไทยได้ร่วมกันผลักดันมาอย่างยาวนาน

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active