ในห้วงแห่ง “วันชนเผ่าพื้นเมืองสากล” และ “วันชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย” ทั้งยังเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับการขยับเข้าใกล้วาระครบรอบ 1 ปี ของการบังคับใช้ พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 ฉบับแรกของไทย
ตลอดช่วงที่ผ่านมาความก้าวหน้าของกฎหมายฉบับนี้ถูกหยิบยกมาพูดกันในหลายมิติ รวมถึงการชวนให้สังคมทำความเข้าใจบทบาทของชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง กับการมีส่วนช่วยแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่สอดคล้องกับพันธสัญญาสากลต่าง ๆ รวมถึงความหลากหลายทางชีวภาพ และสิทธิมนุษยชน ผ่านวิถีชุมชน ภูมิปัญญา
วงเสวนา “กลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง: กระแสโลกสู่สังคมไทย” ที่เพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ คืออีกหนึ่งพื้นที่ที่พยายามสื่อสารความเข้าใจ ในเรื่องของการหยิบยกศักยภาพของวิถีชาติพันธุ์ มาเชื่อมโยงกับธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงของโลกตามที่สากลให้การยอมรับ

ชาติพันธุ์ กับความหวังการเปลี่ยนแปลง
พิราวรรณ วงศ์นิธิสถาพร จาก Asia Indigenous Peoples Pact – AIPP ชวนเริ่มบทสนทนาว่าในขณะนี้กระแสโลกไม่ได้หยุดอยู่กับที่ แต่ได้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลง เพราะจากที่ก่อนหน้านี้สถานะของพี่น้องชนเผ่า พี่น้องชาติพันธุ์ ถูกมองว่าเป็นกลุ่มเปราะบาง เป็นกลุ่มที่ได้รับผลประโยชน์ แต่ตอนนี้ได้รับการยอมรับในสากลแล้วว่า…
“เราคือผู้พิทักษ์ เราคือหุ้นส่วนที่สำคัญ เป็นภาคีหลัก เป็นหัวใจในการแก้ไขปัญหาของโลกใบนี้ ที่ไม่ใช่แค่เรื่องโลกร้อน หรือว่าการสูญเสียทางธรรมชาติ แต่รวมถึงสันติสุข หรือสันติภาพที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้”
พิราวรรณ วงศ์นิธิสถาพร

ในฐานะที่เราอยู่ในประเทศไทย จะช่วยกันยังไง ? จึงยกตัวอย่างตัวชี้วัดที่สำคัญที่สามารถสะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยมีจุดยืนในการสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับพี่น้องชนเผ่าอย่างแท้จริง
- ที่ดิน ไม่จำเป็นต้องเป็นโฉนดแต่คือการถือครองตามประเพณี วัฒนธรรมที่เราใช้ที่ดินเหล่านั้นมาอย่างยาวนาน
- ภาษาและวัฒนธรรม คืออีกตัวชี้วัดระดับสากล ที่จะตรวจสอบว่ายังคงเหลือภาษาแม่ในประเทศของเรา หรือว่าประเทศอื่น ๆ เหลือมากน้อยแค่ไหน
- อาชีพดั้งเดิม อยู่ในสถานะไหน ไร่หมุนเวียนอยู่ตรงไหน
- การจัดสรรทรัพยากร โดยการใช้ทรัพยากรเหล่านี้ แนวคิด มุมมองของพี่น้องชนเผ่าอยู่ตรงไหน เพราะโลกใบนี้ไม่ได้ใช้วิธีการจัดการอนุรักษ์เพียงแค่วิธีเดียว แต่ยังมีหลากหลายวิธีที่ไม่ต้องขาย ไม่ต้องใช้เงินซื้อ แต่ใช้ภูมิความรู้จัดการได้
- การมีส่วนร่วมในฐานะผู้ทรงสิทธิ์ ที่ไม่ใช่แค่ฟัง หรือเข้าร่วม แต่จะทำให้เสียงของทุกคนมีพลังมากน้อยแค่ไหน
วิถี-ภูมิปัญญาชาติพันธุ์ สู่ การอยู่รอดในภาวะโลกเปลี่ยนแปลง
ผศ.แพร ศิริศักดิ์ดำเกิง ผู้อำนวยการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ตอกย้ำประเด็นนี้ โดยบอกว่า ความรู้ของพี่น้องชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองที่จะดูแล อนุรักษ์ คุ้มครองสิ่งแวดล้อม เป็นเรื่องสำคัญ เพราะเขามีความรู้เรื่องฤดูกาลทั้งหมด ความรู้เหล่านี้สะสมมาเป็นร้อยปี พันปี มีความรู้เรื่องภาษา ซึ่งเป็นภาษาที่เล่าเรื่องของนิเวศทั้งหมด โดยการส่งผ่านภาษาของเขาหรือที่เราเรียกว่า ภาษาแม่ หากภาษาเหล่านี้สูญหาย ความรู้เหล่านี้ก็จะสูญเสียไปด้วย
รวมทั้งเรื่องของกติกา สิทธิเหล่านี้เป็นเรื่องของข้อตกลงของชุมชนที่มีร่วมกัน และยังมีเรื่องของพิธีกรรม ที่ใช้ความเชื่อ ศีลธรรมมากำกับ ดูแล จัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

“กลุ่มชาติพันธุ์เป็นผู้ดูแล ปกปักรักษา และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม และเป็นผู้ที่จะอยู่รอดในภาวะของการเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน ภูมิปัญญาจึงไม่ใช่ข้อมูลก้อนหนึ่ง แต่เป็นระบบความสัมพันธ์ที่พี่น้องชาติพันธุ์ ชนเผ่าฝึกปฏิบัติและตัดสินใจร่วมกันในพื้นที่จริง ซึ่งไม่สามารถพรากออกไปจากพี่น้องชาติพันธุ์ได้ ฉะนั้น ภูมิปัญญาเกิดจากการอยู่ร่วมกับระบบนิเวศ ฤดูกาล ทั้งหมดนี้เทียบเท่าได้กับวิทยาศาสตร์ เขาสังเกต เขาทดลอง เขาปฏิบัติ เขาถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น และสร้างกติการ่วมกัน ทบทวนร่วมกัน เป็นผู้รู้และผู้ใช้ทั้งหมดในการดูแลรักษา”
ผศ.แพร ศิริศักดิ์ดำเกิง
โดยยกตัวอย่างการ “บวชป่า” เป็นหนึ่งภูมิปัญญาที่กำลังยืนยัน ว่าต้นไม้ไม่ใช่เพียงทรัพยากร แต่เป็นสมาชิกทางภูมิธรรมของศีลธรรมร่วมกัน ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์จึงต้องดูแลรักษา การกำหนดเขตห้ามตัด ห้ามล่า หรือห้ามรบกวน ทำกติกาที่เราต้องเฝ้าระวังร่วมกัน แล้วก็มีการถ่ายทอดสิ่งเหล่านี้ เชื่อมความทรงจำไปสู่บรรพบุรุษในการปลูกป่า และส่งต่อคุณค่า
อีกตัวอย่างคือ “เหมืองฝาย” เป็นเรื่องของการดูแล เนื่องจากการทำเหมืองฝายขึ้นมา เป็นภูมิปัญญาและนวัตกรรมของชาติพันธุ์ในการดูแลรักษาน้ำทั้งลุ่มน้ำ และเป็นส่วนที่จะจัดการน้ำ เพื่อให้การใช้ประโยชน์พยายามจะให้เข้าถึงอย่างเท่าเทียม
รวมทั้งอีกภูมิปัญญาสำคัญ คือ “ไร่หมุนเวียน” โดยหัวใจของไร่หมุนเวียนอยู่ที่วงจรการพักฟื้น การดูแลเลือกแปลงตามกติกา เพราะปลูกในระยะสั้น แต่พักฟื้นหลายปี กว่าจะกลับมานำป่ารุ่นใหม่มาเป็นธาตุอาหารให้ แล้วก็ติดตามการฟื้นตัว
“ทั้งหมดนี้คือการปลูกพืช โดยจะต้องมีพื้นที่เพียงพอ มีระยะพักฟื้นที่ดี แล้วก็สร้างสิทธิให้กับชุมชนต่าง ๆ มีการปกป้อง กำหนดเขตหวงห้าม อย่าง การบวชป่า ป่าชุมชน จัดการแบ่งสิทธิและหน้าที่ของทุกกลุ่ม ไม่ใช่แค่หมู่บ้านใดหมู่บ้านหนึ่งด้วยซ้ำ เวลาทำเหมืองฝาย เรากินทั้งลุ่มน้ำ ฟื้นฟูและพักฟื้น ดูแลด้วยไร่หมุนเวียน ทั้งหมดนี้คือวงจรในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมและป่า ซึ่งหากดูแลดี สิ่งที่สามารถทำให้การเกิดโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศลดลงได้”
“ภูมิปัญญาของพี่น้องชาติพันธุ์ ชนเผ่าเขามีต้นทุนคือเวลาและแรงงานที่ทำอยู่ในพื้นที่นั้น ๆ มีความไว้ใจและกติกาทางสังคมที่ต้องหล่อหลอมผูกพันขึ้นมาในวัฒนธรรมของเขามีภาษา ความทรงจำ และการฝึกฝนที่จะยอมรับให้กับคนรุ่นต่อไป สิ่งเหล่านี้คือต้นทุนที่ต้องลงแรง ลงความเชื่อ ลงวัฒนธรรมทั้งหลายไปแต่รัฐไม่จำเป็นต้องซื้อความรู้ใหม่เลย ทั้งหมดนี้ต้องลงทุนในระบบความรู้ดั้งเดิม แต่ไม่ใช่ว่าพี่น้องชาติพันธุ์ไม่ได้ลงทุน เขาลงทุนมาทั้งชีวิต หลายรุ่น หลายเจเนอเรชันที่จะได้สิ่งเหล่านี้มา”
ผศ.แพร ศิริศักดิ์ดำเกิง
ผศ.แพร ยอมรับว่า รัฐพยายามพรากผู้คนชาติพันธุ์ ชนเผ่าออกจากแผ่นดินที่เขาสั่งสมองค์ความรู้มาตลอด เมื่อไหร่ก็ตามที่พรากคนออกจากพื้นที่ เขาจะตัดวงจรความรู้นี้ทันที สูญเสียการเข้าถึงพื้นที่ จะสูญเสียการเรียนรู้และปรับตัวไปกับสิ่งที่เปลี่ยนแปลง ภาษาพิธีกรรมจะขาดบริบทไปทันที
“การพากลุ่มชาติพันธุ์ ชนเผ่าพื้นเมืองออกจากแผ่นดิน จะไม่มีใครปกปักดูแลรักษาแผ่นดินต่อไป การดูแลระบบนิเวศจะสะดุดทันที เพราะฉะนั้นการย้ายถิ่นโดยสมัครใจเกิดขึ้นได้ แต่การบังคับโยกย้ายและกีดกันการเข้าถึงพื้นที่ จะทำลายทั้งวัฒนธรรมและนิเวศ”
ผศ.แพร ศิริศักดิ์ดำเกิง
พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ ส่วนเติมเต็มเป้าหมายพันธสัญญาสากล
วิถีชุมชน และการใช้ภูมิปัญญาจัดการ ดูแลทรัพยากร ยังเป็นต้นทุนสำคัญที่ตอกย้ำบทบาทของชุมชนชาติพันธุ์ ชนเผ่าพื้นเมืองได้เป็นอย่างดี และในฐานะที่ไทยเองก็เป็นสมาชิก สหภาพระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ หรือ IUCN ที่มีกรอบการทำงานในหลายมิติที่ต้องให้การรับรอง โดยเฉพาะ Kunming-Montreal Global Biodiversity Framework (GBF) หรือ หรือ กรอบงานคุนหมิง-มอนทรีออลว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพของโลก ที่รับรองในปี 2022 มีเป้าหมาย 23 ข้อถึงปี 2030 มีเรื่องชาติพันธุ์ปรากฏชัดในหลายเป้าหมาย อย่างการกำหนดพื้นที่อนุรักษ์ 30% ซึ่งปัจจุบันไทยมีประมาณ 23% และก็ต้องยอมรับว่าไม่น่าจะเป็นไปได้มากขนาดนี้อีกแล้ว แม้ดูเหมือนส่วนต่างอีกแค่ 7% แต่จริง ๆ แล้วหลายฝ่ายก็ยอมรับว่าทำได้ยากมาก
ดังนั้นหลายฝ่ายก็เชื่อว่า ส่วนต่างอีก 7% ของเป้าหมายพื้นที่อนุรักษ์จะเกิดขึ้นได้ ชุมชนชาติพันธุ์ถือว่ามีส่วนสำคัญ
ผศ.แพร เน้นย้ำประเด็นนี้ โดยเชื่อว่า 7% ของการไปให้ถึงเป้าหมายการบริหารจัดการพื้นที่อนุรักษ์ถือว่าสอดคล้องกับ พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ ที่ไทยมีอยู่ โดยเฉพาะเรื่องของ พื้นที่คุ้มครอง โดย พื้นที่อนุรักษ์แบบเก่า หรือ Protected Area นั้น ไม่ดีอยู่แล้ว เพราะรัฐเป็นศูนย์กลางในการคุ้มครอง แต่ถ้าเปลี่ยนเป็น Co-management กับชุมชน จะเป็นทางออก แต่เราจะทำอย่างไร
“พื้นที่คุ้มครองอยู่กับภูมิปัญญาของกลุ่มพี่น้อง คำตอบคือ เราต้องให้ความสำคัญกับสิ่งที่เรียกว่า ภูมิปัญญาของชาติพันธุ์ หรือภูมิปัญญาดั้งเดิมของกลุ่มชาติพันธุ์ เพราะความรู้คือชีวิต มีชีวิตแล้วก็มีสิทธิ เขาอยู่ตรงนั้นเพราะฉะนั้น ภูมิปัญญาเหล่านี้ไม่ใช่เพียงมรดกทางวัฒนธรรม แต่เป็นภูมิปัญญาที่ดูแลป่า รู้ว่าอันไหนใช้ประโยชน์ อันไหนเป็นเขตศักดิ์สิทธิ์ อันไหนเป็นพื้นที่เกษตรกรรมที่จะทำ และอันไหนเป็นสัญญาณของธรรมชาติ เพราะฉะนั้น สิทธิของผู้ถือครองความรู้จะต้องมีเรื่องของการเคารพ อนุรักษ์ และมีนวัตกรรมต่าง ๆ แต่เขาจะต้องสามารถเข้าถึงความรู้ได้ ในฐานะที่เป็นหุ้นส่วนความรู้ เป็นเจ้าของความรู้ด้วยเช่นกัน มีการแบ่งปันผลประโยชน์กันอย่างเป็นธรรม และมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่และเท่าเทียมในการเข้าถึงข้อมูลด้วยความยุติธรรม”
ความหวัง ภูมิปัญญาชาติพันธุ์
สู่แผนความหลากหลายทางชีวภาพ ภูมิอากาศ และภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ
สำหรับประเทศไทยในตอนนี้ ผศ.แพร มองว่า กฎหมายเปิดทางแล้ว แต่การปฏิบัติยังเป็นโจทย์สำคัญ โดยช่องว่างที่ต้องเร่งทำ คือ ความมั่นคงในที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งยังไม่ชัดเจน จำเป็นต้องเร่งทำให้ชัดเจนขึ้น กฎหมายป่าไม้ ที่ดิน และการพัฒนายังต้องทำงานแยกส่วนกัน เช่นเดียวกับการมีส่วนร่วมยังไม่ถึงระดับร่วมตัดสินใจและจัดการ
“เรากำลังตะโกนไปจากรอบวง รอบนอก แต่เท่านี้ขอให้เรามีพื้นที่เข้าไปร่วมจัดการ ภูมิปัญญายังไม่ถูกใช้ในแผนความหลากหลายทางชีวภาพ ภูมิอากาศ และภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ เพราะฉะนั้นจะทำอย่างไรให้ภูมิปัญญาของพี่น้องชาติพันธุ์เข้าไปอยู่ในระบบนั้นได้ สิทธิในข้อมูล และการแบ่งปันผลประโยชน์จากความรู้ ยังคงต้องวางมาตรฐานที่สำคัญ ทำให้สิทธิบนกระดาษกลายเป็นอำนาจและเป็นสิทธิของประชาชนในพื้นที่ได้จริง”
ผศ.แพร ศิริศักดิ์ดำเกิง
เสริมศักยภาพ ชาติพันธุ์ ส่วนร่วมดูแลทรัพยากร
เรไร เที่ยงธรรม ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน สังกัดกองส่งเสริมการมีส่วนร่วมต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ภายใต้ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ระบุว่า กรมฯ มีบทบาทเป็นหน่วยประสานงานหลักของประเทศในการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยเฉพาะการทำให้การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศเป็นไปตามเป้าหมายที่ไทยมีพันธสัญญาและข้อตกลงที่ให้ไว้กับนานาประเทศ ภายใต้กรอบอนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
“เป้าหมายที่ใกล้ที่สุดตอนนี้คือปี 2030 ที่เราจะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ แล้วอีก 5 ปีข้างหน้า ตั้งแต่ปี 2030 ถึง 2035 ก็จะลดเพิ่มขึ้นกว่านั้นอีกเป็น 47 เปอร์เซ็นต์”
เรไร เที่ยงธรรม

โดยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีความสำคัญ เพราะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและภัยพิบัติต่าง ๆ มีความเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของมนุษย์ อย่างไรก็ตาม การกำหนดเป้าหมายจะมุ่งไปยังภาคส่วนหลักที่สามารถคำนวณตัวเลขการลดได้ เพื่อนำไปสู่มาตรการส่งเสริมและสนับสนุน รวมถึงการสร้างความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ
ขณะเดียวกัน เมื่อพูดถึงนโยบายที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มชาติพันธุ์และชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ในหลากหลายพื้นที่ เรไร ยอมรับว่าเกี่ยวข้องโดยตรง คือ การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทุกคน
ภายใต้แผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรมฯ ให้สิทธิการมีส่วนร่วมแก่ประชาชนในการทำกิจกรรมและขับเคลื่อนงานในพื้นที่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของภาคประชาชนในการปรับตัวต่อปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
โดยข้อสังเกตหนึ่งที่ไม่มีการพูดถึง หนึ่งคือ ประเด็นสิทธิพี่น้องชนเผ่าพื้นเมือง สองคือองค์ความรู้ในเรื่องการปรับตัว ซึ่งส่วนใหญ่จะเน้นในเรื่องเชิงวิทยาศาสตร์ การชี้วัดที่เป็นเชิงตัวเลข การนับคาร์บอน แต่ว่าการปรับตัวของพี่น้องชนเผ่าจะขึ้นอยู่กับสิทธิทางที่ดิน หากเราไม่สามารถเข้าถึงทรัพยากรเหล่านี้ มันทำให้การปรับตัวยากขึ้น อย่างเช่นผู้หญิงที่มีองค์ความรู้เรื่องเมล็ดพันธุ์เรารู้ว่าเมล็ดพันธุ์ชนิดไหนที่สามารถเติบโตได้ในภูมิอากาศแบบไหน และเรามีการจัดการเรื่องโรคหรือแมลงอย่างไร โดยเฉพาะในไร่หมุนเวียน เป็นตัวอย่างที่ดีมากในองค์ความรู้และวิธีการแบบนี้ แต่มันไม่ได้ถูกเข้าไปอยู่ในเชิงนโยบาย
ในระดับพื้นที่ เรไร ย้ำว่า การขับเคลื่อนงานจำเป็นต้องทำอย่างต่อเนื่อง โดยสิ่งที่กรมฯ สามารถเข้าไปสนับสนุนได้คือการเสริมองค์ความรู้ โดยปัจจุบันอาจเพิ่มเติมเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้าไป แต่สิ่งสำคัญที่กรมฯ ยึดมั่นมาตลอด คือการเสริมศักยภาพที่มีอยู่แล้วของเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ให้สามารถมีบทบาทและมีส่วนร่วมในการทำงาน รวมถึงการดูแลทรัพยากรและฐานทรัพยากรในพื้นที่ของตนเองให้มีความอุดมสมบูรณ์ เพื่อให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดี
ปัจจุบันกรมฯ ทำงานร่วมกับเครือข่ายสิ่งแวดล้อมใน 15 จังหวัด โดยในแต่ละปีจะมีการจัดประชุมสมัชชา ซึ่งกรมฯ เข้าไปสนับสนุนและส่งเสริมให้เกิดการแลกเปลี่ยนบทบาท แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และร่วมกันวางแผนการทำงาน
เรไร ย้ำด้วยว่า กลุ่มชาติพันธุ์เป็นผู้ที่อยู่กับทรัพยากร และเป็นผู้ดูแลทรัพยากรในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นป่าต้นน้ำ หรือความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งล้วนเป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้นกรมฯ จึงยังยึดมั่นและทำงานร่วมกับเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง
รับรองสิทธิชุมชน ตัวช่วยเปลี่ยนแปลงวิธีคิดทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับชาติพันธุ์
ศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ยกตัวอย่างกรณีชุมชนคลิตี้ อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ว่า เป็นคดีแรกที่ศาลรับรองคำว่า “สิทธิชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม” และหลังจากนั้นคำพิพากษาดังกล่าวถูกใช้เป็นแนวทางปฏิบัติ แม้รัฐธรรมนูญจะเปลี่ยนมาใช้คำว่าสิทธิชุมชน แต่ยังคงให้ความสำคัญกับคำว่าท้องถิ่นดั้งเดิม

โดยกรณีคลิตี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการผลักดันเรื่องสิทธิชุมชนในรัฐธรรมนูญ เพราะหากมีการรับรองสิทธิชุมชนในรัฐธรรมนูญจะช่วยให้นักกฎหมายและผู้กำหนดนโยบายเปลี่ยนแปลงวิธีคิดทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับชาติพันธุ์ได้
ที่ผ่านมากฎหมายของประเทศไทยถูกออกแบบโดยหน่วยงานรัฐซึ่งการร่างกฎหมายมักเป็นไปในลักษณะที่เอื้ออำนวยต่อการทำงานของรัฐ แต่เมื่อเข้าสู่ยุคที่ปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมมีความซับซ้อนมากขึ้น รัฐบาลไม่สามารถดำเนินการในลักษณะเดิมได้
ศยามล ยังชี้ให้เห็นว่าการทำความเข้าใจเรื่องดังกล่าว ต้องทำความเข้าใจกับทั้งนักกฎหมายและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพราะในอดีตการทำความเข้าใจเรื่องสิทธิชุมชนเป็นเรื่องยาก เนื่องจากประชาชนยังไม่ตื่นตัวมากนัก แต่ พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ เป็นตัวชี้วัดอันหนึ่งที่ต่อสู้ด้วยตัวเอง ประชาชนลุกขึ้นมาสู้ด้วยตัวเอง
มองข้อท้าทายหลังบังคับใช้ พ.ร.บ.ชาติพันธุ์
ณัฐวุฒิ บัวประทุม รองประธานคณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ สภาผู้แทนราษฏร ชี้ให้เห็นข้อท้าทายหลังการมี พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ คือ การพูดถึงสิทธิที่อยู่ในกฎหมายมักจะตามมาซึ่งคำถามมากมาย เช่น สิทธิเหล่านั้นจะถูกแปลงออกมาเป็นความเข้าใจ เป็นการผลักดัน เป็นการเคารพ หรือกระตุ้นให้คนที่อาจจะยังไม่เข้าใจ สามารถเข้าใจมิติหรือสิทธิเหล่านี้ได้อย่างไร

และผู้มีความหลากหลายทางเพศ สภาผู้แทนราษฏร
“สิทธิหลายอย่าง เราอ่านกันในเชิงตัวอักษร มันไม่สามารถเกิดเป็นรูปธรรม เช่น แม้กระทั่งการจัดการศึกษาของพี่น้องชาติพันธุ์ ผมยังนึกไม่ออกว่ามันจะผลักไปสู่การจัดการศึกษาที่ถูกรองรับในระบบของการเรียนได้อย่างไร ส่วนที่สองของข้อท้าทายในกฎหมายคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มพี่น้องชาติพันธุ์ ก็คือ ประเด็นเรื่องของกลไกที่มีอยู่ในกฎหมาย เอาแค่กลไกในเรื่องของสภา เรื่องของการจดทะเบียนกลุ่ม เรากำลังเกิดตัวสภาที่จะตามมา ซึ่งก็อาจจะยังมีข้อโต้แย้งอยู่ว่าใครจะเป็นตัวแทนของสภา”
ณัฐวุฒิ บัวประทุม
อีกหนึ่งข้อท้าทาย ณัฐวุฒิ ชี้ว่าคือการตั้งพื้นที่คุ้มครองฯ เนื่องจากพบว่าในกฎหมายฉบับที่ผ่านได้เสียหลายประเด็น ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าการเอาพื้นที่คุ้มครองออกจากฎหมายเหมือนสูญเสียหัวใจสำคัญของกฎหมาย
หวังเปิดกว้าง เยาวชนชาติพันธุ์-คนรุ่นใหม่ มีส่วนร่วมกำหนดอนาคต
ขณะที่ เกรียงไกร ชีช่วง ประธานสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย ก็มองว่า ประเทศไทยอยู่ภายใต้สายตาองคาพยพของโลก ถ้าวันนี้ประเทศไทยไม่สนใจทั่วโลก จะส่งผลสะเทือนไม่ใช่แค่ประชาชน แต่รวมถึงธรรมชาติ และโลกทุกมิติด้วย หลังมีกฎหมายมาแล้ว 1 ปี ก็มีความหวัง เพราะได้เห็นหัวใจของภาครัฐ เห็นหัวใจของฝ่ายการเมือง เห็นหัวใจของภาคี โดยเฉพาะภาคีสากลที่ร่วมมือกัน

เกรียงไกร ย้ำว่าหลังจากนี้ต้องมีการพูดคุยกันให้มากขึ้น รวมทั้งการเปิดพื้นที่ให้กับ เด็ก เยาวชน รวมไปถึงผู้หญิงมาเยอะขึ้น ซึ่งคนกลุ่มนี้จะเป็นเสียงในอนาคต
“ผมคิดว่าเป็นแนวทางหนึ่งที่น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นก่อนประสานความร่วมมือพี่น้องเครือข่ายอย่างต่อเนื่องจริง ๆ แล้วก็ทุบกำแพงบางอย่าง ให้คนอื่น ๆ ที่น่าจะเป็นอนาคตนี้ได้เข้ามาให้มากที่สุด ผมคิดว่ามันก็คงจะเปลี่ยนได้ยังมีอีกหลายกำแพงที่ซ้อนกัน ก้อนเล็กก้อนใหญ่กันต่าง ๆ มันอาจจะยังหยุดไม่ได้ แต่เราต้องเข้าใจว่าปัญหาในกลไกสภาเป็นแบบนี้ ปัญหาหน่วยงานเป็นแบบนี้ ถึงจะตั้งใจยังไง แต่มันก็ยังมีความซับซ้อนอยู่ที่เราอาจจะหยุดไม่ได้ อาจจะยังต้องช่วยกันอยู่”
เกรียงไกร ชีช่วง
