เมื่อ โรงเรียนบ้านป่าพน จ.สตูล ถูกแปลสภาพให้กลายเป็นพื้นที่บอกเล่าเรื่องราว ชาวมันนิ ด้วยเสียงของพวกเขาเอง และได้ถูกถ่ายทอดผ่านงาน “มันนิ เรื่องเล่าจากเขาบรรทัด เทศกาลสารคดีและวัฒนธรรม ครั้งที่ 2” ซึ่งสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสตูล และ Save the Earth Explorium ร่วมกันจัดขึ้น ได้เปลี่ยนพื้นที่โรงเรียนให้กลายเป็นพื้นที่พบปะของผู้คนที่หลากหลาย ทั้งนักเรียน นักวิชาการ ศิลปิน หน่วยงานรัฐ และผู้สนใจนับ 1,000 คน
ไฮไลต์สำคัญ คือ การรวมตัวของชาวมันนิ 7 กลุ่ม ได้แก่ ภูผาเพชร, ป่าบอน, ทุ่งหว้า, พ่อเปียวห้วยโด, พ่อไข่, พี่แอ๊ด และทุ่งนุ้ย กว่า 180 คน ที่ไม่ได้มาเป็นเพียง ผู้ถูกเล่า แต่พวกเขาเข้ามาเป็นเจ้าของงาน และเป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องราวของตัวเอง ทั้งภูมิปัญญา วิถีชีวิต และวัฒนธรรม เพื่อให้คนภายนอกได้รู้จักมันนิจากมุมมองที่ลึกซึ้งมากขึ้น
เทศกาลสารคดีและวัฒนธรรม เป็นหนึ่งในความพยายามใช้ สารคดี เป็นจุดตั้งต้นในการเชื่อมผู้คน เปิดพื้นที่ให้ชุมชน นักวิชาการ นักเรียน นักท่องเที่ยว หน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ได้พบปะ แลกเปลี่ยน และสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่เดินหน้าต่อไปได้ในอนาคต




แม้ช่วงเวลาของ วันชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย และ วันชนเผ่าพื้นเมืองโลก จะผ่านไปแล้ว แต่ความหมายของวันสำคัญนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงวันใดวันหนึ่ง เพราะหัวใจสำคัญคือการทำให้เสียง ตัวตน สิทธิ และภูมิปัญญาของกลุ่มชาติพันธุ์ ชนเผ่าพื้นเมือง ได้รับการมองเห็นและมีตัวตนในสังคมอย่างแท้จริง ซึ่งเวทีของชาวมันนิแห่งเขาบรรทัด กำลังพยายามทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น ผ่านการที่พวกเขาได้เล่าเรื่องของตัวเอง และชวนผู้อื่นเข้ามาร่วมเรียนรู้ รับฟัง
จากงานฉายหนัง สู่พื้นที่ “เจ้าของเรื่อง” ได้เล่าเรื่องด้วยตัวเอง
หัวใจสำคัญของงานครั้งนี้ คือ การเปลี่ยนบทบาทของชาวมันนิ จาก ผู้ถูกเล่า มาเป็น ผู้ร่วมเล่าและผู้ร่วมสร้าง
ชาวมันนิจากหลายพื้นที่ไม่ได้เพียงมาร่วมชมสารคดี แต่เข้ามาเป็นวิทยากรและเจ้าของฐานการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ทั้งฐานอุปกรณ์ออกล่า ฐานสมุนไพรและเครื่องยาจากป่า ฐานหัตถกรรมจักสาน และฐานเครื่องดนตรีจากผืนป่า
โดยแต่ละกลุ่มนำองค์ความรู้ที่สืบทอดกันมาแบ่งปันกับผู้เข้าร่วมงาน ตั้งแต่วิธีทำอุปกรณ์ การใช้พืชจากป่า ไปจนถึงทักษะและความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิต
กฤตตานนท์ ทศกูล ผู้ก่อตั้ง Save the Earth Explorium ในฐานะผู้จัดงานนี้ ย้ำความสำคัญ ว่า นี่เป็นความแตกต่างสำคัญจากการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับชาติพันธุ์ในรูปแบบที่ผู้ชมเพียงเดินเข้ามาดูนิทรรศการหรือฟังเรื่องราวจากคนนอก เพราะในงานมันนิเป็นทั้งผู้แสดง ผู้สอน ผู้เล่าเรื่อง และเจ้าของพื้นที่

“เราจะเรียนรู้พวกเขาอย่างไรโดยไม่เอากรอบความคิดของสังคมส่วนใหญ่ไปกำหนดว่า ชีวิตที่ดีต้องเป็นแบบใด ซึ่งเป็นประเด็นที่ถูกตั้งคำถามในพื้นที่สื่อสารเรื่องมันนิอย่างต่อเนื่อง”
กฤตตานนท์ ทศกูล ผู้ก่อตั้ง Save the Earth Explorium
ใช้ศิลปะและวัฒนธรรมทำให้เรื่องยากกลายเป็นเรื่องที่คนเข้าถึงได้
กิจกรรมนี้ไม่ได้มีเพียงเรื่องราวของมันนิ แต่เปิดพื้นที่ให้เครือข่ายจากหลากหลายสาขาเข้ามาร่วมออกแบบกิจกรรมมีทั้งฐานเรียนรู้ด้านธรณีวิทยาและฟอสซิล จากกรมทรัพยากรธรณี ฐานทำขนมพื้นบ้านจากชุมชนท่ายาง กิจกรรมผ้ามัดย้อม เกมอินเทอร์แอคทีฟ กิจกรรมเพนท์ภาพ ฐานแพทย์แผนไทย นิทรรศการภาพถ่าย งานศิลปะวาดภาพสด ตลาดหัตถกรรม ดนตรีพื้นบ้าน และกิจกรรมจากหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์


การออกแบบงานจึงไม่ได้วาง ความรู้ ไว้บนเวทีเพียงอย่างเดียว แต่พยายามทำให้ความรู้กลายเป็นประสบการณ์ที่ผู้คนเข้าถึงได้ง่าย ผ่านการลงมือทำ ศิลปะ ดนตรี อาหาร และการพบปะพูดคุย
ในงานยังมีเวทีเสวนาทางวิชาการ การแสดงของนักเรียน การแสดงโนรา การพูดคุยกับทีมผลิตสารคดี และวงสนทนาที่เชื่อมโยงชาวมันนิกับชนพื้นเมืองในประเทศมาเลเซีย
หนึ่งในช่วงสำคัญ คือ การพบกันระหว่าง Dome Nikong ผู้ศึกษาวิถีชีวิตชาวบาเต็กในรัฐตรังกานู ประเทศมาเลเซีย กับ Muhammad ตัวแทนชาวบาเต็ก และตัวแทนชาวมันนิในประเทศไทย ซึ่งเป็นการพบปะและจับมือกันในเชิงสัญลักษณ์ เพื่อเชื่อมโยงผู้คนที่มีรากทางวัฒนธรรมร่วมกันข้ามพรมแดน
สารคดีจุดเริ่มต้นของบทสนทนา
ไฮไลต์ของงาน คือ การชมซีรีส์สารคดี “มันนิ เรื่องเล่าจากเขาบรรทัด” จำนวน 2 ตอน จากทั้งหมด 6 ตอน




ตอน “นักล่าแห่งพงไพร” พาผู้ชมเข้าไปทำความเข้าใจทักษะการออกล่าและการใช้ไฟในวิถีของชาวมันนิ ขณะที่ตอน “ปล่อยไปตามกาลเวลา” พาไปสำรวจเรื่องความรัก การสูญเสีย การปล่อยวาง และความตาย ผ่านเรื่องราวของผู้คนในชุมชน
สารคดีจึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงบันทึกภาพวิถีชีวิต แต่ทำหน้าที่เป็น ประตู ให้คนภายนอกได้เข้าไปตั้งคำถามกับความเข้าใจเดิมของตัวเอง
เช่นเดียวกับงานครั้งแรกที่จัดขึ้นในปีที่ผ่านมา ซึ่งการฉายสารคดีทำให้ผู้ชมจากหลายกลุ่มได้เห็นวิถีของชาวมันนิในมุมที่แตกต่างจากภาพจำเดิม ๆ และนำไปสู่การพูดคุยเรื่องการอยู่ร่วมกัน ความหลากหลายทางวัฒนธรรม และการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิต
การรวมตัวของมันนิครั้งใหญ่ในรอบหลายปี
หนึ่งในภาพที่ชัดเจนที่สุดของงานคือการเดินทางมาพบกันของชาวมันนิจากหลากหลายพื้นที่ โดยมีชาวมันนิจากกลุ่ม ภูผาเพชร ป่าบอน ทุ่งหว้า พ่อเปียวห้วยโด พ่อไข่ พี่แอ๊ด และทุ่งนุ้ย รวมกว่า 180 คนเข้าร่วมงาน หลายกลุ่มเดินทางมาแทบทั้งชุมชน พร้อมนำหัตถกรรม อุปกรณ์ เครื่องมือ และองค์ความรู้มาร่วมจัดกิจกรรม ขณะที่บางกลุ่มนำผลิตภัณฑ์มาจำหน่ายและร่วมกิจกรรมประกวด
สำหรับชาวมันนิเอง การเดินทางครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการมาร่วมงาน แต่มีลักษณะคล้ายการกลับมาพบญาติและพบเพื่อนจากหลายพื้นที่ หลังจากแต่ละกลุ่มกระจายตัวอยู่ตามพื้นที่ต่าง ๆ ของเทือกเขาบรรทัด
กฤตตานนท์ จึงมองว่า นี่เป็นหนึ่งในการรวมตัวของชาวมันนิที่ใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี และเป็นภาพที่สะท้อนความหลากหลายภายในกลุ่มชาติพันธุ์มันนิ ซึ่งไม่ได้มีเพียงชุมชนหรือกลุ่มเดียว แต่มีหลายกลุ่ม หลายพื้นที่ และมีความสัมพันธ์ระหว่างกันที่ซับซ้อน
เกือบพันคนมาพบกัน เพราะเรื่องราวของคนกลุ่มเล็ก ๆ
จากข้อมูลการลงทะเบียน มีผู้เข้าร่วมงานเกือบ 1,000 คน ทั้งชาวมันนิ นักเรียนจากมากกว่า 13 โรงเรียน นักวิชาการ นักท่องเที่ยว ผู้สนใจจากประเทศไทยและมาเลเซีย รวมถึงตัวแทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน ศิลปิน และเครือข่ายภาคประชาสังคม


นักวิชาการจากหลากหลายสาขาเข้าร่วมทั้งในฐานะผู้ร่วมเสวนาและผู้ชม อาทิ รศ.บัณฑิต ไกรวิจิตร, ผศ.นฤมล ขุนวีช่วย, ผศ.จิราภรณ์ เรืองยิ่ง, ภัทราพันธ์ อุดมศรี รวมถึงนักวิชาการและผู้ศึกษาชาวมันนิจากทั้งในและต่างประเทศ
ขณะที่หน่วยงานรัฐในพื้นที่ เช่น เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาบรรทัด อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา อุทยานธรณีโลกสตูล กรมทรัพยากรธรณี และหน่วยงานด้านสาธารณสุข ต่างเข้ามามีส่วนร่วมกับงานในรูปแบบที่แตกต่างกัน
ภาพเหล่านี้ทำให้งานไม่ได้หยุดอยู่เพียงเรื่อง วัฒนธรรม แต่เปิดพื้นที่ให้เกิดการพูดคุยระหว่างคนที่ทำงานด้านป่าไม้ การศึกษา สาธารณสุข วิทยาศาสตร์ วัฒนธรรม การวิจัย และสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์
สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจอภาพยนตร์ อาจสำคัญกว่าการฉายหนัง
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดจึงอาจไม่ใช่จำนวนคนดู หรือจำนวนกิจกรรม แต่คือ ความสัมพันธ์ใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นหลังจากคนเหล่านั้นได้มาพบกัน
สารคดีทำหน้าที่เป็นจุดเริ่มต้น แต่เมื่อคนดูเดินออกจากพื้นที่ฉายหนัง พวกเขากลับพบกับเจ้าของเรื่องตัวจริง ได้พูดคุยกับนักวิชาการ ได้เรียนรู้จากชาวมันนิ ได้รู้จักหน่วยงานที่ทำงานอยู่ในพื้นที่ และได้พบกับผู้คนที่สนใจประเด็นเดียวกัน
จากมุมนี้ เทศกาลสารคดีและวัฒนธรรม จึงอาจไม่ได้มีเป้าหมายเพียงการสร้างผู้ชมสารคดี แต่กำลังทดลองสร้าง พื้นที่สาธารณะที่คนต่างกลุ่มสามารถมาพบกันผ่านเรื่องเล่าของชุมชนหนึ่ง
และสำหรับชาวมันนิ ซึ่งที่ผ่านมาเรื่องราวจำนวนมากถูกบันทึกและอธิบายผ่านสายตาของคนนอก การที่พวกเขาได้เข้ามาเป็นเจ้าของกิจกรรม เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ และเป็นผู้กำหนดว่าตัวเองต้องการให้สังคมเห็นอะไร อาจเป็นส่วนสำคัญที่สุดของงานครั้งนี้
เพราะท้ายที่สุดแล้ว คำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่า เรารู้จักชาวมันนิมากขึ้นหรือยัง ? แต่อาจเป็นว่า หลังจากเราได้รู้จักกันแล้ว เราจะอยู่ร่วมกันอย่างไร ? และจะทำอะไร ? ต่อไปด้วยกัน…
- ขอบคุณภาพจาก: งาน “มันนิ เรื่องเล่าจากเขาบรรทัด เทศกาลสารคดีและวัฒนธรรม ครั้งที่ 2”
