ผู้สูงอายุใช้สื่อออนไลน์เพิ่มก้าวกระโดด เสี่ยงถูกหลอก-ถ่างความสัมพันธ์กับคนใกล้ตัว 

นักวิจัย กังวล AI ทำให้ผู้สูงอายุเสี่ยงถูกหลอก และกำลังเปลี่ยนความสัมพันธ์ของคนต่างวัย แนะสิ่งที่ทุกคนต้องตระหนักอยู่เสมอ คือ AI ทุกบริษัทถูกสร้างโดยเอกชน มีเป้าหมาย ทำกำไร และต้องการให้คนอยู่กับสิ่งนั้น

ศูนย์วิชาการด้านการรู้เท่าทันสื่อของผู้สูงอายุ สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยรายงานผลการสำรวจสถานการณ์การใช้สื่อ พฤติกรรมการรู้เท่าทันสื่อ และระดับการรู้เท่าทันปัญญาประดิษฐ์ (AI Literacy) ของกลุ่มก่อนสูงอายุ (50-59 ปี) และกลุ่มผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) ประจำปี 2568 จากกลุ่มตัวอย่าง 2,500 คน ใน 20 จังหวัดและ 5 เขตกรุงเทพมหานคร พบข้อมูลที่น่าตกใจว่า มากกว่า 1 ใน 3 (ร้อยละ 38.56) เคยตกเป็นเหยื่อภัยออนไลน์ในรอบปีที่ผ่านมาโดยสัดส่วนการตกเป็นเหยื่อของทั้งสองกลุ่มอายุใกล้เคียงกันบ่งชี้ว่าภัยลวงจากการใช้สื่อออนไลน์ได้ กลายเป็นวิกฤตของสังคมสูงอายุไทย 

ข้อค้นพบสำคัญ 5 อย่างที่น่าสนใจ 

1. สังคมสูงวัยเข้าสู่โลกดิจิทัลเต็มรูปแบบจากการสำรวจพฤติกรรมการใช้สื่อมาอย่างต่อเนื่อง 5 ปี และปีนี้เป็นปีแรกที่ สื่อออนไลน์ ได้รับความนิยมจากผู้สูงอายุเป็นอันดับแรก แซงสื่อบุคคล และโทรทัศน์ ที่เคยเป็นที่นิยมมากกว่าในปีก่อน ๆ โดย Line ยังคงได้รับความนิยมมากที่สุด ตามมาด้วย Facebook, YouTube, TikTok และ Google สำหรับวัตถุประสงค์หลักในการใช้สื่อออนไลน์ ก็คือ เพื่อการติดต่อสื่อสารและเปิดรับข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ตามมาด้วยการใช้เพื่อความบันเทิง และการค้นหาข้อมูล

ขณะที่การทำธุรกรรมออนไลน์ใช้น้อยที่สุดแนวโน้มเนื้อหาที่เปิดรับจากสื่อไม่แตกต่างจากเดิม โดยตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ข่าวสารต่าง ๆ เนื้อหาด้านสุขภาพ และความบันเทิง ยังคงเป็นประเด็นที่ผู้สูงอายุสนใจและเปิดรับมากที่สุด ส่วนระยะเวลาที่ผู้สูงอายุใช้สื่อในแต่ละวัน พบว่า มากกว่า 50% ใช้สื่อมากกว่า 4 ชั่วโมง/วัน ซึ่งเป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อน ๆสะท้อนให้เห็นว่า ผู้สูงอายุจำนวนมากกว่าครึ่ง ใช้เวลาส่วนใหญ่ของแต่ละวันไปกับการใช้สื่อ

2. “หลอกขายสินค้า-หลอกเรื่องสุขภาพ” ยังครองแชมป์ภัยลวงยอดฮิตผู้สูงอายุที่รู้ว่าตนเองตกเป็นเหยื่อการหลอกลวงผ่านสื่อ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปี 68 มีสัดส่วนผู้สูงอายุที่เคยตกเป็นเหยื่อถึงประมาณ 4 ใน 10 คน (37.59%) ซึ่งถือว่าเป็นสัดส่วนที่มากที่สุดในรอบ 5 ปี สำหรับรูปแบบการตกเป็นเหยื่อที่พบมากที่สุดคือ การซื้อสินค้าไม่ตรงปก/ไม่มีคุณภาพ รองลงมาคือ การหลอกลวงด้านสุขภาพผลิตภัณฑ์สุขภาพ และการแอบอ้างสร้างความน่าเชื่อถือ

ทั้งนี้ กลุ่มผู้สูงอายุ (60+) มีแนวโน้มตกเป็นเหยื่อจากการหลอกลวงที่เกิดจากความไว้วางใจ ความเห็นอกเห็นใจและความสัมพันธ์ทางอารมณ์ ส่วนกลุ่มก่อนสูงอายุ (50-59 ปี) มักเผชิญการข่มขู่หรือสร้างความหวาดกลัว ข้อค้นพบ ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าการออกแบบมาตรการป้องกันภัยลวงจากสื่อควรคำนึงถึงลักษณะความเสี่ยงเฉพาะของแต่ละช่วงวัยควบคู่ไปกับการจัดการปัญหาภัยลวงหลักที่ประชาชนเผชิญร่วมกัน

การวิเคราะห์แนวโน้มร้อยละของผู้สูงอายุที่ตกเป็นเหยื่อและได้รับผลกระทบจากการถูกหลอกลวงผ่านสื่อต่าง ๆ ในช่วงระยะเวลา 5 ปี (ปี พ.ศ. 2564 – 2568) พบว่า สัดส่วนของผู้สูงอายุที่มีประสบการณ์ถูกหลอกลวงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อการตกเป็นเหยื่อออนไลน์ ได้แก่ การมีทักษะการ “หยุด” ก่อนเชื่อหรือส่งต่อข้อมูล การรู้เท่าทัน AI โดยเฉพาะทักษะในการแยกแยะเนื้อหาทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นภาพ เสียง หรือคลิปวิดีโอ ว่าเป็นข้อมูลจริงหรือเนื้อหาปลอมที่สร้างขึ้นโดย AI และการสื่อสารแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคนอื่น ๆ ซึ่งเป็นทักษะสำคัญที่ช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถตรวจสอบข้อมูล พิจารณาความน่าเชื่อถือ และลดโอกาสในการตกเป็นเหยื่อของภัยออนไลน์ได้

3. การบริโภคสื่อมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงสุขภาวะของประชากรสูงอายุทั้งในเชิงบวกและเชิงลบใน 5 ด้าน (กาย ใจ สังคม ปัญญา เศรษฐกิจ) ทั้งนี้

สุขภาวะทางกายเป็นด้านที่ได้รับผลกระทบเชิงลบสูงที่สุดข้อค้นพบดังกล่าวสะท้อนว่า สื่อสามารถเป็นทั้งปัจจัยส่งเสริมและปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาวะของประชากรสูงอายุ จึงควรส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากสื่อเพื่อสร้างเสริมสุขภาวะควบคู่กับการสร้างความรู้และทักษะในการบริโภคสื่ออย่างเหมาะสม โดยเฉพาะในบริบทที่ประชากรสูงอายุมีแนวโน้มใช้สื่อออนไลน์เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

4. พฤติกรรมรู้เท่าทันสื่อ ทักษะการ “หยุด” เป็นจุดอ่อนสำคัญก่อนโดนหลอกภายใต้กรอบแนวคิด “หยุด คิด ถาม ทำ” ผลการสำรวจชี้ว่า คะแนนด้าน “หยุด” (ยับยั้งและใช้สติก่อนเชื่อหรือส่งต่อ) ต่ำที่สุด สะท้อนว่า เมื่อได้รับข้อมูลข่าวสาร ผู้สูงอายุจะตอบสนองทันที โดยไม่ทันได้ยั้งคิดและตรวจสอบข้อมูลก่อนเชื่อหรือแชร์ซึ่งเป็นช่องโหว่สำคัญที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอมและข้อมูลลวงได้ง่าย

5. ความท้าทายในยุคปัญญาประดิษฐ์ที่สะท้อนจากระดับ AI Literacy ผลการสำรวจชี้ว่า ผู้สูงอายุไทยมีความรู้พื้นฐานและจริยธรรมเกี่ยวกับ AI อยู่ในระดับค่อนข้างดี ขณะที่ด้านการใช้ประโยชน์จาก AI การแยกแยะข้อมูลหรือเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับ AI และการใช้ AI สร้างสรรค์ยังอยู่ในระดับต่ำ สะท้อนว่าผู้สูงอายุจำนวนมากยังไม่สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ได้อย่างเต็มศักยภาพ ทั้งนี้ กลุ่มก่อนสูงอายุมีระดับการรู้เท่าทันปัญญาประดิษฐ์ (AI Literacy) สูงกว่ากลุ่มผู้สูงอายุในทุกองค์ประกอบ (ความรู้เกี่ยวกับ AI การใช้ประโยชน์จาก AI การแยกแยะข้อมูลหรือเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับ AI การใช้ AI สร้างสรรค์ และจริยธรรมในการใช้ AI)

หลักสูตรสูงวัยรู้ทัน AI ด้วยหลัก “หยุด คิด ถาม ทำ” วัคซีนชีวิตผู้สูงวัยในยุค AI ข้อมูลจากการสำรวจทีมวิจัยของศูนย์วิชาการฯ นำมาใช้ในการวิจัยเชิงทดลองเพื่อพัฒนาหลักสูตรสูงวัยรู้ทัน AI ที่สอดคล้องกับบริบทของผู้สูงอายุไทย มุ่งเสริมสมรรถนะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตในยุค AI 3 ด้าน ได้แก่ ด้านความรู้ความเข้าใจในบทบาทของ AI ในชีวิตประจำวัน ประโยชน์และความเสี่ยง ด้านความสามารถในการแยกแยะสื่อที่สร้างโดย AI และด้านจริยธรรมและความปลอดภัยในการใช้ปัญญาประดิษฐ์ โดยใช้หลัก “หยุด คิด ถาม ทำ” และสื่อการเรียนรู้

AI เปลี่ยนเร็ว ห่วงผู้สูงอายุรับมือ AI ลำพังไม่ไหว ชวนสังคมทบทวนภาระ “รู้เท่าทัน” ไม่ควรตกอยู่ที่ผู้สูงอายุเพียงฝ่ายเดียว

รศ.นันทิยา ดวงภุมเมศ  ผอ.สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ผู้สูงอายุใช้สื่อออนไลน์เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด และผู้สูงอายุก็ถูกหลอกเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเช่นกัน ขณะที่เมื่อสังคมพัฒนาผู้สูงอายุหนีจากสถานการณ์นี้ไม่พ้นอยู่แล้ว ฉะนั้นจะทำอย่างไรให้คนกลุ่มนี้  ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะไหน สามารถอยู่กับมันอย่างมีความสุขและปลอดภัย 

รศ.นันทิยา ดวงภุมเมศ  ผอ.สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล

ในมุมของงานวิจัยด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ รศ.นันทิยามองว่า การพัฒนาเทคโนโลยีจำเป็นต้องเดินควบคู่ไปกับการให้ความสำคัญกับความเป็นมนุษย์ หรือ Humanized Approach ไม่ใช่มองเรื่องเทคโนโลยีเพียงด้านเดียว

“สิ่งที่ต้องไปกับเทคโนโลยีคือเรื่องของความเป็นมนุษย์ที่เราจะต้องควบคู่กันไป ภาษาอังกฤษ คือ Humanized Approach ต้องตีมาคู่กับ Technological Approach” 

ประเด็นดังกล่าวสอดคล้องกับมุมมองของ ศ.พนม คลี่ฉายา คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งมองว่า ผลวิจัยที่เกิดขึ้นกำลังชี้ให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างการใช้งานสื่อกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเมื่อรูปแบบการใช้งานของผู้สูงอายุเปลี่ยนแปลงไปตามแพลตฟอร์มต่าง ๆ

ศ.พนม คลี่ฉายา คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ศ.พนม ชี้ว่าประเด็นสำคัญจากผลวิจัยคือ “ยิ่งใช้ ยิ่งเสี่ยง” และความเสี่ยงในปัจจุบันไม่ได้เกิดขึ้นในรูปแบบเดิม ขณะที่วิธีการจัดการกับความเสี่ยงก็มีรายละเอียดมากขึ้น ดังนั้น หากจะทำงานวิจัยหรือแก้ปัญหาในประเด็นนี้ จำเป็นต้องทำความเข้าใจลักษณะของแพลตฟอร์มแต่ละประเภทให้ลึกลงไป เพราะช่องทางที่แตกต่างกันย่อมมีลักษณะและความเสี่ยงที่แตกต่างกัน

ศ.พนม ยกตัวอย่างจากงานวิจัยที่เคยทำเกี่ยวกับการใช้ เฟซบุ๊ก ของผู้สูงอายุ ซึ่งพบว่าลักษณะการใช้งานเป็นไปตามคาแรกเตอร์ของแพลตฟอร์ม โดยผู้สูงอายุมักใช้เพื่อบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเอง เช่น กินอะไร ไปเที่ยวที่ไหน ทำกิจกรรมอะไร หรือเรื่องราวของลูกหลาน ขณะที่ความเสี่ยงก็อาจเกิดขึ้นกับเนื้อหาประเภทดังกล่าว

ส่วนการใช้ติ๊กต็อกของผู้สูงอายุ มักมีลักษณะเน้นความบันเทิงและความสนุกสนาน แต่ในช่วงหลังเริ่มมีการซื้อของผ่านติ๊กต็อก รวมถึงการไลฟ์สดทำให้การพิจารณาความเสี่ยงอาจต้องแยกย่อยลงไปตามลักษณะของแต่ละแพลตฟอร์มมากขึ้น

นอกจากการใช้สื่อสังคมออนไลน์แล้ว อีกประเด็นที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้นคือการใช้ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI จากผลการวิจัย ศ.พนม พบว่า ผู้สูงอายุเริ่มใช้ AI ในลักษณะของการเป็นเครื่องมือค้นหาและขอคำแนะนำ ซึ่งเป็นรูปแบบการใช้งานที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันมากขึ้น

“เราพบว่าผู้สูงอายุใช้ AI ในเรื่องของการเป็นเหมือน Siri ใช้ในเรื่องของการเสิร์ช ซึ่งก็เป็นปกติที่ผลวิจัยบ่งชัดเจนเลยว่า Google มาเป็นประเด็นขึ้นมา เพราะ Google เริ่มเอา AI Mode เข้าไป และใช้ในการเสิร์ชที่ดีกว่าคิดกับถาม มันเป็นสิ่งสำคัญ เพราะฉะนั้นตัว AI ผู้สูงอายุจะใช้บางคนที่เข้าสู่วัยสูงวัย เวลานัดกันจะไปกินข้าว เขาก็จะถาม AI ว่าร้านนี้รีวิวอย่างไร เมนูซิกเนเจอร์เป็นอย่างไร ถ้าเกิดเป็นบุฟเฟต์เขาจะถามว่าขั้นตอนการกินบุฟเฟต์จะเริ่มต้นจากอะไรถึงจะคุ้ม AI ตอบหมดเลยเพราะฉะนั้นการใช้งานในเบื้องต้นของผู้สูงอายุกับ AI คือเรื่องของการหาคำตอบ การให้คำแนะนำ การสืบหาคำตอบเพื่อนำไปใช้ในเรื่องต่าง ๆ เป็นลักษณะของการขอคำแนะนำดังนั้นตรงนี้ครับ ผมมองว่าความเสี่ยงที่มันสูงขึ้นจากการที่เขาใช้เยอะขึ้นและใช้ในรูปแบบที่แตกต่างมากขึ้น น่าจะเป็นประเด็นที่นำไปสู่เรื่องของงานวิจัย”

เมื่อการใช้งาน AI ของผู้สูงอายุขยายจากการค้นหาข้อมูลไปสู่การนำไปใช้ในชีวิตประจำวันมากขึ้น ศ.พนม จึงมองว่า ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากการใช้งานที่มากขึ้นและรูปแบบการใช้งานที่หลากหลาย น่าจะเป็นอีกประเด็นที่ต้องนำไปสู่การศึกษาวิจัยต่อไป

นอกจากนี้อีกหนึ่งประเด็นที่ ศ.พนม เล็งเห็นว่าสำคัญ คือ  ต้องตามเทรนด์ของมิจฉาชีพ เนื่องจากผลสำรวจพบว่าผู้สูงอายุเจอความเสี่ยงมากขึ้นในปีที่ผ่านมา ซึ่งคาดว่าเพราะ Target Segment ของมิตรตอนนั้นคือผู้สูงอายุ ปีที่ผ่านมา มันไปหาตรงนี้หมด ทั้งมาร์เก็ตติ้ง ทั้งอะไรต่าง ๆ ทุกคนตื่นตัวกับตรงนี้

แต่อย่างไรก็ตามเรื่องมิจฉาชีพ ศ.พนม ชี้ว่า ในช่วงปีนี้ กลุ่มเป้าหมายใหม่เปลี่ยนมาเป็นเด็กนักศึกษาเขาก็มีช่องทาง เพราะฉะนั้นการเรียนรู้อาจจะต้องสอนเรื่องอัปเดต เรื่องวิธีการหรือเทรนด์ของมิจฉาชีพทั้งรูปแบบและกลุ่มเป้าหมาย 

ด้าน กนกพร โคตะยันต์ นักสังคมสงเคราะห์ชำนาญการ กล่าวว่า ผู้สูงอายุเข้าใจสื่อ รู้จัก AI แต่พบว่าความรู้เท่าทันของคนรู้ไม่เท่ากัน อาจจะกว้าง อาจจะลึกในแต่ละบริบท อีกทั้งได้ชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรมที่น่ากังวล ว่าสื่อมันมีจิตวิทยาในเรื่องของการโน้มน้าวและความน่าเชื่อถืออยู่แล้ว ซึ่งผู้สูงอายุก็ไม่ได้ผิดที่จะเชื่อ เพราะสิ่งเหล่านี้ทำมาเพื่อให้เชื่อ 

“แต่ทีนี้เชื่ออย่างไรถึงจะปลอดภัย จริง ๆ ในส่วนของกระทรวง พม.หรือทางกรมกิจการผู้สูงอายุ เรามีประกาศใหม่ของทางโรงเรียนผู้สูงอายุ แล้วก็มีการส่งเสริมในเรื่องของ 5 มิติ เรามีในมิติของสุขภาพ สังคม เศรษฐกิจ อาชีพ รวมไปถึงสภาพแวดล้อม และที่สำคัญที่เพิ่มเข้ามาก็คือการรู้เท่าทันเทคโนโลยี”

กนกพร โคตะยันต์ นักสังคมสงเคราะห์ชำนาญการ 

ซึ่ง กนกพร อธิบายเพิ่มเติมถึงความท้าทายของผู้ปฏิบัติงานกับคำว่า “รู้เท่าทัน” ไม่ใช่แค่บอกว่า “ระวัง” แต่จะมีกระบวนการอะไรที่จะทำให้เขารู้สึกและตื่นตัวตลอด เป็นที่น่าสนใจว่าผู้สูงอายุทำยากที่สุดก็คือการหยุด มันเป็นกระบวนการเริ่มต้น

นอกจากนี้แล้วยังชี้ให้เห็นว่าพฤติกรรมของผู้สูงอายุ อะไรก็ตามที่เข้าใกล้ ผู้สูงอายุจะให้ความมั่นใจ ไม่ว่าจะเป็นคนรู้จัก เจ้าหน้าที่ภาครัฐ

“ซึ่งตอนนี้ต้องบอกว่านโยบายภาครัฐเราเน้นในเรื่องของการประชาสัมพันธ์ผ่านแอปพลิเคชันนั้น เช่นนี้ แม้แต่ผู้สูงอายุเองก็เลยมีแนวโน้มที่จะขาดกระบวนการตรวจสอบ ก็เลยเชื่อสนิทใจ ก็เลยรู้สึกว่า จริง ๆ แล้วเราต้องการที่จะไม่ใช่แค่ในเรื่องของทักษะหรือเนื้อหาหลักสูตร แต่เราอยากได้เหมือนเป็นแฮกพฤติกรรมดีกว่า ซึ่งตอนนี้เราได้ หยุด คิด ถาม ทำมาแล้ว”

ขณะที่ ณวัตน์ คำนูณวัฒน์ Executive Business Development Manager เครือเจริญโภคภัณฑ์ และผู้ดูแลโครงการพันธกิจศูนย์กลางนวัตกรรมระดับภูมิภาค ทำงานทั้งฝั่งที่เป็นฝั่งธุรกิจ และทำงานให้กับทางสภาดิจิทัล ซึ่งทำงานในฝั่งนโยบายทำงานกับภาครัฐ  คลี่ให้เห็นภาพของผู้สูงอายุในมิติ เป็นโอกาสทางธุรกิจ AI ไม่ได้มีแค่ Generative AI แต่ AI มีเรื่องของการ Prediction การคาดเดาเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น การ Recommendation การให้ความรู้ หรือให้คำแนะนำ สิ่งที่จะเกิดขึ้น สามารถใช้กับเรื่องสุขภาพ เรื่องอุบัติเหตุต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของผู้สูงวัย ปัจจุบันเห็นถึงเทรนด์ต่าง ๆ อีกสิบปีมั้ง จะมีผู้สูงอายุประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ของประเทศไทย แล้วก็ใคร ๆ ก็พูดถึง Silver Economy ที่จะมีมูลค่าสูงมาก Generative AI ผู้เล่นเป็นเอกชนต่างชาติแทบจะร้อยเปอร์เซ็นต์และมีการพูดถึงเรื่องของการรู้เท่าทัน

ณวัตน์ ระบุว่า ไม่อยากให้ภาระทั้งหมดนี้ไปอยู่ที่ผู้สูงอายุ เนื่องจากสังคมเรามีทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา ที่จะช่วยกันเป็นเกราะ 

“ถ้าเกิดเราปล่อยทุกอย่างฟรีหมด แล้วปล่อยให้ท่านหยุดคิดถามทำ ก็คงไม่ไหวหรอกครับ เพราะว่าไม่ใช่แค่ผู้สูงอายุ เด็กลูกผมก็เป็นเหยื่อได้เหมือนกันผมว่ากลับมาที่ตรงนี้ ในส่วนตัวนะครับ จริง ๆ แล้วมันไม่ได้อยู่ที่ผู้สูงอายุอย่างเดียวหรอก จริง ๆ แล้ว “หยุด คิด ถาม” คือกระบวนการที่เรียกว่า Critical Thinking หรือการคิดอย่างเชิงวิพากษ์ ซึ่งเป็นทักษะที่สำคัญที่สุดในยุคปัจจุบัน และมันจะต้องเริ่มตั้งแต่เด็กมาจนถึงผู้สูงวัยผมเชื่อว่าทักษะนี้ไม่ใช่ว่าจะสอนเฉพาะตอนเด็ก สอนตอนโตก็ได้เหมือนกัน”

ณวัตน์ คำนูณวัฒน์ Executive Business Development Manager เครือเจริญโภคภัณฑ์ และผู้ดูแลโครงการพันธกิจศูนย์กลางนวัตกรรมระดับภูมิภาค

อรพิณ ยิ่งยงพัฒนา บรรณาธิการบริหารสื่อออนไลน์ และผู้ร่วมก่อตั้ง Rocket Media ระบุว่า จากข้อมูลสถิติ เห็นแล้วว่าจำนวนการใช้งานสื่อออนไลน์เพิ่มสูงขึ้น สำหรับคนทำงานสื่อสารมวลชน ถ้าเป็นสมัยก่อน ในที่นี้คือช่วงที่เริ่มมีสื่อออนไลน์เข้ามา ทุกสำนักก็จะต้องคิดว่าจะทำอย่างไรดีที่จะเอาชนะใจเด็ก คนรุ่นใหม่ จะทำเนื้อหาอย่างไรให้ทันสมัย ให้คนรุ่นใหม่เข้ามาอ่าน

แต่วันนี้ผ่านมาประมาณ 10 ปี หลังจากที่โลกของสื่อออนไลน์เริ่มอยู่ตัว ถ้าวันนี้ไปดูข้อมูลของผู้ใช้ TikTok ทั่วโลก จะพบว่าอายุเพิ่มขึ้น จากฐานเดิมสมัยก่อนเราจะมีภาพจำคนใช้ TikTok คืออายุเลขหนึ่งนำ สิบ ต่ำกว่า 18 จนก่อนที่จะมีมาตรการของประเทศต่าง ๆ ว่าให้วัยรุ่นต้องมีการจำกัดการใช้โซเชียลมีเดีย

ในช่วงแรกของแพลตฟอร์มที่เป็นคลิปสั้น สมัยหนึ่งเป็นโลกของเด็ก ๆ แต่ถ้าทุกวันนี้เราไปดูตัวเลขของผู้ใช้ TikTok เฉพาะในกลุ่มที่อายุ 40+ และ 50+ จะเห็นว่าก้อนนี้โตขึ้นกว่าเดิมเยอะมากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา

แล้วเราก็จะเห็นพฤติกรรมของผู้สูงอายุที่อยู่รอบ ๆ ตัวเรา เขาจะอยู่กับมือถือ อยู่กับมือตลอดเวลาเลย ดังนั้นสื่อที่ว่านี้มันอยู่ในชีวิตเขาตลอดเวลา

เธอชี้ให้เห็นว่า AI  กลายเป็นสภาพแวดล้อมไปแล้ว และอยู่ในทุกที่ ทุกทาง มันไม่ใช่แค่ในสื่อที่เขาได้รับ แต่รวมถึงสื่อที่ผู้สูงอายุอาจจะเป็นผู้สร้างและส่งออกไป

“อย่างที่หลายท่านมีข้อกังวลว่า ต่อไปนี้ผู้สูงอายุจะสามารถมีทักษะในการแยกแยะ AI ได้ไหม ต้องบอกเลยว่ามันจะยากมากขึ้นแล้วค่ะ มันจะไม่ใช่เรื่องที่จะสามารถคาดหวังให้ผู้สูงวัยรู้และแยกแยะได้ เพราะตัวเราเองหลาย ๆ ครั้ง เราดูภาพเทียบกัน ดูคลิปเทียบกัน เรายังแยกไม่ออกเลยว่าส่วนไหนที่ใช้ AI ในการ Generate ขึ้นมาเพราะฉะนั้น อันนี้ก็จะเป็นมาตรการที่เดี๋ยวอาจจะคุยในขั้นถัดไปว่า แล้วใครบ้างที่จะต้องมีส่วนรับผิดชอบตรงนี้”

อรพิณ ยิ่งยงพัฒนา บรรณาธิการบริหารสื่อออนไลน์ และผู้ร่วมก่อตั้ง Rocket Media

อรพิณ ชวนมอง อีกส่วนหนึ่งที่น่าสนใจ คือ ในระยะหลังผู้สูงอายุอยู่ในฐานะของผู้ส่งสารมากขึ้นกว่าเดิม หลายคนเริ่มเป็นอินฟลูเอนเซอร์ด้วยตัวเอง เริ่มมีช่อง เริ่มถ่ายคลิปสั้น และเป็นคลิปสั้นที่น่าดู มีการสื่อสาร ถึงชีวิตประจำวัน บอกถึงแฟชั่น การแต่งตัว ซึ่งกลุ่มเป้าหมายเป็นกลุ่มเฉพาะ กลุ่มใหม่

นอกจากนี้ยังพบข้อน่ากังวล ในปรากฎการณ์การใช้ AI ที่เกิดขึ้นคือ พอทุกอย่างง่ายขึ้น การสืบค้นการได้มาซึ่งความรู้ใช้กระบวนการที่สั้นลงกว่าเดิม 

สิ่งนี้กำลังทำให้เกิด Side Effect คือ คนเห็นคุณค่าในกระบวนการเรียนรู้ต่าง ๆ น้อยลงไปโดยปริยาย ซึ่งสิ่งนี้ไม่ได้เป็นปัญหาเฉพาะผู้สูงอายุ แต่ว่าเป็นเรื่องของกระบวนการเรียนรู้ของทั้งสังคม และกระทบหนักอย่างที่สุดก็คือวงการการศึกษา

เราจะทำยังไงให้คนเข้าใจว่ากระบวนการเรียนรู้มันมีกระบวนการ มันมีข้อต่อของสมองในการเชื่อมโยงกัน กว่าที่เราจะเข้าใจในหนึ่งประเด็นเล็ก ๆ ในขณะที่ AI มันรวบรวมกระบวนการเหล่านี้ไปเสียทั้งหมด ผลกระทบที่เกิดขึ้น ลึก ๆ แล้วยังกังวลในมิติทางสังคม ว่ามันเหมือนอาจจะมีผลที่ทำให้เราเห็นคุณค่าในสิ่งต่าง ๆ ข้อค้นพบ การเรียนรู้ และสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ รอบ ๆ ตัวน้อยลงไปอีก สิ่งที่จะตามมาเมื่อมีการใช้งานที่เพิ่มขึ้นคือปัญหาสุขภาพจิต

“อันหนึ่งที่เป็นกังวลอยู่ลึก ๆ และเป็นสิ่งที่มักจะเกิดขึ้นมาแล้วกับการเติบโตของโซเชียลมีเดียในช่วงที่ผ่านมา ที่เกิดขึ้นกับสังคมเรา ก็คือนำมาซึ่งปัญหาสุขภาพจิตเพราะเมื่อทุกคนเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ เมื่อทุกคนมีแชนเนลเป็นของตัวเอง โลกการให้คุณค่าใน Value ของสิ่งที่สร้างขึ้นมา มันเริ่มผูกติดตัวเองเข้าไปอยู่กับโลกของ Engagement ซึ่งไม่ได้มีความผิดอะไร แต่ว่าลึก ๆ แล้วมันมีผลกระทบกับสุขภาพจิตของคนโดยเฉพาะเราเห็นมาแล้วกับโลกของวัยรุ่น ที่เราเห็นแล้วว่าปัญหาสุขภาพจิตของผู้คนมันรับมือยากมากยิ่งขึ้น” 

กนกพร กล่าวเสริมว่า การที่ผู้สูงอายุใช้สื่อก็มีในเชิงบวกอยู่ นั่นคืออาจจะมาช่วยลดภาวะถดถอยในเรื่องของการฝึกทักษะกระบวนการคิดสักอย่างหนึ่ง เพื่อรังสรรค์ออกมาเป็นสื่อที่ตัวเองเป็นอินฟลูเอนเซอร์  

แต่ขณะเดียวกัน ในประเด็นสุขภาพจิตของผู้สูงอายุ ก็มีแนวโน้มที่ผู้สูงอายุเป็นซึมเศร้ามากขึ้น สังคมอาจจะต้องสร้างสิ่งแวดล้อมที่เป็นภูมิคุ้มกัน และเป็นสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการตรวจความถูกต้อง หรือเป็นสังคมที่พูดคุยกันในเรื่องของการสร้างภูมิคุ้มกัน ตั้งแต่ในเรื่องของการรับรู้ การนำไปใช้อย่างปลอดภัยและมิติในเชิงสร้างสรรค์

“เรื่องของภูมิคุ้มกัน เราเคยได้ยินกันมานักต่อนัก และมันไม่สามารถที่จะสร้างในระยะเวลาที่สั้น ๆ ได้ แม้แต่การสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็ก การสร้างภูมิคุ้มกันทักษะการปฏิเสธให้เด็ก การสร้างภูมิคุ้มกันในเรื่องของการรู้เท่าทันต่าง ๆ ให้ผู้สูงอายุรวมไปถึงในเรื่องของผู้สูงอายุ ทาง พม.เรามีเรื่องของการให้ Value ในเรื่องของกลุ่มปัญญา เราสามารถที่จะนำมาต่อยอด อันนี้บางทีเราก็ต้องใช้สื่อในการสื่อสารกับทุกกลุ่มเพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์หรือว่าการสร้างรายได้ให้ผู้สูงอายุ อันนี้ก็ต้องใช้ภูมิคุ้มกันเช่นกัน”

ณวัตน์ กล่าวว่า สิ่งที่ทุกคนซึ่งใช้ AI ต้องตระหนักอยู่ตลอดคือ สิ่งที่เราใช้ในปัจจุบันนี้ ไม่ว่า Generative AI ยี่ห้อไหนก็ตาม ถูกสร้างโดยเอกชน เอกชนก็มีเป้าหมายในการทำกำไร เป้าหมายหลักเขาคือสร้าง Profit สิ่งที่เขาได้กลับมา เขาต้องการให้คนอยู่กับสิ่งนั้น แม้คำตอบถูกบ้าง ผิดบ้าง แต่เขาดึงดูดให้ใช้ 

“ดังนั้นพอเราคิดว่ามันคือ Product เราก็ต้องรู้ว่า คำตอบที่มันให้เรามา ไม่ว่าจะดีขนาดไหน มันก็เพื่อจุดประสงค์เดียว เพื่อให้คุณอยู่กับมัน เพราะเขาทำกำไร พอเริ่มจากตรงนั้นแล้ว ผมว่ามันยิ่งกว่าหยุด คิด ถาม เพราะเรารู้ก่อนว่าเหตุผลมันคืออะไรก่อน พอเรารู้ตรงนี้แล้ว พวกเราต้องยิ่งกว่าหยุดอีก คือแบบ “เอ๊ะ ใช่เหรอ”และอันนี้คือสิ่งที่ควรจะเริ่มต้นอย่างนั้น”

อีกหนึ่งข้อห่วงกังวล ณวัตน์ ระบุว่า เทรนด์ปัจจุบันไม่ใช่แค่เรื่องของการหาข้อมูลแต่เป็นเรื่องของการเป็นเพื่อน เป็นหมอ 

“Chat GPT ทำ Chat Health ล่าสุดออกมาแล้ว ลองไปเสิร์ชดูแล้วกันว่ามีปัญหาอะไรบ้างในยุโรป การให้ข้อมูลที่อาจจะไม่ถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เราเชื่อมันร้อยเปอร์เซ็นต์ ในประเด็นที่เป็นเรื่องของ Health เนี่ย มันน่ากลัว โดยเฉพาะยิ่งกับผู้สูงอายุ”

นักวิชาการห่วง AI กระทบกระบวนการคิดและความสัมพันธ์ระหว่างวัย เสนอสร้างพื้นที่เรียนรู้ร่วมกันตั้งแต่ครอบครัวถึงระดับนโยบาย

ความสัมพันธ์ระหว่างคนในสังคม คืออีกหนึ่งประเด็นที่ รศ.นันทิยา กังวล เพราะเมื่อเด็ก ผู้สูงอายุ และคนวัยทำงานต่างใช้เวลาอยู่กับสิ่งที่ตัวเองสนใจ โอกาสที่จะเชื่อมกันและมีปฏิสัมพันธ์กันก็อาจลดลง จากขั้นแรกที่ “ต่างคนต่างอยู่” อาจไปถึงขั้นที่ “ต่างคนต่างคิดไม่เหมือนกัน” และเกิดความขัดแย้งทางความคิดระหว่างคนต่างวัยได้ 

“เพราะผู้สูงอายุมีฐานอย่างหนึ่ง เชื่อแบบนี้ ตีความแบบนี้ เด็กมีฐานอีกอย่างหนึ่ง เชื่อเรื่องเดียวกันแต่ตีความอีกแบบหนึ่ง เพราะฉะนั้น พอมันไม่ชนกัน ก็จะเห็นว่าในอนาคตอันไม่ไกล เราจะเห็นความไม่กลมกลืน ความไม่เป็นสังคมที่มีทุกช่วงวัยอยู่ด้วยกัน มันจะเป็นสังคมสูงวัย สังคมเด็ก สังคมคนวัยทำงาน ซึ่งมีแทร็กของตัวเอง แล้วมันไม่เชื่อมกัน อันนี้คือสิ่งที่ห่วงที่สุด”

กนกพร ในฐานะนักสังคมสงเคราะห์ชำนาญการ เล่าจากประสบการณ์ทำงานว่า หนึ่งในเคสที่พบจำนวนมากคือ “ลูกไม่คุยด้วย” แม้เด็กจะไม่ได้มีปัญหาหรือมีพฤติกรรมเกเร แต่เมื่อดูพฤติกรรมในชีวิตประจำวันกลับพบว่าเด็กอยู่ในห้องและใช้เวลากับสื่อเป็นส่วนใหญ่ จนเกิดคำถามว่า กระบวนการคิดและการสื่อสารของเด็กกำลังหายไปหรือไม่ 

“เพิ่งเข้าใจว่า คนที่จะพูดได้ คนที่จะสื่อสารได้ เขาต้องผ่านกระบวนการคิด ดังนั้นกระบวนการตรงนี้มันอาจจะหายไป เพราะว่าตอนนั้นเขากำลังอยู่กับสื่อหรือเปล่า อาจจะเป็นสื่อที่ไม่สร้างสรรค์ เราก็เลยรู้สึกว่า ถ้าเริ่มจากตัวบุคคลคือหนึ่ง อย่างที่สองคือ เราขยายมาในมิติของครอบครัว คือเราอาจจะสร้างภูมิคุ้มกัน หรือสร้างเป็นพื้นที่เล็ก ๆ ที่จะร่วมแชร์เรียนรู้กันในมิติของการรู้เท่าทันสื่อ”

สอดคล้องกับ อรพิณ ระบุว่า โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชนที่กำลังอยู่ในช่วงพัฒนากระบวนการคิดและทักษะภาษา เธอกังวลว่า AI ที่ทำให้หลายอย่างง่ายและสะดวกขึ้น อาจทำให้เด็กใช้ทักษะเหล่านี้น้อยลง และเมื่อทักษะภาษาเชื่อมโยงกับทักษะความสัมพันธ์ ก็อาจย้อนกลับมากระทบการพูดคุยกันในครอบครัวด้วย 

“ในบริบทที่ทุกคนใช้ AI ในฐานะช่องแชตหรือแชตคุยกับมัน เราอาจอยากคุยกับมันในเรื่องที่เราไม่รู้ แต่จริง ๆ แล้วควรคุยกับมันในเรื่องที่เราพอมีฐานความรู้อยู่แล้วและให้มันช่วยลดระยะเวลาการทำงานของเราเท่านั้นก็พอ ไม่ใช่ว่าเรามีความรู้เรื่องหนึ่งเป็นศูนย์ แล้วไปตั้งต้นจาก AI และเอาผลลัพธ์สำเร็จรูปนั้นมาใช้ แบบนั้นห้ามทำและไม่ควรทำอย่างเด็ดขาด”

ประเด็นสำคัญในยุค ที่ AI เข้ามามีบทบาทในชีวิตมากขึ้น และการเรียนรู้เรื่อง AI เกิดขึ้นได้กับคนทุกวัย ความรู้ไม่ได้จำกัดอยู่กับคนที่มีอายุมากกว่า เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว การสร้างพื้นที่ให้คนต่างวัยได้เรียนรู้ร่วมกันจึงเป็นอีกเรื่องที่สำคัญ การพูดถึงการรู้เท่าทัน AI ไม่ได้เป็นเรื่องของผู้สูงอายุเพียงกลุ่มเดียวแต่อาจรวมถึงความเปลี่ยนแปลงของความสัมพันธ์ระหว่างคนในสังคม

รศ.นันทิยา มองว่าสิ่งที่น่าห่วงจากเทคโนโลยีที่เข้ามาเปลี่ยนผ่านมากขึ้นคือ Social Fragmentation คือภาวะที่สังคมแตกออกเป็นกลุ่มย่อย ๆ เมื่อเด็ก ผู้สูงอายุ และคนวัยทำงานต่างอยู่กับสิ่งที่ตัวเองสนใจมากขึ้น โอกาสที่จะเชื่อมกันและมีปฏิสัมพันธ์กันก็ลดลง จากที่ต่างคนต่างอยู่ อาจพัฒนาไปสู่การต่างคนต่างคิดและตีความเรื่องเดียวกันไม่เหมือนกัน จนเกิดความขัดแย้งทางความคิดระหว่างคนต่างวัยได้

สอดคล้องกับ กนกพร เล่าประสบการณ์ทำงานด้านสังคมสงเคราะห์ว่า ปัญหาหนึ่งที่พบจากครอบครัวที่เข้ามาปรึกษาคือ “ลูกไม่คุยด้วย” โดยเมื่อเข้าไปดูพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน พบว่าเด็กใช้เวลาอยู่ในห้องและอยู่กับสื่อเป็นส่วนใหญ่ จนนำไปสู่คำถามว่า เมื่อการสื่อสารลดลง กระบวนการคิดที่นำไปสู่การสื่อสารนั้นกำลังหายไปด้วยหรือไม่

ขณะที่ อรพิณ ยิ่งยงพัฒนา มองเห็นช่องว่างในเรื่องการเรียนรู้ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชนที่กำลังอยู่ในช่วงพัฒนากระบวนการคิดวิเคราะห์ แต่กลับมีเครื่องมือที่ช่วยให้ทุกอย่างง่ายและสะดวกขึ้นอย่าง AI เธอกังวลว่าการใช้เครื่องมือดังกล่าวอาจทำให้บางคนใช้ทักษะการคิดและการใช้ภาษาน้อยลง และเมื่อทักษะภาษาเชื่อมโยงกับทักษะความสัมพันธ์ เรื่องนี้จึงย้อนกลับมากระทบการพูดคุยกันในครอบครัวด้วย

ศ.พนม มองว่า วิธีการสอนการรู้เท่าทันสื่อแบบเดิมที่มีหลัก “หยุด คิด ถาม ตรวจสอบ” อาจต้องถูกทบทวนใหม่ เพราะความซับซ้อนของ AI ทำให้การรู้เท่าทันสื่อไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงหลักสูตร แต่ควรถูกมองเป็น “ทักษะชีวิต” ที่คนต้องใช้เพื่อรับมือกับความเสี่ยงและปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน

แนวคิดนี้สอดคล้องกับ ณวัตน์ ที่มองไปไกลถึงเรื่อง “Cognitive Sovereignty” หรืออธิปไตยทางความคิด เพราะโจทย์สำคัญนอกจากการมีเทคโนโลยีหรือ AI ของตัวเอง คือการทำอย่างไรให้คนยังมีความสามารถในการคิดและตั้งคำถามด้วยตัวเอง ท่ามกลางการใช้ AI ที่เพิ่มขึ้น

“สุดท้ายแล้วผมว่า Cognitive Sovereignty หรืออธิปไตยทางความคิด จะเป็นการแก้ปัญหาในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็น AI หรือจะเป็นคอนเทนต์ หรือเป็นอะไรก็ตาม ถ้ามนุษย์มี Cognitive Sovereignty คือมีอธิปไตยทางความคิด เราไม่ต้องกลัวอะไรทั้งสิ้น”

ซึ่งการสร้างทักษะดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นจากหลักสูตรเพียงอย่างเดียว กนกพร เสนอให้เริ่มจากตัวบุคคลและขยายไปสู่ครอบครัว ชุมชน และเครือข่าย โดยใช้พื้นที่ใกล้ตัวเป็นพื้นที่แบ่งปันและเรียนรู้เรื่องการรู้เท่าทันสื่ออย่างต่อเนื่อง ขณะที่ ศ.พนม มองเห็นพื้นที่ที่สามารถขับเคลื่อนได้ทันทีจากโรงเรียนผู้สูงอายุและศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ หรือ สกร.ซึ่งมีอยู่แล้วในหลายพื้นที่ และสามารถนำหลักสูตรและกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง AI เข้าไปปรับใช้ได้

สำหรับ ศ.พนม โรงเรียนผู้สูงอายุเองก็ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่เรียนหนังสือ แต่เป็น “พื้นที่ทางสังคม” ดังนั้นการเรียนรู้เรื่อง AI จึงต้องออกแบบให้เหมาะกับผู้สูงอายุ ทั้งรูปแบบกิจกรรม เนื้อหา และการนำ AI ไปใช้ประโยชน์จริง เช่น สุขภาพ การสร้างความมั่นคงทางรายได้ การมีส่วนร่วมกับสังคม และการใช้อย่างปลอดภัย

ขณะเดียวกัน ในระดับวิชาการ รศ.นันทิยา เสนอว่า นักวิชาการที่ทำงานในประเด็นใกล้เคียงกันควรผนึกกำลังกันมากขึ้น ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ เพื่อให้องค์ความรู้ที่มีอยู่สามารถสร้างผลกระทบในวงกว้าง และนำไปใช้กับสังคมได้จริง

ส่วนในระดับระบบ อรพิณ ชี้ถึงความจำเป็นเรื่องความโปร่งใสในการใช้ AI โดยเฉพาะในงานสื่อ ขณะที่ ณวัตน์ มองไปถึงกฎหมาย มาตรฐาน และบทบาทของผู้ผลิต AI แพลตฟอร์ม และผู้ใช้งาน ซึ่งทั้งหมดสะท้อนว่า การรู้เท่าทัน AI ไม่ควรถูกโยนให้เป็นภาระของผู้ใช้เพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องมีทั้งสื่อ เทคโนโลยี ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และพื้นที่ในสังคมเข้ามาร่วมกันรับผิดชอบ 

ข้อมูลและข้อเสนอนี้อยู่ในงานแถลงผลสำรวจและเสวนา “สูงวัยรู้ทัน AI…ถอดรหัสผลสำรวจสถานการณ์และทางออกร่วมกันของสังคมไทย”จัดโดย ศูนย์วิชาการด้านการรู้เท่าทันสื่อของผู้สูงอายุ สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active