กลุ่มชาติพันธุ์-ชนเผ่าพื้นเมืองทั่วประเทศ ประกาศเจตนารมณ์ ร่วมขับเคลื่อน พ.ร.บ.คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์

ตั้งเป้าให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยตัวแทนแต่ละภูมิภาค ต่างสะท้อนปัญหาและความคาดหวัง กับการบังคับใช้กฎหมายชาติพันธุ์

วันนี้ (9 ส.ค.2569) เนื่องในโอกาสวันชนเผ่าพื้นเมืองโลก ตัวแทนเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองจาก 5 ภูมิภาคทั่วประเทศ ร่วมกับ เครือข่ายเยาวชนคนรุ่นใหม่ 2 กลุ่ม ได้แก่ เครือข่ายเด็กและเยาวชนต้นกล้าชนเผ่าพื้นเมือง (TKN) และเครือข่ายสตรีชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย (IWNT) ร่วมกัน แถลงประกาศเจตนารมณ์ผลักดันการบังคับใช้ พ.ร.บ. คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยแต่ละภูมิภาคได้สะท้อนปัญหาและความหวังที่แตกต่างกันไป

ภาคเหนือตอนบน: เรียกร้องแก้ปัญหาที่ดิน ป่าไม้ และสถานะบุคคล

ตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์ภาคเหนือสูง ระบุว่า ชุมชนยังคงเผชิญ 2 ปัญหาหลัก คือ ปัญหาที่ดิน และป่าไม้ ซึ่งชุมชนมีวิถีชีวิตผูกพันกับผืนป่ามายาวนาน แต่ยังขาดความมั่นคงในที่อยู่อาศัยและที่ทำกิน รวมถึง ปัญหาสถานะบุคคล ที่ทำให้หลายคนเข้าไม่ถึงการศึกษา การรักษาพยาบาล และ การประกอบอาชีพ ประกาศจะร่วมกันรักษาอัตลักษณ์ ภาษา และภูมิปัญญาบรรพบุรุษ ปกป้องสิทธิในที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติของชุมชน พร้อมผลักดันแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลของผู้ที่ยังตกหล่นจากระบบ


ภาคเหนือพื้นราบ (11 ชาติพันธุ์): ทวงคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ตัวแทน 11 ชาติพันธุ์ในภาคเหนือพื้นราบ แสดงความตื้นตันใจที่ไทยมีกฎหมายคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ โดยย้ำว่า การเรียกร้องของพวกเขา ไม่ใช่การขออภิสิทธิ์เหนือผู้อื่น แต่เป็นการทวงคืนสิทธิขั้นพื้นฐานที่เคยถูกละเลย และ ยืนยันตัวตนในฐานะส่วนหนึ่งของแผ่นดินไทยมายาวนาน

ชาติพันธุ์ภาคเหนือพื้นราบ มองว่า กฎหมายจะช่วยให้ภาษา วัฒนธรรม ประเพณี และภูมิปัญญาของชาติพันธุ์ได้รับการยอมรับ และหวังว่ากระบวนการด้านสิทธิและสถานะบุคคลจะได้รับการเร่งรัดอย่างเป็นธรรมต่อไป

ภาคอีสาน (13 ชาติพันธุ์): มุ่งฟื้นฟูภาษาแม่และต่อยอดเศรษฐกิจชุมชน

ตัวแทน 13 ชาติพันธุ์ในภาคอีสาน ประกาศจะใช้กฎหมายฉบับนี้ เป็นเครื่องมือพัฒนาคุณภาพชีวิต ฟื้นฟูภาษาแม่ ส่งเสริมอัตลักษณ์ให้คนในชุมชนดำรงชีวิตอย่างภาคภูมิใจ พร้อมทั้งเชื่อมโยงเครือข่ายให้เข้มแข็ง สืบทอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมจากรุ่นสู่รุ่น และ ผลักดันทุนทางวัฒนธรรม ให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนของชุมชน

ภาคกลาง-ตะวันตก-ตะวันออก: 20 ปีแห่งการต่อสู้ ย้ำต้องบังคับใช้จริง ไม่ใช่แค่กระดาษ

ตัวแทนกลุ่มนี้ เล่าถึงเส้นทางการผลักดันกฎหมายที่ยาวนานกว่า 20 ปี ซึ่งระหว่างทางมีพี่น้องหลายคนล่วงลับไปก่อนจะเห็นความสำเร็จ พวกเขา ระบุว่า ที่ผ่านมาถูกละเมิดสิทธิทางวัฒนธรรม และถูกเหมารวมในแง่ลบมาโดยตลอด

การมีกฎหมายฉบับนี้จึงเป็นก้าวสำคัญในการทวงคืนความเท่าเทียมและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ พร้อมประกาศว่า คนไทยเชื้อสายชาติพันธุ์กว่า 10 ล้านคน จาก 60 กลุ่มทั่วประเทศ จะร่วมกันเฝ้าระวังและตรวจสอบการบังคับใช้กฎหมายอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้เจตนารมณ์ที่ร่วมกันร่างขึ้นถูกบิดเบือน และย้ำว่ากฎหมายฉบับนี้ต้องไม่เป็นเพียงกระดาษที่ไม่มีการบังคับใช้จริง

ภาคใต้: “เราคือผู้บุกเบิก ไม่ใช่ผู้บุกรุก”

ตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์ภาคใต้ ประกาศเจตนารมณ์จะรักษารากเหง้า ภาษา วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของบรรพชน ปกป้องผืนดิน ผืนป่า ผืนทะเล และทรัพยากรธรรมชาติไว้ให้คนรุ่นหลัง พร้อมยืนหยัดในศักดิ์ศรี และสิทธิของตนบนพื้นฐานของการเคารพความแตกต่าง และอยู่ร่วมกันอย่างเท่าเทียม

กลุ่มนี้ย้ำชัดเจนว่า แม้จะต่างชาติพันธุ์กันแต่มีหัวใจเดียวกันในการขับเคลื่อนกฎหมายฉบับนี้เพื่อการพัฒนาประเทศโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

เครือข่ายสตรีชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย (IWNT): พื้นที่เสียงของผู้หญิงในนโยบายชาติพันธุ์

เครือข่ายสตรีชนเผ่าพื้นเมือง มองว่า กฎหมายฉบับนี้ เปิดพื้นที่ให้ผู้หญิงมีบทบาทมากขึ้นในการแสดงความเห็น และร่วมกำหนดนโยบาย โดยเฉพาะ ประเด็นการคุ้มครองสิทธิที่ผู้หญิงมีความเสี่ยงถูกละเมิดมากกว่ากลุ่มอื่น เครือข่ายนี้ ยืนยันจะเข้าไปมีส่วนร่วมในทุกกระบวนการของกฎหมาย พร้อมผลักดันการคุ้มครององค์ความรู้ และภูมิปัญญาที่อยู่ในบทบาทของผู้หญิง เช่น ความรู้เรื่องยาสมุนไพรและบทบาทหมอตำแยในการทำคลอด เพื่อไม่ให้องค์ความรู้เหล่านี้สูญหายไป

เครือข่ายเด็กและเยาวชนต้นกล้าชนเผ่าพื้นเมือง (TKN): ขอพื้นที่การมีส่วนร่วมที่แท้จริง ไม่ใช่แค่ “โควตาไม้ประดับ”

เครือข่าย TKN ตั้งคำถามว่า สังคมพร้อมหรือยังที่จะให้เด็ก และเยาวชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในกฎหมายฉบับนี้ พร้อมชี้ปัญหาว่า เยาวชนจำนวนมากต้องออกจากชุมชนไปศึกษาต่อในเมือง จนรากเหง้าทางวัฒนธรรมค่อยๆ เลือนหาย และยังขาดพื้นที่ในการมีส่วนร่วมตัดสินใจอย่างแท้จริง โดยคณะกรรมการ TKN รุ่นที่ 6 ได้สรุปเจตนารมณ์หลักไว้ 4 ข้อ ได้แก่

  1. สืบสานวัฒนธรรมในแบบของคนรุ่นใหม่ – ยืนยันว่าเยาวชนไม่ได้ทอดทิ้งรากเหง้า แต่ต้องการพื้นที่ตีความและปรับวัฒนธรรมให้สอดคล้องกับยุคสมัย ไม่ใช่การอนุรักษ์ตามคำสั่งของผู้ใหญ่เพียงอย่างเดียว
  2. การศึกษาที่มีคุณภาพและสอดคล้องกับวิถีชีวิต – โดยเฉพาะการเรียกร้องให้มี “ห้องเรียนภาษาแม่” พร้อมงบประมาณและทรัพยากรสนับสนุนการเรียนรู้
  3. การขจัดการเลือกปฏิบัติ – เพื่อให้เด็กและเยาวชนได้รับการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างเท่าเทียม
  4. การมีส่วนร่วมในกลไกสภาชนเผ่าพื้นเมืองอย่างแท้จริง – ไม่ต้องการเป็นเพียง “โควตาประดับเวที” แต่ต้องการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเชิงนโยบายจริง


TKN ยืนยันจะทำงานร่วมกับเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองและองค์กรภาคีต่างๆ เพื่อผลักดันให้สิทธิการมีส่วนร่วมของชุมชนเกิดขึ้นจริง ไม่ใช่เพียงถูกเขียนไว้ในตัวบทกฎหมายเท่านั้น


โดยสรุป ทุกภาคีต่างเห็นพ้องกันว่า พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 เป็นก้าวสำคัญทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย แต่สิ่งที่ทุกเครือข่ายเน้นย้ำตรงกัน คือ กฎหมายต้องถูกนำไปบังคับใช้จริง มีการเฝ้าระวังตรวจสอบไม่ให้เจตนารมณ์ถูกบิดเบือน และต้องเปิดพื้นที่การมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงให้กับทุกกลุ่ม ทั้งผู้สูงอายุ ผู้หญิง และเยาวชน เพื่อให้การคุ้มครองสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของกลุ่มชาติพันธุ์เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

เมนูฤดูฝน เปิดพื้นที่ทำความเข้าใจกลุ่มชาติพันธุ์ผ่าน “ความมั่นคงทางอาหาร”

ก่อนจบงานในวันนี้ กลุ่มชาติพันธุ์ชนเผ่าพื้นเมือง ยังได้ร่วมรับประทานอาหาร เฉลิมฉลองวันชนเผ่าพื้นเมือง และยังได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกันผ่านวัฒนธรรมการกินที่แตกต่างหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์ โดยเมนูในวันนี้ ผู้จัดงานเน้นไปที่ “เมนูอาหารตามฤดูกาล” เรียกว่าเป็น เมนูฤดูฝนของกลุ่มชาติพันธุ์

“อาหารความมั่นคง” คือ ธีมที่ถูกหยิบมาสื่อสารในงานผ่านเมนูอาหาร เช่น แกงหน่อไม้ส้ม (ไทยทรงดำ), ยำผัดกระเจี๊ยบ (โผล่ง), น้ำพริกแดงเปรี้ยว และน้ำพริกถั่วเน่าผักลวก (โผล่ง และไทยใหญ่), แกงข้าวเบอะขาหมู (ปกาเกอะญอ), ทอดมันหอยกัญ และหญ้าช้องทอดกรอบ (มอแกลน), ส่าจ๊อย (ลาหู่), ขนมโจ้วมะอึ (ภูไท), ไซรัปผลไม้ป่า และข้าวดอยไร่หมุนเวียน โดยทุกเมนูล้วนใช้วัตถุดิบตามฤดูกาลของแต่ละพื้นที่

อาหารในที่นี้ไม่ใช่แค่การกิน แต่เปรียบเหมือนการชวนเพื่อนมาบ้าน มากินข้าวด้วยกัน นี่จึงกลายเป็นเครื่องมือสร้างความเข้าใจ และสะท้อนว่า อัตลักษณ์ชาติพันธุ์มีองค์ความรู้เรื่องการจัดการทรัพยากรซ่อนอยู่ในอาหารด้วย โดยตลอด 1 ปีที่ผ่านมา การขับเคลื่อนเน้นหนักไปที่ระดับนโยบาย การผลักดันกฎหมาย

แต่ต้องไม่ลืมว่า ชุมชนแต่ละพื้นที่มีส่วนสำคัญในการลุกขึ้นมาออกแบบอย่างมีส่วนร่วม เพื่อรักษา และ ต่อยอดภูมิปัญญาของตัวเองให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น

“อาหาร” จึงเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ถูกหยิบมาใช้ สื่อสารอัตลักษณ์ ความแตกต่างหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์ และเป็นจุดร่วมที่ทำให้ชุมชนได้มีส่วนร่วมในการออกแบบ รักษาองค์ความรู้ และปรับตัวให้วัฒนธรรมดั้งเดิม สอดคล้องกับ โลกสมัยใหม่ เป็นอีกโจทย์ใหญ่ที่แต่ละชุมชนต้องลุกขึ้นมาสื่อสารเรื่องราวของอาหาร วัฒนธรรม ซึ่งถือเป็นอีกรูปธรรมที่ทำให้สังคมเข้าใจความเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ได้มากขึ้น คู่ขนานไปกับการผลักดันกฎหมายคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์นั่นเอง

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active