‘เจ้าฟ้านักกฎหมาย’ มรดกทางความคิด สู่ ความยุติธรรมทางอาญา ที่มองเห็นมนุษย์ทุกคน

เจ้าฟ้านักกฎหมาย เป็นพระนาม และฉายาที่นักกฎหมาย สื่อมวลชนทั้งไทย และต่างประเทศขนานนามถวายแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยพระปรีชาสามารถ และการทรงงานอย่างอุทิศพระองค์ในด้านกฎหมาย

ในอีกแง่มุม พระกรณียกิจที่ทรงผลักดันมาโดยตลอด สะท้อนถึงพระวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนด้านหลักนิติธรรม และพัฒนา ดังที่ทรงประทานพระดำรัส ภายในการประชุมเวทีสาธารณะว่าด้วยหลักนิติธรรมและการพัฒนาที่ยั่งยืน

“ก่อนใช้กฎหมายบังคับให้ชาวบ้านปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ควรต้องคำนึงถึงเงื่อนไขทางสังคม เศรษฐกิจ หรือแม้แต่เรื่องธรรมเนียมประเพณี หากขาดการสนับสนุนเรื่องที่ดินทำกิน การบริหารจัดการน้ำ การคมนาคม สาธารณสุขพื้นฐาน หรือการศึกษา กฎหมายที่เคร่งครัดก็ไร้ประโยชน์ คนเหล่านี้ต้องได้รับการสนับสนุน เสริมพลังจนถึงจุดที่สามารถมีทางเลือกในการใช้ชีวิต ในจุดนั้นการบังคับให้เป็นไปตามกฎหมายจึงจะเป็นไปได้ การจัดการเรื่องสถานะทางกฎหมายจึงจะมีผล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงวางเงื่อนไขแวดล้อมที่จะทำให้หลักนิติธรรมสามารถเกิดได้ในสังคม โดยเริ่มจากการช่วยให้ชาวบ้านสามารถเลี้ยงชีพได้ก่อนเป็นสำคัญ”

จากภาพความทรงจำของ ธวัชชัย ไทยเขียว อดีตรองปลัดกระทรวงยุติธรรม ในฐานะที่เคยรับเสด็จ และรับสนองพระดำรัส จากสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ได้เปิดเผยกับ The Active ถึงเรื่องราวในอดีต สมัยที่พระองค์ทรงเริ่มต้นรับราชการในตำแหน่งอัยการจังหวัดคุ้มครองสิทธิ และช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดี (สคช.) จ.ระยอง ทรงดำรัสถึงแนวทางในการช่วยเหลือคนยากจน ด้อยโอกาส ที่ไม่สามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้ด้วยตัวเอง เนื่องจากขาดทุนทรัพย์ในการต่อสู้คดี โดยเฉพาะกรณีที่ยังไม่เป็นคดีความ เช่น ค่าทนาย ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี ค่าพาหนะในการเดินทาง

พระองค์ทรงเล็งเห็น ว่าหากอัยการคุ้มครองสิทธิฯ ที่มีประจำทุกจังหวัดอยู่แล้ว เป็นไปได้หรือไม่ ? ที่จะสามารถช่วยเหลือในส่วนนี้ เพื่อให้คนจน คนด้อยโอกาสสามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม

“พระองค์ทรงฝากถึงเรื่องของการช่วยเหลือประชาชนที่อยู่ตามหัวไร่ปลายนา แต่ต้องเดินทางหลายกิโลเมตรกว่าจะมาถึงจังหวัดจะสามารถเบิกกองทุนยุติธรรมได้หรือไม่ ในคนที่ยังไม่เป็นคดีความ หรือแม้แต่เข้ามาปรึกษาข้อกฎหมายที่ยุติได้โดยไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยด้วยซ้ำ ดังนั้นอัยการคุ้มครองสิทธิฯ น่าจะสามารถช่วยได้ โดยไม่จำเป็นต้องไปใช้เงินกองทุนฯ ซึ่งเป็นเงินภาษี”

ธวัชชัย ไทยเขียว

อดีตรองปลัดกระทรวงยุติธรรม ย้ำว่า ในฐานะเจ้าฟ้านักกฎหมาย พระองค์ทรงละเอียดอ่อนต่อการบังคับใช้กฎหมายความรุนแรงในครอบครัว และผู้ก้าวพลาด เช่น กรณีภรรยาพลั้งมือฆ่าสามีจนถึงแก่ความตาย

“ครั้งหนึ่ง ได้ยินพระองค์ตรัสในเวที ว่าสังคมมีทัศนคติเชิงลบกับคำว่าแม่หม้าย หรือ ผู้หญิงต้องรักษาสถานะครอบครัว เมื่อผู้ชายใช้ความรุนแรงก็ต้องอดทนอยู่เพื่อลูก จนกระทั่งทนไม่ไหวต่อสู้ครั้งเดียวพลาดทำสามีเสียชีวิต ถูกตั้งข้อหาพยายามฆ่า แต่ไม่ย้อนกลับไปว่าก่อนหน้านั้นถูกกระทำเท่าไหร่”

“พระองค์ท่านจึงฝากไปถึงประธานศาลฎีกาในขณะนั้นเมื่อหลาย 10 ปีก่อน ให้ลองไปดูว่าเราจะแสวงหาข้อเท็จจริงได้ไหม เพราะเมื่อก่อนนี้เราลงอาญาโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ถึงจะสืบเสาะได้ แต่ข้อหาพยายามฆ่าโทษจำคุกสูง ซึ่งภายหลังก็มีการแก้มาตรา 56 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ให้สามารถสืบเสาะได้ทุกกรณี ขยายเป็นโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี สั่งสืบเสาะต่อได้”

“ผมคิดว่าสิ่งที่พระองค์ท่านตรัสเกินกว่าข้อกฎหมายนะ ท่านทรงเห็นว่าทำอย่างไรให้ผู้หญิงที่ถูกทำร้าย สามารถที่จะไปสืบเสาะได้ เพราะกว่าผู้หญิงจะโต้กลับสามีได้ ท่านตรัสเลยว่าจริง ๆ คนเราเวลาหมดรักหมดใจ สามีภรรยาก็เลิกกันได้ หมดรักหมดใจไม่ต้องทนอยู่ต่อกัน แต่สิ่งที่เราทำไม่ได้คือการลาออกจากความเป็นพ่อเป็นแม่คน เพราะฉะนั้นมันก็เลยเป็นที่มาของการแก้ให้ศาลสั่งสืบเสาะได้ในคดีทุกประเภทอย่างกว้างขวางมาก

ธวัชชัย ไทยเขียว

เรื่องเล่า จากชาวบ้านผู้ถวายฎีกา…
ร้องทุกข์ถูกยึดที่ดิน สู่ข้อไกล่เกลี่ยเพิกถอนได้ที่ดินคืน

ย้อนกลับไปในปี 2562 โกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง อธิบดีอัยการ สำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน เล่าเรื่องราวความประทับใจ พร้อมโพสต์รูปจดหมายของ ปัญญา ชูมณี ราษฎร จ.น่าน ที่เขียนถวายพระพรถึงสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ หลังยื่นถวายฎีกาขอประทานความช่วยเหลือเกี่ยวกับข้อพิพาทเรื่องบ้าน และที่ดินกับธนาคาร

ต่อมาสำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมาย จ.แพร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ทรงงานในเวลานั้น ได้เข้าไปช่วยไกล่เกลี่ย จนสามารถตกลงเรื่องบ้านและที่ดินที่ถูดยึดกับทางธนาคารได้ ทำให้อาการเส้นเลือดในสมองที่ป่วยเพราะความเครียดได้หายเป็นปกติกลับมาทำงานได้

ช่วงหนึ่ง ปัญญา ยังบรรยายถึงความรู้สึก พร้อมแสดงความชื่นชมอัยการที่ทำหน้าที่อย่างเป็นธรรม และเอาใจใส่ประชาชนอย่างแท้จริง

“ปัจจุบันข้าพระพุทธเจ้าสุขภาพดี ลงทำงานในสวนทุกวัน มีความสุขดี แต่ข้าพเจ้ารู้สึกเสียดายแทนประชาชนที่ไม่มีโอกาสได้พบข้าราชการที่เอาใจใส่ประชาชนอย่างแท้จริง เพราะประชาชนคิดว่าอัยการมีหน้าที่เอาคนเข้าคุก”

ภายหลังทรงสำเร็จการศึกษา พระองค์ได้ทรงเข้ารับราชการในสำนักงานอัยการสูงสุด ในตำแหน่งอัยการผู้ช่วย และทรงปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับคดีอาญาและกระบวนการยุติธรรม

พระองค์ทรงให้ความสำคัญกับ “ความเป็นธรรมในทุกมิติ” โดยเฉพาะการคุ้มครองและพัฒนาคุณภาพชีวิตของกลุ่มเปราะบาง อาทิ ผู้ต้องขังหญิง และเยาวชน อันเป็นที่มาของ “โครงการกำลังใจ” ซึ่งมุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ต้องขัง และส่งเสริมโอกาสในการกลับคืนสู่สังคมอย่างมีศักดิ์ศรี

จากการทรงงานด้านกระบวนการยุติธรรม สิทธิมนุษยชน และการส่งเสริมบทบาทสตรี พระองค์จึงได้รับการถวายรางวัลและการยกย่องทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งรางวัล Model of Recognition และรางวัล UNIFEM Award of Excellence

ตลอดพระกรณียกิจด้านกฎหมายของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ สิ่งที่สะท้อนออกมาอย่างชัดเจน อาจไม่ใช่เพียงพระปรีชาสามารถทางนิติศาสตร์ หากแต่เป็นพระวิสัยทัศน์ที่ทรงมองเห็นความเป็น “มนุษย์” ที่อยู่เบื้องหลังกฎหมายทุกฉบับ พระองค์ทรงเชื่อมั่นว่า ความยุติธรรมที่แท้จริงไม่ใช่เพียงการบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาค แต่ต้องทำให้ประชาชนทุกคน โดยเฉพาะผู้ยากไร้ ผู้ด้อยโอกาส และผู้เปราะบาง สามารถเข้าถึงสิทธิและกระบวนการยุติธรรมได้อย่างเท่าเทียม

และนั่นอาจเป็นมรดกทางความคิดที่สำคัญที่สุด ที่ เจ้าฟ้านักกฎหมาย ทรงฝากไว้แก่สังคมไทย…

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active