สร้างระบบนิเวศ AI ที่เคารพสิทธิมนุษยชน พัฒนากลไก-ธรรมาภิบาล ยกระดับผู้ใช้งานบนความรับผิดชอบ

‘สมัชชาสิทธิมนุษยชน’ ร่วมถอดบทเรียน ยกระดับการใช้ AI ไปสู่การเคารพสิทธิมนุษชน ด้วยกลไกธรรมาภิบาล กฎหมาย พัฒนาศักยภาพผู้ใช้งานให้มีความพร้อม ขณะเดียวกัน เตรียมดัน ‘ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยปัญญาประดิษฐ์’ วางกรอบ ช่วยประเมินความเสี่ยง กำหนดผู้รับผิดชอบ เดินหน้าสร้างระบบนิเวศ AI ที่เคารพสิทธิมนุษยชน

เมื่อวันที่ 27 ส.ค. 2569 งาน สมัชชาสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2569 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Human Rights in Action : Equality for Al หยุดเลือกปฏิบัติ หยุดทุจริต เพื่อสิทธิที่เท่าเทียม” โดยนำประเด็นการทุจริตคอร์รัปชันมาผูกกับสิทธิมนุษยชน ช่วยตอกย้ำให้เห็นว่า การคอร์รัปชันไม่ใช่เพียงเรื่องความเสียหายทางงบประมาณหรือคดีอาญา แต่เป็นต้นตอสำคัญที่พรากสิทธิขั้นพื้นฐาน ทำลายความเท่าเทียม และสร้างผลกระทบต่อกลุ่มเปราะบางโดยตรง ขณะที่ประเด็นการเลือกปฏิบัติก็เป็นอุปสรรคสำคัญในการเข้าถึงสิทธิและโอกาสในชีวิต

งานสมัชชาสิทธิมนุษยชน คือ เวทีกลางระดับชาติที่จัดโดย คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เพื่อให้ภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนได้ร่วมระดมความคิดเห็น แลกเปลี่ยนข้อมูลจากผู้ปฏิบัติงาน เพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาสิทธิมนุษยชนร่วมกัน พร้อมกับติดตามความคืบหน้า และรายงานการขับเคลื่อนข้อมติจากปีที่ผ่านมา

Image Name

ทั้งนี้จากการทบทวนและรายงานความคืบหน้าของข้อมติสมัชชาฯ ประจำปี 2568  มี 5 ประเด็น ได้แก่ สิ่งแวดล้อมที่ดี, สิทธิผู้สูงอายุ, สิทธิในกระบวนการยุติธรรม, สิทธิแรงงาน และ สิทธิมนุษยชนกับ AI

สำหรับประเด็น AI ที่ส่งผลต่อสิทธิมนุษยชนนั้น ทัชนันท์ กังวานตระกูล อุปนายกสมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIEAT) และ จุฑา ธาราไชย ที่ปรึกษาอิสระ ได้นำเสนอถึงการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญในยุคที่ AI เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของทุกคน จากเดิมที่การขับเคลื่อนเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นเน้นเพียงการสร้างความตระหนักรู้และมองประชาชนเป็นผู้ได้รับผลกระทบ มาสู่การยกระดับกลไกธรรมาภิบาล กฎหมาย และการพัฒนาศักยภาพผู้ใช้งานให้มีความพร้อมและรับผิดชอบร่วมกัน

โดยมองว่าการขับเคลื่อนประเด็น AI ร่วมกับหลักสิทธิมนุษยชนมีความก้าวหน้าอย่างชัดเจนในหลายมิติ โดยเฉพาะการพัฒนาเครื่องมือและกลไกธรรมาภิบาล ซึ่งมีหน่วยงานหลักอย่างสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) เช่น การจัดตั้งศูนย์ AI Governance Center (AIGC) เพื่อจัดทำคู่มือและแนวทางประเมินการกำกับดูแล AI (Playbook & Toolkits)

รวมถึงกรอบการประเมินผลกระทบด้านจริยธรรม (Ethical Impact Assessment: EIA) ที่สอดคล้องกับมาตรฐานของ UNESCO ตลอดจนการสนับสนุนระบบคลาวด์และโครงสร้างพื้นฐานกลางโดยสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI)

ในด้านกฎหมาย มีการยก ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งได้ผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณะแล้ว เพื่อวางกรอบความชัดเจนในการประเมินความเสี่ยงและกำหนดผู้รับผิดชอบ อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันการกำกับดูแลส่วนใหญ่ยังเป็นลักษณะของโครงการนำร่อง (Project-based) และเน้นความสมัครใจเป็นหลัก

สำหรับภาคธุรกิจ มีการผลักดันแนวคิด “Responsible AI by Design” โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจการเงินและโทรคมนาคม เพื่อให้ผู้พัฒนาระบบคำนึงถึงความปลอดภัย ความโปร่งใส และการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบแพลตฟอร์ม ควบคู่กับการเสนอให้มีมาตรการจูงใจทางภาษีหรือสิทธิประโยชน์แก่ผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามมาตรฐาน

ด้านการส่งเสริมทักษะความรู้เท่าทัน (AI Literacy) นั้น มีการพัฒนาหลักสูตรอย่างแพร่หลาย ทั้งโครงการ AI for Teachers/Schools โดยความร่วมมือกับภาคเอกชน และการจัดทำมาตรฐานการรับรองสมรรถนะบุคคล (AI Literacy Certificate) โดยสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) ซึ่งแบ่งผู้ใช้งานออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ผู้ใช้ทั่วไป (General User) ผู้ใช้ในระดับกำลังแรงงาน (Workforce) และผู้บริหารหรือผู้วางนโยบาย (Power User)

ช่องโหว่-ความท้าทาย ขับเคลื่อนสิทธิมนุษยชนด้วย AI

อย่างไรก็ตามในการขับเคลื่อนสิทธิมนุษยชนด้วย AI ยังคงมีช่องว่าง ความท้าทาย เพราะแม้จะมีความตื่นตัวและเกิดโครงการจำนวนมาก แต่การดำเนินงานยังคงเผชิญกับข้อจำกัดและช่องว่างสำคัญหลายประการ เช่นการกำกับดูแลยังไม่มีองค์กรเจ้าภาพระดับชาติที่บูรณาการร่วมกัน ส่งผลให้ต่างหน่วยงานต่างทำ และยังขาดมาตรฐานกลางที่เป็นเอกภาพของประเทศ

อีกทั้งระบบการเยียวยาและการคุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบ ยังขาดความชัดเจน โดยเฉพาะกลไกการรับเรื่องร้องเรียนเฉพาะทางด้าน AI ที่ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้สะดวก

นอกจากนี้ยังคงมีความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทักษะ AI ของกลุ่มเปราะบาง แรงงานสูงวัย หรือชุมชนห่างไกล ซึ่งไม่สามารถปรับตัวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจใหม่ได้อย่างเท่าทัน และเสี่ยงต่อการถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

อีกทั้งยังขาดความร่วมมือและข้อตกลงในระดับสากล ในการรับมือและจัดการภัยคุกคามทางไซเบอร์ มิจฉาชีพ Scammer และเทคโนโลยี Deepfake ข้ามพรมแดน

ก้าวต่อไปของการสร้างระบบนิเวศ AI ที่เคารพสิทธิมนุษยชน

พร้อมกันนี้ยังชี้ให้เห็นถึงทิศทางยุทธศาสตร์สำคัญที่ประเทศไทยต้องเร่งผลักดันใน 5 ด้านหลัก ประกอบด้วย

  1. การเร่งผลักดันพระราชบัญญัติปัญญาประดิษฐ์ให้มีผลบังคับใช้ เพื่อสร้างความชัดเจนในเชิงกฎหมาย กำหนดสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดทางแพ่งและอาญาของผู้พัฒนาและผู้ให้บริการอย่างเป็นรูปธรรม

  2. การใช้อำนาจการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ (Government Procurement) เป็นเครื่องมือเชิงรุก โดยกำหนดให้ระบบ AI ที่รัฐจะจัดซื้อต้องผ่านเกณฑ์การประเมินผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชน (Human Rights Impact Assessment: HRIA) และมีความโปร่งใสที่ตรวจสอบได้

  3. การสร้างมาตรการจูงใจแก่ภาคธุรกิจ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในการพัฒนา AI ที่มีความรับผิดชอบ และลดภาระต้นทุนในการปรับตัวของผู้ประกอบการรายย่อย

  4. การขยายผล AI Literacy เชิงรุก ไปยังกลุ่มเปราะบางและภาคแรงงาน เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของตลาดงานในอนาคต และป้องกันการถูกเอารัดเอาเปรียบหรือการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยี

  5. การบูรณาการศูนย์รับเรื่องร้องเรียนและกำหนดกลไกการเยียวยาความเสียหายจากการใช้ AI ที่ชัดเจนและรวดเร็ว เพื่อเป็นหลักประกันว่าการพัฒนาเทคโนโลยีจะก้าวหน้าควบคู่ไปกับการคุ้มครองศักดิ์ศรีและสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนทุกคนอย่างแท้จริง

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active