ขับเคลื่อน ‘สภาคุ้มครองชาติพันธุ์’ ส่วนร่วมกำหนดนโยบาย สิทธิ-เท่าเทียม

เนื่องในสัปดาห์ “วันชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย” และ “วันชนเผ่าพื้นเมืองสากล” ซึ่งปีนี้ครบ 1 ปีการบังคับใช้กฎหมายชาติพันธุ์ ทำให้ตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์จากทั่วประเทศ พร้อมด้วยภาคส่วนต่าง ๆ ร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการแกนนำกลุ่มชาติพันธุ์ สร้างความเข้าใจกระบวนการ ขึ้นทะเบียนชาติพันธุ์ และเลือกสมาชิก สภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตชาติพันธุ์

พื้นที่กลางของกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย ได้เข้ามามีส่วนร่วมกำหนดนโยบายเพื่อการคุ้มครอง และส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พวกเขาต่างมีความหวังโอกาสในการเข้าถึงสิทธิต่าง ๆ อย่างเท่าเทียม แก้ไขปัญหาทุกมิติ ไปจนถึงการยกศักยภาพทุนทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่าสู่การเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศ

ล่าสุดวันนี้ (10 ส.ค. 2569 ) ตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์จากทั่วประเทศ ภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องร่วมกันประชุมเชิงปฏิบัติเพื่อสร้างความเข้าใจกระบวนการที่กำลังเกิดขึ้น

โดยเริ่มต้นด้วยการแสดงชุด “จากใจชาติพันธุ์” ซึ่งเป็นการผสมผสานดนตรี ทั้ง ซอเอ้อร์หู, เตหน่า, กีตาร์ และเนื้อหาบทเพลงที่สะท้อน ความรู้สึกของกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย ทั้งความภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในความหลากหลายในสังคมไทย นำเอาคำใน “ภาษาแม่” ที่หลากหลายมากล่าวทักทาย สวัสดี นอกจากสะท้อนความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของ สังคมพหุวัฒนธรรม ยังเป็นการขอบคุณผู้คนที่โอบรับความหลากหลาย จนเกิดประวัติศาสตร์ของการมีกฎหมายชาติพันธุ์ฉบับแรก

ย้ำ นโยบายรัฐบาล บังคับใช้กฎหมายจริงจัง ยั่งยืน เกิดผลเป็นรูปธรรม

ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ย้ำนโยบาย 3 ประการ

  • ประการที่ 1 รัฐบาลจะสนับสนุนให้การขึ้นทะเบียนกลุ่มชาติพันธุ์เป็นไปอย่างทั่วถึง ครอบคลุม และเป็นธรรม เพื่อให้ทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงและเข้าใจกระบวนการขึ้นทะเบียนได้อย่างชัดเจน และดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด

  • ประการที่ 2 รัฐบาลจะส่งเสริมทุนทางวัฒนธรรมของไทย รวมถึงวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ทุกกลุ่ม ให้ได้รับการเห็นคุณค่า และสามารถนำคุณค่าทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญามาต่อยอดเพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างเป็นธรรม โดยไม่ทำลายอัตลักษณ์และวิถีชีวิตของชุมชน

  • ประการที่ 3 รัฐบาลจะบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม องค์กร และภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างจริงจัง ยั่งยืน และเกิดผลเป็นรูปธรรม
ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม

“รัฐบาล โดยกระทรวงวัฒนธรรมพร้อมที่จะเปิดพื้นที่ให้กับทุกชาติพันธุ์ เพื่อให้เข้าถึงสิทธิและความเท่าเทียมกัน ในฐานะที่ท่านเป็นพลเมืองของประเทศไทย โดยเห็นว่าทุกข้อเรียกร้องและทุกเสียงของพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์มีความสำคัญ และพร้อมรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอของทุกภาคส่วน”

ซาบีดา ไทยเศรษฐ์

5 ข้อเสนอความร่วมมือถึงรัฐบาล ก้าวสู่การเป็นสังคมที่ทุกคนได้รับการยอมรับ มีศักดิ์ศรี และมีโอกาสร่วมกำหนดอนาคตของประเทศอย่างเท่าเทียม

เกรียงไกร ชีช่วง ประธานสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทยยังเผชิญความท้าทายในหลายมิติ ทั้งเรื่องสิทธิในที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ การเข้าถึงบริการของรัฐ การรักษาภาษาและวัฒนธรรม การศึกษา สาธารณสุข การประกอบอาชีพ ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงความเข้าใจของสังคมที่ยังมีต่อกลุ่มชาติพันธุ์ในบางประเด็น แม้ว่าหลายชุมชนจะมีบทบาทสำคัญในการอนุรักษ์ป่าไม้ แหล่งต้นน้ำ ความหลากหลายทางชีวภาพ และภูมิปัญญาท้องถิ่น แต่ศักยภาพเหล่านี้ยังไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่ให้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาประเทศ

ด้วยเหตุนี้ จึงเห็นว่าพระราชบัญญัติฉบับนี้ เป็นการสร้างระบบที่เปิดโอกาสให้กลุ่มชาติพันธุ์มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายด้วยตนเอง การขึ้นทะเบียนกลุ่มชาติพันธุ์จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะไม่ใช่เพียงการจัดทำฐานข้อมูล แต่เป็นการยืนยันตัวตนของกลุ่มชาติพันธุ์แต่ละกลุ่ม เป็นการสร้างฐานข้อมูลที่ถูกต้องของประเทศ และเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดตั้ง “สภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์แห่งประเทศไทย” ซึ่งจะเป็นเวทีของการมีส่วนร่วมตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย

ในนามของเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ทั่วประเทศ ขอเสนอความร่วมมือต่อรัฐบาลใน 5 ประเด็นสำคัญ

  1. ขอให้สนับสนุนการดำเนินการขึ้นทะเบียนกลุ่มชาติพันธุ์ให้เป็นไปอย่างทั่วถึง โปร่งใส และเข้าถึงทุกชุมชน โดยเฉพาะพื้นที่ห่างไกลและกลุ่มชาติพันธุ์ขนาดเล็ก 

  2. ขอให้เร่งจัดตั้งสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์แห่งประเทศไทยตามกรอบเวลาของกฎหมาย เพื่อให้เกิดกลไกการมีส่วนร่วมอย่างเป็นรูปธรรม  

  3. ขอให้บูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานของรัฐ โดยใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นกรอบกลางในการกำหนดนโยบายที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มชาติพันธุ์  

  4. ขอให้ส่งเสริมศักยภาพของชุมชนในการใช้ทุนทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญา และทรัพยากรของตนเอง เพื่อสร้างเศรษฐกิจฐานรากและคุณภาพชีวิตที่ดี ภายใต้นโยบาย “วัฒนธรรมสร้างโอกาส”

  5. ขอให้รัฐบาลรักษาพื้นที่แห่งการรับฟังความคิดเห็น และสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การดำเนินงานตามพระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นความร่วมมือระหว่างรัฐกับประชาชนอย่างแท้จริง 

“โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการพบกันในวันนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือครั้งใหม่ ที่จะทำให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นสังคมที่ทุกคนได้รับการยอมรับ มีศักดิ์ศรี และมีโอกาสร่วมกำหนดอนาคตของประเทศอย่างเท่าเทียมกัน”

เกรียงไกร ชีช่วง

ศมส. ย้ำ สร้างกลไกที่เปิดโอกาสให้กลุ่มชาติพันธุ์มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

ผศ.แพร ศิริศักดิ์ดำเกิง ผู้อำนวยการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ย้ำถึงวัตถุประสงค์สำคัญของการประชุมครั้งนี้ ไม่ได้มีเพียงการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพระราชบัญญัติเท่านั้น แต่ยังมุ่งเตรียมความพร้อมให้เครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์สามารถดำเนินการขึ้นทะเบียน การเลือกสมาชิกสภา และมีส่วนร่วมในกลไกต่าง ๆ ที่กฎหมายกำหนดได้อย่างถูกต้อง พร้อมทั้งเป็นเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ วิเคราะห์สถานการณ์ และร่วมกันพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อการขับเคลื่อนงานในระยะต่อไป

“เชื่อมั่นว่า ความสำเร็จของพระราชบัญญัติฉบับนี้ จะไม่ได้วัดจากจำนวนกลุ่มชาติพันธุ์ที่มาขึ้นทะเบียนเท่านั้น แต่จะวัดจากความสามารถของทุกภาคส่วนในการร่วมกันสร้างกลไกที่เปิดโอกาสให้กลุ่มชาติพันธุ์มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง”

ผศ.แพร ศิริศักดิ์ดำเกิง

หวังโอกาส มีส่วนร่วมรักษา รากวิถี ภาษาแม่ องค์ความรู้ ต้นทุนวัฒนธรรม ต้นทุนประเทศ

งานนี้มีตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์จากทั่วทุกภูมิภาค มาร่วมประชุม The Active พูดคุยกับตัวแทนชาติพันธุ์ อย่าง ปทุมณัฐราช นิยมเดชา ตัวแทนชาติพันธุ์มลายู เขามีความหวังว่า การบังคับใช้กฎหมายชาติพันธุ์ที่กำลังเดินหน้าสู่รูปธรรมการจัดตั้งสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ จะทำให้พี่น้องมลายู ที่อาศัยอยู่ใน 5 จังหวัด คือ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สงขลา และ สตูล สามารถที่จะรักษาอัตลักษณ์ วิถี วัฒนธรรม ภาษาแม่ อย่าง ภาษามลายู และ ภาษารองได้ ซึ่งภาษามีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการรักษาองค์ความรู้ต่าง ๆ ที่เป็นทุนวัฒนธรรมสำคัญ

เช่นเดียวกับ รัตนวรินทร์ สงบใจ ตัวแทนชาติพันธุ์กูย จ.สุรินทร์ มองเห็นโอกาสของการแก้ไขหลักสูตรแกนกลาง โดยให้บรรจุการเรียนภาษาแม่ ซึ่งเป็นภาษาหลักของชาคิพันธุ์ในห้องเรียน และหวังให้กลไกสภาคุ้มครองฯ เปิดโอกาสให้เยาวชนได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนา การเสนอไอเดียใหม่ ๆ เพื่อพัฒนาต้นทุนทางวัฒนธรรม เช่น เสื้อผ้า พืช อาหาร ต่าง ๆ เพื่อเพิ่มมูลค่า สร้างเศรษฐกิจชุมชน สู่เศรษฐกิจของประเทศ

โดยศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ ได้เปิดขึ้นทะเบียนกลุ่มชาติพันธุ์แล้ว คาดว่าจะแล้วเสร็จวันที่ 27 สิงหาคมนี้ ก่อนเลือกประธาน และสมาชิกสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ รวม 300 คน พร้อมสรรหาผู้แทนกลุ่มชาติพันธุ์ 9 คน เป็นกรรมการผู้แทนกลุ่มชาติพันธุ์ ในคณะกรรมการคุ้มครองชุดใหญ่ หรือบอร์ดชาติ เพื่อคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active