TEP ร่วมภาคีการศึกษา 1,500 คน สร้างความหวัง” ปฏิรูปการศึกษา” กระจายอำนาจท้องถิ่น ออกแบบนวัตกรรมการศึกษาของตัวเอง ขณะที่ ชัชชาติ” โชว์ กทม. ต้นแบบ ลดเหลื่อมล้ำ–ใช้ AI พลิกห้องเรียน ส่วน “ยศชนัน” เสนอ 5 Hope สร้างระบบพัฒนาคนทุกช่วงวัย
ภาคีเพื่อการศึกษาไทย (TEP) จัดงาน NATIONAL EDUCATION FORUM 2026 รวมครู โรงเรียน และภาคีเครือข่ายกว่า 1,500 คนเข้าร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ภายใต้แนวคิด “The Future We Shape Together” เปิดตัว Thailand Education Partnership Landscape รวบรวมโซลูชันด้านการศึกษาที่ผ่านการพิสูจน์ผลลัพธ์แล้ว หวังเชื่อมโยงและขยายผลไปสู่ทุกพื้นที่
โดยแนวคิดสำคัญของเวทีคือ การพัฒนาการศึกษาไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากศูนย์ แต่สามารถเรียนรู้จากสิ่งที่มีผู้ทดลองและพิสูจน์ผลลัพธ์แล้ว เพื่อนำมาต่อยอดให้เหมาะกับบริบทของแต่ละพื้นที่
วรากรณ์ สามโกเศศ ประธานกรรมการภาคีเพื่อการศึกษาไทย (TEP) กล่าวว่า สิ่งสำคัญคือการสร้างความหวังให้กับคนทำงานด้านการศึกษา เพราะจากสิ่งที่เห็นที่ผ่านมา การศึกษายังไม่ได้ดีขึ้นมากนัก จนทำให้คนจำนวนหนึ่งหมดความหวังและหมดแรง
“อยากให้มีความหวังว่า เราเริ่มได้ อยากให้จุดไฟไปเรื่อย ๆ อย่าท้อกับมัน แล้วส่งต่อพลังนี้ไปให้เพื่อน ๆ ครูที่อยู่ในโรงเรียนหรือที่อื่นด้วย”
วรากรณ์ กล่าวว่า การปฏิรูปการศึกษาและการผลักดัน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ยังมีความยาก เพราะการเมืองเข้าไปอยู่ในการศึกษา เช่นเดียวกับ ร่าง พ.ร.บ.ที่ผ่านมา ซึ่งไม่เรียบร้อยส่วนหนึ่งเพราะมีการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้อง
“การศึกษาเป็นเรื่องเทคนิค เป็นเรื่องที่ต้องหลอมมาจากความต้องการของประชาชน พอมีการเมืองที่มีหลายฝ่ายเข้ามา และมีตัวละครหลากหลายเข้ามา ก็ทำให้กลายเป็นประเด็นทางการเมือง เพราะฉะนั้น ประเด็นทางการเมืองจึงตกลงกันยาก”
การศึกษาไทยยังรวมศูนย์
นอกจากปัจจัยทางการเมือง วรากรณ์มองว่า การศึกษาไทยยังเผชิญปัญหาจากความเป็นราชการที่สูง ระบบที่รวมศูนย์ทำให้ทุกอย่างต้องเหมือนกัน และลดความเป็นอิสระและความคิดริเริ่มของโรงเรียนและท้องถิ่น
ทางออกคือการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมีโอกาสสร้างหลักสูตรของตัวเอง และให้โรงเรียนมีอิสระในการกำหนดหลักสูตรมากขึ้น เพราะแต่ละพื้นที่มีบริบทแตกต่างกัน ขณะที่การกำหนดตัวชี้วัดจากส่วนกลางจำนวนมากทำให้โรงเรียนต้องทำตามคำสั่งและนโยบายจากส่วนกลางมากกว่าการออกแบบการศึกษาให้เหมาะกับพื้นที่
วรากรณ์ ยังระบุถึงปัญหาการศึกษาทั้งในเรื่อง อุดมการณ์ของคนที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาที่ลดลง และการปฏิรูปการศึกษาที่ขาดความต่อเนื่อง เพราะการศึกษาต้องใช้เวลาในการเห็นผล แต่การบริหารจัดการจากส่วนกลางมีระยะเวลาสั้นและมีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารและนโยบายอยู่บ่อยครั้ง
“ยังไม่ทันออกดอก ก็เปลี่ยนต้นไม้อีกแล้ว ใช้ปุ๋ยใหม่อีกแล้ว มันก็เดินหน้าไป ถอยหลังไป ไม่มีเวลาที่มันจะออกดอกได้ เพราะการศึกษาต้องใช้เวลา แต่กระทรวงศึกษาธิการเปลี่ยนรัฐมนตรีบ่อยมากอาจจะเกือบทุกปี”
เขาย้ำว่า การปฏิรูปการศึกษาไม่สามารถทำได้ด้วยการแก้กฎหมายหรือกฎเกณฑ์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องเปลี่ยนที่ตัวคน วิธีคิด และโครงสร้างบางส่วน หากไม่เปลี่ยนวิธีมองปัญหา ต่อให้เปลี่ยนกฎหมายอย่างไรก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
“ชัชชาติ” ชู การศึกษาช่วยลดเหลื่อมล้ำ
ด้าน ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า การศึกษามีความสำคัญต่อการลดความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครซึ่งมีโรงเรียนที่ต้องดูแล 437 แห่ง และมีนักเรียนประมาณ 250,000 คน
“การศึกษาคือหัวใจในการลดความเหลื่อมล้ำที่เราพูดกันมานาน แต่ยังทำไม่ประสบควาสำเร็จ เพราะเรามีวิสัยทัศน์ แต่ไม่มีแผนปฏิบัติที่ชัดเจน”
ชัชชาติกล่าวว่า กทม.ใช้หลักการวิเคราะห์ข้อมูล แนวนโยบาย และแผนการนำไปปฏิบัติ โดยหัวใจของการปฏิรูปคือ Action Plan ที่ต้องมีหลายระดับและเชื่อมโยงกัน เพราะการเปลี่ยนการศึกษาไม่สามารถใช้แผนเดียวได้
แนวนโยบายหลักของ กทม.ครอบคลุม 3 ส่วน ได้แก่ โรงเรียนปลอดภัย คุณภาพการสอนและหลักสูตร และการค้นหาจุดแข็งของโรงเรียนให้สอดคล้องกับเด็กแต่ละคน จากนั้นจึงพัฒนาเป็นแผนปฏิบัติการในหลายด้าน
กทม.ดำเนินการทั้งห้องเรียนปลอดฝุ่นในโรงเรียน 437 แห่ง การปรับปรุงอาหารและสุขภาวะ การพัฒนา Digital Classroom พื้นที่นวัตกรรม การปรับหลักสูตร EP การเพิ่มค่าอาหารกลางวัน ตลอดจนการพัฒนาครู ยกเลิกเวรกลางคืน และลดภาระงานเอกสาร
ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา กทม.เพิ่มงบประมาณสำหรับการปรับปรุงโรงเรียนจากประมาณ 100 ล้านบาทก่อนปี 2565 เป็น 1,600 ล้านบาทในปี 2569 หรือเพิ่มขึ้น 16 เท่า เพื่อปรับปรุงอาคาร ห้องเรียน เครื่องมือการเรียนรู้ สระว่ายน้ำ ห้องน้ำ และสภาพแวดล้อม รวมถึงการพัฒนาบ้านพักครูและความร่วมมือกับภาคเอกชนในการจัดหาที่พักราคาถูกให้ครู
ด้านการศึกษาปฐมวัย กทม.ขยายการดูแลเด็กตั้งแต่อายุ 3 ขวบ โดยปี 2567 มีเด็กเข้าสู่ระบบประมาณ 9,400 คนต่อปี และตั้งเป้าเพิ่มเป็น 20,000 คนในปี 2569 ขณะที่การแก้ปัญหาครูขาดแคลนมีการใช้ทุนเอราวัณและค้นหาครูที่มีทะเบียนบ้านหรือที่พักอยู่ใน กทม. เพื่อบรรจุเข้าทำงาน โดยบรรจุแล้วมากกว่า 1,000 คน
เปลี่ยนห้องเรียนจากครูเป็นศูนย์กลาง สู่เด็กเป็นศูนย์กลาง
ด้านคุณภาพการสอน กทม.ปรับไปสู่การเรียนรู้ฐานสมรรถนะ โดยเปลี่ยนจากครูเป็นศูนย์กลางมาเป็นนักเรียนเป็นศูนย์กลาง และวัดสมรรถนะ 7 ด้าน เพื่อให้เด็กสามารถคิดเป็น
“ต้องรู้เป้าหมายเพื่อปรับกระบวนการสอน เราใช้ฐานสมรรถนะเพื่อวัดผลเด็กตามที่ต้องการ และเปลี่ยนห้องเรียนให้เป็น Maker Space คือให้เด็กเสนอโครงการ วางแผน และลงมือทำด้วยตัวเอง”
แนวทางดังกล่าวครอบคลุมโรงเรียนทั้ง 437 แห่ง ขณะที่หลักสูตรปฐมวัยสำหรับเด็กอายุ 3–8 ปี ปรับจากการเน้นวิชาการไปสู่การพัฒนาทักษะสมอง หรือ EF โดยผลประเมินทักษะเพิ่มขึ้น 23% เริ่มจาก 2 โรงเรียน และกำลังขยายไปอีก 7 โรงเรียน และศูนย์เด็กเล็ก 271 แห่ง
กทม.ยังนำเทคโนโลยีเข้ามาปรับรูปแบบการเรียนรู้ โดยมีห้องเรียนสำหรับนักเรียนชั้น ป.4 และ ม.1 เพื่อให้เด็กสามารถเรียนตามความต้องการของตัวเอง ผลการเรียนดีขึ้น 28% จากโครงการที่เริ่มต้นในโรงเรียนเดียว ก่อนขยายไปครบทั้ง 437 โรงเรียน โดยให้นักเรียนใช้แท็บเล็ตในการเรียน และครูสามารถสอนผ่านแท็บเล็ต
นอกจากนี้ กทม.ยังลดภาระครูด้วยการยกเลิกเวรกลางคืน เพิ่ม รปภ. ลดภาระเอกสารธุรการ และปรับการประเมินวิทยฐานะให้เน้นผลงาน โดยสามารถใช้วิดีโอการสอน แผนการเรียนรู้ และผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นส่วนหนึ่งในการประเมิน
“ยศชนัน” เสนอ 5 Hope สร้างระบบพัฒนาคนทุกช่วงวัย
ด้าน ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า การพลิกโฉมการศึกษาไทยต้องสร้างความหวังผ่านพื้นที่นวัตกรรม ปรับหลักสูตรให้ยืดหยุ่น เหมาะกับผู้เรียนและพื้นที่ที่หลากหลาย โดยใช้พื้นที่และเด็กเป็นจุดตั้งต้นในการออกแบบหลักสูตร
“ไม่ว่าเกิดที่ไหนต้องมีอนาคตที่ดีได้ เข้าถึงการศึกษาที่ดีได้ เพราะการเรียนรู้เชื่อมโยงกับการมีชีวิตที่ดี”
ยศชนันมองว่า การปฏิรูปการศึกษาไม่ควรจำกัดอยู่ที่การปรับหลักสูตรหรือคะแนนสอบ แต่ต้องมองการศึกษาเป็น Human Development System หรือระบบพัฒนาคนทุกช่วงวัย ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักของชีวิต เช่นเดียวกับระบบน้ำประปาและไฟฟ้า เพื่อสร้างหลักประกันความมั่นคงและความหวังให้คนไทย
แนวคิดดังกล่าวประกอบด้วย 5 มิติ ได้แก่ Hope to Discover การค้นพบศักยภาพตนเอง ผ่าน Personalized Education ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนค้นพบความถนัดทั้งด้านวิชาการ วิชาชีพ กีฬา และศิลปะ
Hope to Learn การเรียนรู้ตลอดชีวิตและการลงมือปฏิบัติจริง ผ่านพื้นที่ทดลองหรือ Sandbox เพื่อให้ผู้เรียนนำความรู้ไปต่อยอด แก้ปัญหา และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ พร้อมพัฒนาทักษะในการ Relearn และปรับตัวต่อเทคโนโลยี
Hope to Work การเชื่อมโยงทักษะกับตลาดแรงงาน โดยปรับหลักสูตรให้ตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรมทั้งในประเทศและระดับโลก รวมถึงพัฒนาทักษะผู้ประกอบการ
Hope to Rise การสร้างความเท่าเทียมและศักดิ์ศรีของทุกสายวิชาชีพ โดยเฉพาะสายอาชีวะและสายช่างเทคนิค พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เรียนข้ามสายและสะสมทักษะตามเป้าหมายชีวิต
และ Hope to Lead การพัฒนาผู้นำเพื่อการเปลี่ยนแปลง ให้ผู้เรียนสามารถแก้ปัญหาในชุมชนและสังคม สร้างนวัตกรรม และต่อยอดไปสู่การยกระดับเศรษฐกิจ มากกว่าการเรียนจบเพียงเพื่อเป็นผู้หางาน
ยศชนันย้ำว่า การขับเคลื่อนการศึกษาไม่ควรถูกจำกัดเป็นเพียงภารกิจของกระทรวงศึกษาธิการ หรือถูกมองเป็นเพียงงานด้านสังคม แต่ต้องยกระดับเป็น นโยบายเศรษฐกิจและนวัตกรรมระดับชาติ (National Prosperity Policy) เชื่อมโยงตั้งแต่การพัฒนาสมองตั้งแต่ช่วงตั้งครรภ์ การส่งเสริมสุขภาวะทางสมอง การดูแลกลุ่มเปราะบาง ไปจนถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และฮาร์ดแวร์ของประเทศ เพื่อปลดล็อกศักยภาพของคนไทยและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก
