กวส. -คชท. ออกแถลงการณ์ ให้รัฐดำเนินการอยู่บนหลักมนุษยธรรม ไม่ส่งกลับหรือผลักดันกะเหรี่ยงทั้ง 28 คน จนกว่าจะมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงชัดเจน ดูแลบุคคลเปราะบาง พร้อมขอให้แยกปมปัญหาสถานะบุคคล ออกจากการกระทำความผิด วอนรัฐบาลไทยเปิดพื้นที่ความร่วมมือกับหน่วยงานด้านมนุษยธรรม สิทธิมนุษยชน ภาคประชาสังคม และองค์กรชาติพันธุ์ที่เกี่ยวข้อง ร่วมค้นหาทางออก ที่มากกว่ามาตรการทางกฎหมาย
เมื่อวันที่ 14 ส.ค. 2569 เครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม (กวส.) ร่วมกับเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย (คชท.) ออกแถลงการณ์ ขอให้คุ้มครองชีวิต ศักดิ์ศรี และความปลอดภัยของพี่น้องกะเหรี่ยง และขอให้การดำเนินการใด ๆ ตั้งอยู่บนหลักมนุษยธรรมและหลักไม่ส่งกลับไปสู่พื้นที่เสี่ยงภัย
โดยมีรายละเอียดสำคัญระบุว่า ตามที่เครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ได้ติดตามข้อมูลข่าวสารจากสื่อมวลชนและข้อมูลจากภาคประชาชน กรณีการควบคุมตัวพี่น้องชาวกะเหรี่ยงจำนวน 28 คน สืบเนื่องมาจากปฏิบัติการ “ฟ้าสางป่าเด็งใต้” เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2569 ในพื้นที่บ้านป่าเด็ง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี และบ้านป่าละอู อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นพื้นที่ชุมชนกะเหรี่ยงที่มีประวัติการอยู่อาศัยมายาวนาน
จากข้อมูลที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ ทราบว่าบุคคลที่ถูกควบคุมตัวประกอบด้วยเด็กจำนวน 8 คน ในจำนวนนี้มีเด็กที่มีอาการเจ็บป่วย รวมถึงหญิงตั้งครรภ์ 2 คน ขณะที่หลายคนมีความสัมพันธ์ทางเครือญาติและครอบครัวกับชุมชนกะเหรี่ยงในพื้นที่ บางคนพำนักอยู่ในประเทศไทยมาเป็นเวลานาน เด็กบางคนเกิดและเติบโตในพื้นที่ และบางรายอยู่ระหว่างกระบวนการพิสูจน์สถานะบุคคล
เครือข่ายฯ ตระหนักและเคารพว่า การบังคับใช้กฎหมาย การตรวจสอบสถานะบุคคล และการบริหารจัดการชายแดนเป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐ อย่างไรก็ตาม อำนาจของรัฐจะได้รับความไว้วางใจอย่างสูงสุดเมื่อการใช้อำนาจนั้นดำเนินควบคู่ไปกับความยุติธรรม ความได้สัดส่วน ความเมตตา และการเคารพศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อผู้ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐประกอบด้วยเด็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้เจ็บป่วย และบุคคลที่อาจหลบหนีจากสถานการณ์การสู้รบและความไม่ปลอดภัย การพิจารณาเรื่องสถานะทางกฎหมายจึงไม่ควรแยกขาดออกจากการพิจารณาความเสี่ยงต่อชีวิตและความปลอดภัยของบุคคลเหล่านั้น



** ความกังวลต่อการส่งกลับ **
เครือข่ายฯ มีความกังวลเป็นอย่างยิ่งต่อความเป็นไปได้ที่บุคคลเหล่านี้จะถูกส่งหรือผลักดันกลับไปยังประเทศเมียนมา ในขณะที่สถานการณ์ความขัดแย้ง การสู้รบ และความไม่ปลอดภัยในหลายพื้นที่ยังคงดำรงอยู่
สำหรับผู้ที่หลบหนีภัยจากการสู้รบ การข้ามพรมแดนอาจมิได้เป็นการแสวงหาโอกาส หากแต่เป็นการแสวงหาพื้นที่ที่ชีวิตจะยังสามารถดำรงอยู่ได้ และสำหรับผู้ที่เดินทางมาอาศัยกับญาติพี่น้องในชุมชนกะเหรี่ยง ความเป็น “ญาติ” มิใช่เพียงความสัมพันธ์ทางสายเลือด แต่เป็นระบบการดูแลและความรับผิดชอบต่อกันที่ดำรงอยู่ในสังคมกะเหรี่ยงมาอย่างยาวนาน
ในภูมิปัญญาของชนพื้นเมือง บ้านมิได้หมายถึงเพียงสถานที่ที่มีชื่ออยู่ในทะเบียน
“บ้าน คือพื้นที่ที่มีผู้คนรอรับเราเมื่อเราทุกข์ญาติ คือผู้ที่ไม่ทอดทิ้งเราเมื่อภัยมาถึงและพรมแดนทางการเมืองไม่ควรกลายเป็นเส้นแบ่งระหว่างชีวิตกับความตาย” แถลงการณ์ระบุ
ด้วยเหตุนี้ การส่งบุคคลใดกลับไปยังพื้นที่ที่มีความเสี่ยง โดยปราศจากการประเมินสถานการณ์และความปลอดภัยเป็นรายบุคคลอย่างรอบด้าน อาจนำไปสู่ผลที่ไม่อาจแก้ไขย้อนหลังได้
เครือข่ายฯ จึงขอให้รัฐบาลไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยึดถือหลัก การไม่ส่งบุคคลกลับไปยังพื้นที่ซึ่งบุคคลนั้นอาจเผชิญภัยต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ หรือการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง (Principle of Non-Refoulement) ควบคู่กับหลักประโยชน์สูงสุดของเด็ก และการคุ้มครองบุคคลกลุ่มเปราะบาง
เครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ขอเสนอด้วยความเคารพต่อรัฐบาลไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังต่อไปนี้
- ขอให้ชะลอการส่งกลับหรือผลักดันบุคคลทั้ง 28 คน จนกว่าจะมีการตรวจสอบข้อเท็จจริง สถานะบุคคล ประวัติการอยู่อาศัย ความสัมพันธ์ทางครอบครัว และประเมินความเสี่ยงต่อชีวิตและความปลอดภัยเป็นรายบุคคลอย่างรอบด้าน โดยต้องไม่มีการส่งมอบบุคคลใดไปยังพื้นที่ที่ยังมีความเสี่ยงจากการสู้รบ การประหัตประหาร หรือการละเมิดสิทธิมนุษยชน
- ขอให้แยก “ปัญหาสถานะบุคคล” ออกจาก “การกระทำความผิด” อย่างชัดเจน การไม่มีเอกสารประจำตัวหรือสถานะทางทะเบียน ไม่ควรถูกใช้เป็นข้อสันนิษฐานโดยอัตโนมัติว่าบุคคลนั้นเป็นอาชญากรหรือเป็นภัยต่อความมั่นคง หากไม่มีพยานหลักฐานถึงการกระทำความผิด บุคคลดังกล่าวควรได้รับสิทธิในการเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบและพิสูจน์สถานะอย่างเป็นธรรม
- ขอให้เด็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้เจ็บป่วย และบุคคลเปราะบางได้รับการคุ้มครองเป็นกรณีพิเศษ โดยจัดให้มีสถานที่และสภาพการดูแลที่เหมาะสม เข้าถึงบริการทางการแพทย์ อาหาร การพักผ่อน และความจำเป็นพื้นฐานอย่างเพียงพอ และหลีกเลี่ยงการควบคุมเด็กในสภาพแวดล้อมที่มีลักษณะเสมือนการควบคุมผู้กระทำความผิดทางอาญา
- ขอให้ผู้ถูกควบคุมตัวสามารถเข้าถึงครอบครัว ญาติ ทนายความ และผู้ให้ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมและสิทธิมนุษยชน อย่างรวดเร็วและโปร่งใส เพื่อสร้างหลักประกันว่ากระบวนการทั้งหมดจะดำเนินไปภายใต้หลักนิติธรรมและสามารถตรวจสอบได้
- ขอให้พิจารณาความผูกพันกับประเทศไทยเป็นรายกรณี โดยเฉพาะผู้ที่เกิดในประเทศไทย ผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยมาเป็นเวลานาน ผู้ที่มีบิดา มารดา บุตร คู่สมรส หรือญาติอาศัยอยู่ในประเทศไทย ตลอดจนผู้ที่อยู่ระหว่างกระบวนการพิสูจน์สถานะบุคคล
- ขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับบุคคลที่มีรายงานว่าเคยถูกส่งกลับก่อนหน้านี้และครอบครัวไม่สามารถติดต่อได้ เพื่อให้ทราบถึงสถานะ ความเป็นอยู่ และความปลอดภัยของบุคคลเหล่านั้น และขอให้แจ้งข้อมูลแก่ครอบครัวตามสมควร
- ขอให้รัฐบาลไทยเปิดพื้นที่ความร่วมมือกับหน่วยงานด้านมนุษยธรรม สิทธิมนุษยชน ภาคประชาสังคม และองค์กรชาติพันธุ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันค้นหาทางออกที่ตั้งอยู่บนข้อมูลที่ถูกต้อง ความไว้วางใจ และการคุ้มครองชีวิต มากกว่าการใช้มาตรการทางกฎหมายเพียงมิติเดียว
เครือข่ายฯ ยังส่งความห่วงใยไปยังพี่น้องกะเหรี่ยงทุกคนที่อยู่ภายใต้การควบคุม รวมถึงเด็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้เจ็บป่วย ตลอดจนครอบครัวและญาติพี่น้องที่กำลังรอคอยด้วยความวิตกกังวล
“เราขอยืนยันว่า สถานะทางทะเบียนอาจยังไม่ชัดเจนแต่คุณค่าของความเป็นมนุษย์ไม่เคยคลุมเครือ การไม่มีเอกสาร มิได้ทำให้ชีวิตหนึ่งมีคุณค่าน้อยกว่าชีวิตอื่น การไม่มีชื่ออยู่ในทะเบียน มิได้ทำให้บุคคลหนึ่งสูญเสียสิทธิ ที่จะมีชีวิตอย่างปลอดภัย และการหนีจากสงคราม มิควรกลายเป็นเหตุให้บุคคลหนึ่ง ต้องถูกส่งกลับไปเผชิญสงครามอีกครั้ง ” แถลงการณ์ระบุ
เครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ หน่วยงานของรัฐ บุคลากรด้านสาธารณสุข นักกฎหมาย องค์กรสิทธิมนุษยชน ภาคประชาสังคม สื่อมวลชน และประชาชนทุกฝ่ายที่กำลังติดตามสถานการณ์และพยายามหาทางออกให้แก่กรณีนี้
“เราเชื่อมั่นว่า ประเทศไทยมีทั้งวุฒิภาวะทางกฎหมายและทุนทางมนุษยธรรมเพียงพอที่จะจัดการกับสถานการณ์ที่ละเอียดอ่อนเช่นนี้ โดยไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่าง “กฎหมาย” กับ “ความเมตตา” เพราะกฎหมายที่ยืนอยู่ข้างศักดิ์ศรีมนุษย์ย่อมเป็นกฎหมายที่เข้มแข็งยิ่งกว่าเดิม” แถลงการณ์ ระบุ
จึงมีความหวังว่า รัฐบาลไทยและทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะใช้กรณีนี้เป็นโอกาสในการแสดงให้เห็นว่า ความมั่นคงของรัฐและความมั่นคงของชีวิตมนุษย์สามารถดำรงอยู่ร่วมกันได้ และประเทศไทยจะยังคงเป็นแผ่นดินที่ผู้หนีภัยสามารถพบความปลอดภัยก่อนที่กระบวนการทางกฎหมายจะให้คำตอบต่อชะตาชีวิตของเขาในภูมิปัญญากะเหรี่ยง
“เราเรียนรู้ว่า เมื่อคนหลงทางมาถึงบ้าน เราถามก่อนว่าเขาหิวหรือไม่ เมื่อคนหนีภัยมาถึงชุมชน เราถามก่อนว่าเขาปลอดภัยหรือไม่ ส่วนคำถามว่าเขามาจากที่ใดนั้น อาจถามได้ภายหลัง เพราะชีวิตต้องได้รับการรักษา ก่อนที่สถานะจะได้รับการพิสูจน์” แถลงการณ์ระบุ
เครือข่ายฯ จึงขอฝากความหวังไว้กับรัฐบาลไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า การตัดสินใจครั้งนี้จะเป็นการตัดสินใจที่วันหนึ่ง เมื่อเราหันกลับมามอง เรายังสามารถกล่าวได้อย่างภาคภูมิว่า ในวันที่กฎหมายต้องเผชิญหน้ากับความทุกข์ของมนุษย์ ประเทศไทยมิได้ละทิ้งกฎหมาย และในขณะเดียวกัน ก็มิได้ละทิ้งความเป็นมนุษย์ ด้วยความเคารพในศักดิ์ศรีของทุกชีวิต และด้วยความหวังต่อกระบวนการที่ตั้งอยู่บนหลักมนุษยธรรม
