EnLAW ชี้ ไทยยังไร้กลไก “คุ้มครองนักปกป้องสิทธิ” เชิงรุก 

ชี้ ขาดนิยาม “นักปกป้องสิทธิมนุษยชน” ในกฎหมาย ทำให้การคุ้มครองยังเป็นเพียงการช่วยเหลือรายกรณี เสนอ รัฐสร้างกลไกเชิงรุกเมื่อพบสัญญาณข่มขู่คุกคามต้องเข้าคุ้มครองทันที พร้อมหาตัวผู้อยู่เบื้องหลังการคุกคาม ด้านนักปกป้องสิทธิ ยืนยัน สู้เพื่อปกป้องแผ่นดินจากภัยมลพิษ

จากกรณีคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) ร่วมกับเครือข่ายองค์กรสิทธิมนุษยชน เปิดเผยสถานการณ์คุกคามนักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อมในภาคตะวันออก โดยระบุว่า สุเมธ เหรียญพงศ์นาม และ สุนทร คมคาย นักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสิทธิชุมชน จากเครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง ถูกติดตามจากการทำงานเก็บข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม

สุทธิเกียรติ คชโส ทนายความมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีกลไกในการช่วยเหลือและคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนอยู่บ้าง ทั้งจากหน่วยงานรัฐและองค์กรอิสระ เช่น กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) รวมถึง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่บางครั้งตำรวจอาจจะเป็นคู่ขัดแย้งของนักปกป้องสิทธิเองหรือเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยไม่รู้ตัว

สุทธิเกียรติ มองว่า ปัญหาสำคัญคือ ประเทศไทยยังไม่มีการนิยามคำว่า “นักปกป้องสิทธิมนุษยชน” ไว้อย่างชัดเจนในกฎหมาย ทำให้การคุ้มครองส่วนใหญ่ยังอยู่ในลักษณะ “รายกรณี” เมื่อเกิดเหตุแล้วผู้ได้รับผลกระทบต้องเข้าร้องขอความช่วยเหลือ จึงจะมีการพิจารณามาตรการคุ้มครอง เช่น มาตรการรักษาความปลอดภัยหรือมาตรการคุ้มครองพยาน ซึ่งหากประเทศไทยมีการรับรองนิยามนักปกป้องสิทธิมนุษยชนอย่างชัดเจน โดยอาจอ้างอิงหลักการตามปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยนักปกป้องสิทธิมนุษยชน จะช่วยให้การออกแบบกลไกคุ้มครองมีความชัดเจนมากขึ้น และสามารถนำไปสู่การพัฒนากฎหมายหรือมาตรการเฉพาะสำหรับการปกป้องบุคคลกลุ่มนี้

“ตอนนี้มันยังเป็นระบบการช่วยเหลือรายกรณี ถ้าใครมาร้องก็ถึงจะช่วยเหลือ แต่มันไม่ได้กลายเป็นกฎหมายบังคับให้เป็นหน้าที่ของรัฐ”
สุทธิเกียรติ คชโส 

สุทธิเกียรติ คชโส ทนายความมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW)

ทนาย EnLAW เสนอว่า กลไกในอนาคตควรเปลี่ยน จากการรอให้เกิดเหตุแล้วจึงคุ้มครอง เป็น มาตรการเชิงรุก โดยหากมีสัญญาณว่าบุคคลใดกำลังถูกข่มขู่หรือคุกคาม สามารถร้องขอมาตรการฉุกเฉินหรือเร่งด่วนเพื่อป้องกันอันตรายต่อชีวิตและร่างกายได้ โดยอาจรวมถึงการเพิ่มการรักษาความปลอดภัย การประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ตลอดจนการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานรัฐ องค์กรอิสระ และหน่วยงานด้านการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อให้การคุ้มครองเกิดขึ้นอย่างทันท่วงที

ฟ้อง “SLAPP” อีกหนึ่งรูปแบบการคุกคาม

สุทธิเกียรติ กล่าวถึง การคุกคามนักปกป้องสิทธิมนุษยชนว่า ไม่ได้มีเพียงการคุกคามทางกายภาพ แต่ยังรวมถึง การคุกคามผ่านกระบวนการทางกฎหมาย หรือ คดี SLAPP ซึ่งปัจจุบันมีกลไกตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161/1 และมาตรา 165/2 ที่เปิดช่องให้ศาลพิจารณาประเด็นดังกล่าวในบางกรณี แต่ยังมีข้อจำกัด โดยเฉพาะกรณีที่เอกชนไปแจ้งความดำเนินคดีและเข้าสู่กระบวนการสอบสวนของรัฐ ก่อนที่อัยการจะพิจารณาสั่งฟ้อง ซึ่งเป็นส่วนที่กลไกปัจจุบันยังไม่ครอบคลุมอย่างเพียงพอ

สุทธิเกียรติ เผยว่า กรมคุ้มครองสิทธิฯ มีความพยายามจัดทำร่างกฎหมายต่อต้านการฟ้องคดีเพื่อปิดปาก หรือ Anti-SLAPP ที่ครอบคลุมตั้งแต่ชั้นพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ รวมถึงคดีแพ่ง แต่ยังไม่ได้เข้าสู่กระบวนการเสนอร่างกฎหมายต่อรัฐสภา

“กรมคุ้มครองสิทธิฯ ก็พยายามในการร่างกฎหมายขึ้นมา ที่เป็นกฎหมาย Anti-Slapp ที่รวมเอาทั้งหมดตั้งแต่ ชั้นพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ รวมถึงคดีแพ่ง เพื่อสร้างกลไก แต่ว่า Political will (เจตจำนงทางการเมือง) ของเขายังไม่ได้ คือไม่เน้นในเรื่องการผลักดันให้เกิดการป้องกันให้รวดเร็ว เขาก็ยังมีการร่างอยู่ แต่ไม่ได้เสนอเข้าสู่สภาฯ เลยเป็นปัญหาว่าคดี Slapp ที่มันเกิดขึ้นมันก็เป็นการคุกคามอย่างหนึ่ง ก็ยังเกิดขึ้นอยู่”
สุทธิเกียรติ คชโส 

จี้รัฐ เร่งสืบสวนกรณี “สุเมธ-สุนทร”

สำหรับกรณีของ สุเมธ และ สุนทร ทาง EnLAW เห็นว่ารัฐควรมีมาตรการเชิงรุกในการค้นหาและนำตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดี โดยเฉพาะเมื่อบุคคลที่ทำงานด้านสิทธิสิ่งแวดล้อมต้องเผชิญกับการคุกคามที่มีลักษณะต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ควรให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง หรือ กสม. ประสานความร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยงานด้านการสืบสวนสอบสวน เพื่อ ค้นหาทั้งผู้กระทำและผู้ที่อยู่เบื้องหลังการคุกคาม เพราะขณะนี้ยังไม่สามารถระบุตัวผู้กระทำได้อย่างชัดเจน

สุทธิเกียรติ กล่าวว่า จากข้อมูลที่พบ การคุกคามที่เกิดขึ้นกับนักปกป้องสิทธิฯ ทั้ง 2 คน ไม่ใช่เหตุการณ์ครั้งแรก และในอดีตเคยมีเหตุลักษณะใกล้เคียงกัน รวมถึงมีข้อพิพาทและการฟ้องร้องจากภาคธุรกิจเอกชน ทำให้จำเป็นต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน แต่ยังไม่ควรระบุว่าใครเป็นผู้เกี่ยวข้องจนกว่าจะมีหลักฐานชัดเจน

นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลว่าบางครั้งแม้แต่เจ้าหน้าที่รัฐระดับปฏิบัติการที่ลงพื้นที่ตรวจสอบปัญหาโรงงานและกากอุตสาหกรรมก็อาจเผชิญกับการติดตามเช่นเดียวกัน สะท้อนให้เห็นว่า ความไม่ชัดเจนของผู้ที่อยู่เบื้องหลังการติดตามหรือคุกคาม ทำให้ทั้งนักปกป้องสิทธิฯ และเจ้าหน้าที่รัฐเกิดความระมัดระวังและไม่มั่นใจในความปลอดภัยของตนเอง

“สุนทร คมคาย” ย้ำ ไม่หมดแรงใจ เดินหน้าต่อ

ด้าน สุนทร คมคาย เผยผ่านเฟซบุ๊กว่า ขอขอบคุณพี่ ๆ น้อง ๆ ที่สื่อสารให้กำลังใจในจากทุกช่องทาง รวมไปถึงทุกองค์กร รวมถึงสื่อมวลชนที่ช่วยกันหาวิธีให้ทั้ง 2 ปลอดภัย

“เราสองคนยังสบายดีครับ และยังคงเดินหน้าในการต่อสู้กับเรื่องมลพิษต่อไป ไม่ได้เสียกำลังใจแต่อย่างใด สำหรับตัวผมครั้งนี้น่าจะเป็นรอบที่ 3 ที่เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ที่เรารู้ตัว ส่วนที่ไม่รู้ตัวก็ไม่ทราบได้เพราะตัวผมเอง เป็นคนที่ไม่ค่อยมีสัญชาตญาณในการระแวดระวังตัวเท่าใดนัก ที่ใกล้ที่สุดคือเมื่อครั้งปี 65 บุกเข้าไปประชิดตัวถึงในสวนแต่เราก็ไม่ได้สังเกตอะไร เพียงแค่นึกเอะใจ ว่ารถคันนี้วิ่งวนไปวนมาหลายรอบใกล้ ๆ เรา จนน้องทักว่ารถคันนี้วิ่งวนไปวนมาทำไมไม่ลงมาหาเรา เนื่องจากอยู่กันหลายคน จนถึงช่วงบ่ายจึงมีพี่ที่เคารพกันท่านหนึ่งโทรมาบอกว่าให้รีบเข้าบ้านเพราะเขาส่งคนเข้าไปหาที่สวนแล้ว ข่มขู่”

“หลายคนถามว่า รู้สึกกลัวบ้างไหมเมื่อรู้ว่าถูกปองร้าย แน่นอนครับทุกคนกลัวตาย แต่มันไม่อาจทำให้เราหยุดทำงานได้ เพราะการหยุดทำงานมันทำให้พวกเขาบรรลุวัตถุประสงค์ พี่น้องที่กำลังทำงานกับเรา จะรู้สึกอย่างไร ชาวบ้านที่กำลังเดือดร้อนจะไปทางไหน ก็ทำให้มีกำลังใจสู้ต่อไป” 
สุนทร คมคาย

สุนทร คมคาย เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง

สุนทร ยังเปิดเผยกับ The Active ด้วยว่าตอนนี้ระวังตัวเองมากขึ้น ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรกบินทร์บุรีเข้ามาพูดคุยเพื่อหาแนวทางป้องกัน เพราะไม่อยากให้มีมือปืนในพื้นที่ นอกจากนี้ก็มีคุยกับ กสม. ซึ่งช่วยประสานกับ กรมคุ้มครองสิทธิฯ และตำรวจภูธรภาค 2 เข้ามาดูแล

เมื่อถามว่ารู้สึกปลอดภัยมากขึ้นหรือไม่ สุนทร บอกว่า ก็มีตำรวจมาคอยดู และก็มีระแวงอยู่บ้าง เพราะกล้องวงจรปิดเห็นคนมายืนที่หน้าบ้าน ซึ่งไม่แน่ใจว่าเป็นใคร แต่ยืนยันว่า ไม่เสียขวัญกับเรื่องนี้ จะไม่หนีไปไหน เพื่อให้ชาวบ้านมีกำลังใจในการสู้ต่อ 

“เรื่องถอยคงไม่ถอย และวันที่ 13 ก็จะยังไปเคลื่อนไหวที่ทำเนียบ เดินหน้ามากกว่าเดิม”
สุนทร คมคาย

สุนทร ระบุว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นในช่วงที่เคลื่อนไหว 2 ประเด็นใหญ่ ๆ คือ การลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม และคัดค้านโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่จะขยายไปยัง จ.ปราจีนบุรี ที่อาจมีผู้เสียประโยชน์ เนื่องจากตอนนี้ในพื้นที่ จ.ปราจีนบุรี มีคนมาตระเวนหาซื้อที่ดินจำนวนมาก คาดว่าไม่ใช่แค่ EEC และมีนายทุนข้ามชาติเข้ามาเปิดโรงงานในพื้นที่จำนวนมาก ขอเปิดตรงไหนก็ได้หมด แม้ว่าชาวบ้านคัดค้านก็ไม่สำเร็จ

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active