ฟ้อง 5 นักปกป้องสิทธิฯ กรณีเรียกร้องสิทธิในที่ทำกิน-ชุมชน

แกนนำ P-Move เผยภาคประชาชนถูกดำเนินคดีอย่างต่อเนื่องจากการคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิ หวังหลักการพิจารณา ‘คดีฟ้องปิดปาก’ ของประธานศาลฎีกา ถูกนำมาประกอบการพิจารณา ด้านทนายชี้ ใช้เสรีภาพโดยสงบ เรียกร้องประโยชน์สาธารณะ ไม่ใช่อาชญากรรม
 

วันนี้ (17 มิ.ย. 69) จากกรณีอัยการสั่งฟ้องคดีชุมนุม 50 เมตรรอบทำเนียบรัฐบาล กับ 5 นักปกป้องสิทธิฯ สมาชิกขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม  (P-Move) เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. ที่ผ่านมา จากเหตุชุมนุมของ( P-Move) เพื่อผลักดันข้อเรียกร้องเกี่ยวกับ สิทธิในที่ดินทำกิน สิทธิชุมชน และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติของประชาชนก่อนที่เจ้าหน้าที่จะดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 เมื่อเดือนตุลาคม 2568

จำนงค์ หนูพันธ์ ประธานขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-Move) กล่าวว่า ขณะนี้ภาคประชาชนเผชิญกับคดีความจากการเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิอย่างต่อเนื่อง ที่ผ่านมา ประธานศาลฎีกาได้มีแนวคิดและมีประกาศเกี่ยวกับแนวทางการพิจารณาคดีที่มีลักษณะเป็น “คดีฟ้องปิดปาก” (Strategic Lawsuits Against Public Participation: SLAPP) ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามว่าหลักการดังกล่าวจะถูกนำมาประกอบการพิจารณาคดีของประชาชนที่ออกมาใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเรียกร้องประโยชน์สาธารณะอย่างไร

“เราต้องดูว่าหลักการที่ประธานศาลฎีกาได้มีแนวทางไว้เกี่ยวกับคดีฟ้องปิดปาก จะสามารถนำมาประกอบกับคดีของประชาชนได้มากน้อยแค่ไหน เพราะสิ่งที่ประชาชนกำลังต่อสู้ไม่ใช่เพียงคดีของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เป็นการสร้างมาตรฐานว่าสิทธิในการเรียกร้องปัญหาสาธารณะจะได้รับการคุ้มครองอย่างไร”

จำนงค์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ตนเองและสมาชิก P-Move ต้องเผชิญกับคดีความจากการเคลื่อนไหวหลายคดี โดยบางคดีมีทั้งโทษจำคุกและโทษปรับ แม้ศาลจะมีคำสั่งรอลงอาญาแต่เห็นว่าการดำเนินคดีเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อประชาชนที่ออกมาเรียกร้องสิทธิ

“เราจะต่อสู้ตั้งแต่ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ จนถึงศาลฎีกา เพื่อให้เกิดความชัดเจนว่าสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญจะต้องได้รับการคุ้มครอง และไม่ควรถูกจำกัดจนประชาชนไม่สามารถออกมาเรียกร้องปัญหาของตัวเองได้”

จรัสศรี จันทร์อ้าย ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและกรรมการบริหารสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.)กล่าวว่ารู้สึกกังวลต่อการดำเนินคดีที่เกิดขึ้นกับประชาชนจากการออกมาใช้สิทธิในการชุมนุมและแสดงความคิดเห็นเนื่องจากอาจสร้างความหวาดกลัวและทำให้ประชาชนไม่กล้าออกมาเรียกร้องปัญหาที่ได้รับผลกระทบ

จรัสศรี จันทร์อ้าย ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและกรรมการบริหารสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.)

จรัสศรี กล่าวว่า แม้ที่ผ่านมา ศาลยุติธรรมจะมีการสื่อสารถึงความสำคัญในการรับมือกับ คดีฟ้องปิดปาก ซึ่งเป็นคดีที่ถูกใช้เพื่อสร้างภาระ กดดัน หรือทำให้ผู้ที่ออกมาเปิดเผยข้อมูลเพื่อประโยชน์สาธารณะต้องยุติการเคลื่อนไหว แต่ในทางปฏิบัติ ประชาชนยังคงต้องเผชิญกับกระบวนการดำเนินคดีที่สร้างภาระทั้งด้านเศรษฐกิจ เวลา และผลกระทบต่อครอบครัว

“เรามองว่ากรณีนี้มีลักษณะคล้ายกับการฟ้องปิดปากเพราะเป็นการดำเนินคดีกับประชาชนที่ออกมาใช้สิทธิแสดงออกและเรียกร้องปัญหาสาธารณะหากประชาชนต้องกลัวว่าจะถูกดำเนินคดีทุกครั้งที่ออกมาเรียกร้อง ก็จะไม่มีใครกล้าออกมาพูดถึงปัญหาที่เกิดขึ้น”

จรัสศรี กล่าวเพิ่มเติมว่า โดยเฉพาะผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนต้องเผชิญภาระหลายด้าน ทั้งการดูแลครอบครัว การทำงาน และค่าใช้จ่ายจากการเดินทางมาต่อสู้คดดี จึงเห็นว่ารัฐควรสร้างระบบที่คุ้มครองการใช้สิทธิของประชาชนมากกว่าการใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นภาระต่อผู้ที่ออกมาเรียกร้องความเป็นธรรม

หลังจากอัยการสั่งฟ้อง ทีมทนายความได้ใช้หลักประกันจากกองทุนยุติธรรมยื่นขอปล่อยตัวชั่วคราวทั้ง 5 คน แล้ว ซึ่งทั้งหมดก็ได้รับการปล่อยตัวเพื่อมาสู้คดีได้ตามกระบวนการยุติธรรม และขั้นตอนต่อไปคือการต่อสู้คดีในชั้นศาล ซึ่งหากจำเลยให้การปฏิเสธ ก็จะต้องเข้าสู่กระบวนการสืบพยาน โดยคาดว่าคดีอาจสามารถดำเนินการแล้วเสร็จภายในปีนี้ 

ธีรเนตร ไชยสุวรรณ รองประธานขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม  (P-Move) และกรรมการสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ (สกต.) กล่าวภายหลังได้รับการประกันตัวแล้วว่า การชุมนุมของ P-Move เป็นการใช้สิทธิของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ และที่ผ่านมา P-Move มีการเคลื่อนไหวเรียกร้องแก้ไขปัญหาของประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง แต่ในช่วงรัฐบาลที่ผ่านมา มีการนำพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะมาใช้ดำเนินคดีกับประชาชนมากขึ้น

“รัฐบาลควรใช้กระบวนการรับฟังและแก้ไขปัญหา ไม่ใช่นำกระบวนการทางคดีมาเป็นภาระกับประชาชนที่ออกมาเรียกร้องสิทธิ” 

พร้อมระบุว่าในระยะยาวเราจะมีการผลักดันให้ยกเลิก พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อสิทธิการรวมตัวของประชาชน

ทิตย์ศาสตร สุดแสน ทนายความจากมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน (CRC) ระบุว่า คดีนี้ไม่ใช่คดีอาชญากรรมโดยแท้แต่เป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับการใช้สิทธิเสรีภาพในการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญ โดยยืนยันว่าการชุมนุมของ P-Move เป็นการชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน

“การจำกัดสิทธิการชุมนุมต้องมีเหตุผลที่ชัดเจนและเป็นกรณีเฉพาะ เพราะการชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ ต้องได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR)”

 

ทิตศาสตร์ กล่าวเพิ่มเติมว่าขั้นตอนต่อไปจำเลยจะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลโดยในเบื้องต้นศาลแขวงดุสิตได้นัดสอบคำให้การและตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 5 ส.ค. 2569 เวลา 09.00 น.

สำหรับขั้นตอนหลังจากนี้ จำเลยทั้ง 5 คนจะต้องเข้าสู่กระบวนการในชั้นศาล โดยศาลจะสอบถามคำให้การของจำเลยว่าจะรับสารภาพหรือปฏิเสธข้อกล่าวหา หากจำเลยให้การปฏิเสธศาลจะเข้าสู่กระบวนการกำหนดประเด็นข้อพิพาทและพิจารณาพยานหลักฐาน ก่อนกำหนดวันนัดสืบพยานต่อไป

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active