ตัวแทน 13 กลุ่มชาติพันธุ์อีสาน หวังบังคับใช้ กม.ชาติพันธุ์ สู่การคุ้มครอง ส่งเสริมวิถีชีวิต วัฒนธรรม ภูมิปัญญาดั้งเดิม ฟื้นภาษาแม่ ยกระดับมูลค่าเศรษฐกิจบนต้นทุนวัฒนธรรม คุ้มครองสิทธิที่ดินทำกิน ขณะที่ กระทรวงวัฒนธรรม เดินหน้ารับฟังเสียงสะท้อนชาติพันธุ์ รวบรวมฐานข้อมูล เป็นต้นทุนกำหนดแนวทางดำเนินงานตามกลไกกฎหมาย
เมื่อวันที่ 15 ก.ย. 2569 เจษฎา ชีวะวิชวาลกุล ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานการประชุมเชิงปฏิบัติการเครือข่ายสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดและกลุ่มชาติพันธุ์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ “สานพลังอีสาน ขับเคลื่อนกฎหมายชาติพันธุ์สู่การปฏิบัติ”
โดยมีตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์ 13 กลุ่มเข้าร่วม ประกอบด้วย ชาติพันธุ์กูย, ชาติพันธุ์โส้ (โทรฺ), ชาติพันธุ์ญ้อ, ชาติพันธุ์แสก, ชาติพันธุ์โซ่, ชาติพันธุ์กะเลิง, ชาติพันธุ์ไทโย้ย, ชาติพันธุ์ผู้ไท, ชาติพันธุ์บรู (สกลนคร), ชาติพันธุ์แขมร์ลือ, ชาติพันธุ์ญัฮกุร, ชาติพันธุ์ไทพวน และ ชาติพันธุ์บรู (อุบลราชธานี)


การประชุมครั้งนี้มีความสำคัญ ที่ต้องการนำ พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 ไปสู่การปฏิบัติจริงในระดับพื้นที่ โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีความหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์ สะท้อนผ่านประวัติศาสตร์ ภาษา วิถีชีวิต วัฒนธรรมและภูมิปัญญาที่โดดเด่น
“ความสำเร็จของกฎหมายฉบับนี้ไม่ใช่เพียงการมีอยู่ของกฎหมาย หรือการจัดตั้งกลไกตามที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น แต่สิ่งสำคัญยิ่งกว่า คือการทำให้หลักการของกฎหมายเปลี่ยนไปสู่กระบวนการทำงานของหน่วยงานของรัฐทุกระดับ โดยเฉพาะการปรับวิธีคิดจากการทำงาน ให้ชุมชน ไปสู่การทำงาน ร่วมกับชุมชน ให้ความสำคัญกับการรับฟังเสียงจากพื้นที่ และทำข้อมูลประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต วัฒนธรรม และภูมิปัญญาของกลุ่มชาติพันธุ์มาเป็นทุนในการกำหนดแนวทางการดำเนินงานในเรื่องนี้”





สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด เป็นกลไกสำคัญของกระทรวงวัฒนธรรมในการเชื่อมโยงนโยบายกับชุมชน โดยได้เน้นย้ำนโยบายสำคัญ 5 ประการ ประกอบด้วย
- สร้างความเข้าใจกฎหมายให้ถูกต้องและทั่วถึง
- ยึดชุมชนและการมีส่วนร่วมเป็นศูนย์กลาง
- ใช้ข้อมูลและองค์ความรู้ของชุมชนเป็นฐาน
- เชื่อมเครือข่ายและบูรณาการการทำงาน
- ทำให้กฎหมายเกิดผลเป็นรูปธรรมในพื้นที่
ขณะที่ตัวแทนชาติพันธุ์ 13 กลุ่ม ในภาคอีสาน หวังให้การบังคับใช้กฎหมายชาติพันธุ์ เดินหน้าสู่การคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตพวกเขา ทั้งในมิติการส่งเสริม วิถี ประเพณี วัฒนธรรม ศิลปะ ดนตรี ภูมิปัญญาดั้งเดิม การฟื้นภาษาด้วยการเดินหน้าหลักสูตรภาษาแม่ในโรงเรียน การยกระดับมูลค่าเศรษฐกิจบนต้นทุนวัฒนธรรม เช่น ผ้าทออันมีเอกลักษณ์ และการคุ้มครองสิทธิที่ดินทำกิน
