มองข้อท้าทายกระบวนการฟื้นฟู ‘ผู้ต้องขัง’ ลดเสี่ยงอันตราย-ความปลอดภัยต่อสังคม ป้องกันก่อเหตุซ้ำ

ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายอาญา และกระบวนการยุติธรรม ชี้ กลไกประเมินความเสี่ยงก่อนพ้นโทษ คือ ความท้าทายในหลายประเทศ ต้องเร่งทบทวน พัฒนากระบวนการประเมิน ติดตามให้รัดกุม ระบุ ศาลมีอำนาจกำหนดระยะเวลาจำคุกขั้นต่ำ ไม่สามารถลดโทษ พักโทษ ปล่อยตัวก่อนกำหนดได้ไม่ว่ากรณีใด ย้ำ ช่วยให้ ราชทัณฑ์ทำงานต่อได้ สังคมเกิดความปลอดภัยขึ้น

รศ.ปกป้อง ศรีสนิท อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายอาญา และกระบวนการยุติธรรม เปิดเผยกับ The Active โดยอธิบายว่า การลงโทษผู้กระทำความผิดในเรือนจำ เป็นแนวปฏิบัติที่มีอยู่ในทุกประเทศ รวมถึงประเทศไทย โดยยึดหลักการลงโทษ 2 แนวทางควบคู่กัน คือ

  • ลงโทษเพื่อคืนความยุติธรรมให้สังคม ผ่านการจำคุก หรือ บทลงโทษทางอาญาอื่น เพื่อสร้างความรู้สึกเป็นธรรมแก่สังคม

  • การลงโทษเพื่อฟื้นฟูแก้ไขผู้กระทำผิดคืนสู่สังคม
รศ.ปกป้อง ศรีสนิท อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

แม้ระบบราชทัณฑ์ไทยยึดหลักการที่สอดคล้องกับ มาตรฐานสากล แต่ยังมีข้อท้าทาย ในบางกรณีที่ กระบวนการฟื้นฟูยังไม่ประสบผลสำเร็จ ผู้ต้องขังยังคงมีความเสี่ยงเป็นอันตรายต่อสังคม แต่ถูกปล่อยตัวออกมาก่อนซึ่งอาจนำมาซึ่งความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของสาธารณะ

กฎหมาย JSOC: มาตรการเฝ้าระวัง หลังพ้นโทษ

ผู้กระทำผิดอุกฉกรรจ์ เช่น คดีฆ่า คดีข่มขืน เหล่านี้ ปัจจุบันเรามีกฎหมายอยู่ฉบับหนึ่ง เรียกว่า พระราชบัญญัติมาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ. 2565 หรือ JSOC กฎหมายฉบับนี้ใช้บังคับมาแล้วตั้งแต่ปี 2566 ภายใต้กฎหมายฉบับนี้ ก่อนที่ผู้ต้องขังในคดีดังกล่าวจะพ้นโทษ จะต้องผ่านกระบวนการประเมินความเสี่ยงจากศาลอีกครั้งว่าจำเป็นต้องมีมาตรการเฝ้าระวังเพิ่มเติมหรือไม่ เพื่อป้องกันการกระทำผิดซ้ำ

โดยกระบวนการพิจารณาแบ่งเป็น ฝ่ายบริหาร ประกอบด้วย คณะกรรมการจากกรมราชทัณฑ์ กรมคุมประพฤติ และนักจิตวิทยา ทำหน้าที่ประเมินความเสี่ยงเบื้องต้น จากนั้นอัยการจะพิจารณาว่า จะยื่นคำร้องต่อศาลหรือไม่ และศาลจะเป็นผู้มีคำสั่งขั้นสุดท้ายว่า จะกำหนดมาตรการใด มาตรการที่ศาลสามารถกำหนดมีตั้งแต่ระดับเบาไปจนถึงหนัก ได้แก่ การให้มารายงานตัวและห้ามยุ่งเกี่ยวกับผู้เสียหาย การให้สวมอุปกรณ์ติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ (EM) ไปจนถึงการคุมขังต่อเนื่องได้อีกไม่เกิน 3 ปี หลังพ้นโทษ

มาตรการนี้ใช้เฉพาะความผิดฐานเพศและความรุนแรงร้ายแรงเท่านั้น เนื่องจากต้องใช้ทรัพยากรและกลไกทางกฎหมายจำนวนมาก ส่วนคดีอื่น เช่น คดียาเสพติด ยังคงใช้มาตรการทั่วไปตามระบบราชทัณฑ์ปกติ

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความท้าทายในทางปฏิบัติ เนื่องจาก กระบวนการนี้ เป็นการประเมินความเสี่ยงในอนาคต ซึ่งไม่มีความแน่นอน หลายกรณีที่ผ่านการประเมิน และ มีมาตรการรองรับแล้ว ยังคงเกิดการกระทำผิดซ้ำได้ ซึ่งไม่ใช่ปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย แต่เป็นความท้าทายร่วมของหลายประเทศ สะท้อนถึง ความจำเป็นที่ต้องทบทวน และพัฒนากระบวนการประเมินและติดตามให้มีความรัดกุมยิ่งขึ้น

“ระยะเวลาเพื่อความปลอดภัยของสังคม” หรือ “จำคุกขั้นต่ำ” ทางเลือกแทนโทษประหารชีวิต

 “เกิดความผิดรุนแรง ฆาตกรรม ข่มขืน ขึ้นมา กระแสสังคมส่วนหนึ่งเขาก็จะบอกว่าให้ไปประหาร ให้ตายตกตามกัน จะเก็บไว้ทำไม จะติดคุกไว้ทำไม แต่มาตรการที่กำลังจะพูดถึง มันอาจจะเอามาใช้ในเรื่องของการแทนประหารชีวิตในบางกรณีได้ เรียกว่า
ระยะเวลาเพื่อความปลอดภัยของสังคม หรือ การจำคุกขั้นต่ำ ซึ่งเป็นแนวทางที่ใช้อยู่แล้ว ในหลายประเทศ เช่น ฝรั่งเศส และอังกฤษ ผมเชื่อว่าเรื่องนี้อาจจะนำมาทดแทนเรื่องการประหารชีวิตได้”

รศ.ปกป้อง ศรีสนิท

ในปัจจุบัน หลังจากศาลพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต จบลงด้วย ราชทัณฑ์ก็รับตัวไปดูแล และใช้วิธีการตามกฎหมายราชทัณฑ์ ซึ่งก็เป็นที่ทราบกันทั่วไปว่า สุดท้าย 10 ปี 11 ปี ปล่อยแล้ว 12-13 ปี พักโทษออกมา ที่เขาบอกว่า “จำคุกตลอดชีวิตตามคำพิพากษาศาลไม่มีอยู่จริง” เพราะ ไม่นานก็ปล่อยออกมาด้วยกลไกในกฎหมายที่มันยังไม่ครบถ้วนในปัจจุบัน รศ.ปกป้อง จึงเสนอว่า อาจต้องพิจารณาอย่างรอบคอบทั้งในส่วนของ กฎหมาย JSOC อยู่แล้ว รวมถึง กฎหมายอีกส่วนหนึ่งที่ยังขาดอยู่ คือ การกำหนดให้ศาลมีอำนาจในการกำหนดระยะเวลาจำคุกขั้นต่ำ หรือที่เรียกว่าให้ศาลกำหนดระยะเวลาเพื่อความปลอดภัยของสังคมในคำพิพากษา เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้ผู้เสียหาย สังคม และสร้างความปลอดภัยให้สังคมได้

รศ.ปกป้อง อธิบายอีกว่า มาตรการที่เสนอนี้ จะให้ศาลมีอำนาจกำหนดโทษเพิ่มเติมอีกหนึ่งขั้นตอน นอกเหนือจากการพิพากษาโทษหลัก (เช่น จำคุกตลอดชีวิต) คือ การกำหนด “ระยะเวลาจำคุกขั้นต่ำ” ที่ไม่สามารถลดโทษ พักโทษ หรือปล่อยตัวก่อนกำหนดได้ไม่ว่ากรณีใด ซึ่งกรณีนี้ จะช่วยทำให้ กรมราชทัณฑ์ทำงานต่อได้ โดยไม่สามารถปล่อยตัวได้หากยังไม่ถึงกำหนดระยะเวลาที่ปลอดภัย ของสังคม

เช่น กำหนดจำคุกขั้นต่ำ 30 ปี สำหรับโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือ จำคุกขั้นต่ำ 25 ปีสำหรับโทษจำคุก 50 ปี เพื่อสร้างความมั่นใจให้สังคมว่า ผู้กระทำผิดร้ายแรง จะไม่ได้รับการปล่อยตัวก่อนระยะเวลาที่กำหนดอย่างแน่นอน

“ปัจจุบัน กฎหมายไทยยังไม่มีมาตรการนี้ เนื่องจากศาลไม่มีอำนาจตามกฎหมายในการกำหนดระยะเวลาจำคุกขั้นต่ำ การบังคับโทษหลังคำพิพากษาจึงเป็นอำนาจของกรมราชทัณฑ์ทั้งหมดตามระบบที่ใช้มาอย่างยาวนาน ซึ่งแตกต่างจากแนวทางในหลายประเทศที่ปรับให้ศาลมีบทบาทกำหนดระยะเวลาขั้นต่ำนี้โดยตรง และบางประเทศสามารถยกเลิกโทษประหารชีวิตได้ เนื่องจากมีมาตรการนี้เข้ามาสร้างความเชื่อมั่นแก่สังคมแทน

รศ.ปกป้อง ศรีสนิท

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active