‘Peaceful Death’ ย้ำ ดูแลผู้ป่วยระยะท้าย ต้องไม่ใช่ภาระครอบครัว-หมอ เชื่อสร้างระบบการตายดี ช่วยจัดการความรู้ ออกแบบสังคม พร้อมรับความจริงของชีวิต หวังลดภาระค่าใช้จ่าย–ลดความทุกข์ จากการยื้อชีวิตเกินจำเป็น มอง นโยบาย “1 หมู่บ้าน 1 พยาบาลอาสา” เป็นโอกาสเสริมระบบชุมชน พร้อมชูจุดขาย Death Fest 2026 เน้นประเด็นกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุโดดเดี่ยว ได้รับการดูแลเท่าเทียมในวาระท้าย
เอกภพ สิทธิวรรณธนะ ผู้ก่อตั้งกลุ่ม Peaceful Death เปิดเผยกับ The Active ถึงแนวคิด “ระบบการตาย” (Death System) ว่า เป็นความพยายามขยับการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายออกจากกรอบคิดเดิมที่มองว่า เป็นเพียงหน้าที่ของโรงพยาบาลหรือครอบครัว ไปสู่การออกแบบ “ระบบ” ที่เชื่อมโยงทุกภาคส่วนของสังคม เพื่อให้การจากไปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่ได้รับการเตรียมพร้อมอย่างมีคุณภาพ
โดยอธิบายว่า ในอดีตสังคมไทยมักเข้าใจว่า การดูแลผู้ป่วยระยะท้ายเป็นความรับผิดชอบเฉพาะหน้า ฝั่งโรงพยาบาลก็ผลักดันบริการ Palliative Care เพื่อรองรับผู้ป่วย ขณะที่ครอบครัวต้องเตรียมตัวดูแลกันเอง แต่แนวทางดังกล่าวยังมีข้อจำกัด เพราะมองข้ามองค์ประกอบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับวาระสุดท้ายของชีวิต
“ในความเป็นจริง ผู้ป่วยระยะท้ายอยู่กับทีมแพทย์พยาบาลไม่เกิน 10% ของเวลาทั้งหมด ที่เหลือคืออยู่กับครอบครัวและชุมชน ถ้าเราฝากความหวังไว้กับโรงพยาบาลอย่างเดียว มันไม่พอ”
เอกภพ สิทธิวรรณธนะ

ช่องว่างระหว่าง Long Term Care กับ Palliative Care
เอกภพ ยังอธิบายว่า แม้ประเทศไทยเริ่มขยายระบบ Long Term Care ลงสู่ชุมชนมากขึ้น แต่ก็ยังเห็นว่า มีช่องว่างสำคัญ โดยเฉพาะการเชื่อมต่อกับ การดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) ที่ยังผูกอยู่กับโรงพยาบาล อีกทั้งแหล่งงบประมาณและกลไกบริหารยังแยกส่วนกัน ทำให้การดูแลระยะยาวและระยะท้ายไม่ต่อเนื่อง
“Long Term Care อยู่ในมือท้องถิ่น ส่วน Palliative Care อยู่ในมือโรงพยาบาล พอไม่เชื่อมกัน ผู้ป่วยก็อาจตกหล่นช่วงสำคัญ จึงจำเป็นต้อง ซ่อม–สาน–ประสาน ทั้งในระดับนโยบายและระดับพื้นที่ ให้ท้องถิ่นกับหน่วยบริการสุขภาพทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ”
เอกภพ สิทธิวรรณธนะ
อย่างไรก็ตาม แนวคิด “ระบบการตาย” ไม่ได้หยุดอยู่แค่การประสาน 2 ระบบสุขภาพ แต่ขยายไปถึงระบบการศึกษา วัฒนธรรม ความเชื่อ การสื่อสารสาธารณะ และการสร้างความรู้เรื่องวาระท้ายตั้งแต่ต้นทาง ทั้งในการผลิตบุคลากรสุขภาพ การบรรจุเนื้อหาในสุขศึกษา ตลอดจนการป้องกันการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุหรือการฆ่าตัวตาย
“ความตายอยู่รอบตัวเรา ทุกคนมีบทบาทได้ ไม่ว่าจะเป็นศิลปิน อินฟลูเอนเซอร์ ตำรวจ ทหาร หรือคนทำงานชุมชน เป้าหมายสูงสุดคือทำให้ความตายกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน เพื่อที่เราจะดูแลคนที่เรารักหรือแม้แต่ตัวเองได้อย่างเหมาะสมเมื่อถึงเวลา”
เอกภพ สิทธิวรรณธนะ
ลดค่าใช้จ่าย–ลดความทุกข์จากการยื้อชีวิตเกินจำเป็น
อีกประเด็นสำคัญที่ เอกภพ ชี้ให้เห็น คือ ภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขในช่วงท้ายชีวิต ซึ่งมักพุ่งสูง โดยเฉพาะเมื่อผู้ป่วยไม่ได้เตรียมตัวล่วงหน้าและจบลงด้วยการรักษาในห้องฉุกเฉินหรือหอผู้ป่วยวิกฤต (ICU)
ทั้งนี้หากขาดการวางแผน วาระท้ายมีแนวโน้มเข้าสู่กระบวนการ “ยื้อชีวิต” ที่ทั้งสร้างความทุกข์ให้ผู้ป่วยและครอบครัว และก่อภาระทางการเงินอย่างหนัก โดยเฉพาะในโรงพยาบาลเอกชนที่อาจกระทบเงินออมทั้งชีวิต ขณะที่ในโรงพยาบาลรัฐ แม้ไม่กระทบครอบครัวโดยตรง แต่ก็เป็นการใช้ทรัพยากรสาธารณะจำนวนมากกับการรักษาที่อาจไม่ก่อประโยชน์สูงสุด
“ถ้าเราเตรียมตัวไว้ เราจะรู้ว่าช่วงท้ายอยากอยู่ที่ไหน อยากดูแลแบบใด ซึ่งอาจไม่จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีราคาแพง ระบบที่ดีจะช่วยทั้งครอบครัวและช่วยลดภาระงบประมาณสาธารณสุขไปพร้อมกัน”
เอกภพ สิทธิวรรณธนะ

มอง “พยาบาลอาสา” เป็นโอกาสเสริมระบบชุมชน
เมื่อถูกถามถึง นโยบาย 1 หมู่บ้าน 1 พยาบาลอาสา ของพรรคภูมิใจไทย ที่ชนะการเลือกตั้งอันดับ 1 ในฐานะว่าที่แกนนำรัฐบาลชุดใหม่ จะสามารถนำนโยบายนี้เชื่อมกับแนวคิดระบบการตายได้หรือไม่นั้น เอกภพ มองว่าเป็น “โอกาส” หากออกแบบให้สอดคล้อง
จึงเสนอผ่าน 3 เงื่อนไขสำคัญ ได้แก่
- การอบรมความรู้ พยาบาลอาสาต้องเข้าใจการดูแลผู้ป่วยระยะยาวและระยะท้าย รวมถึงระบบ Long Term Care และการดูแลช่วงเปลี่ยนผ่าน (intermediate care)
- การเชื่อมกับระบบปฐมภูมิ ไม่ทำงานเดี่ยว แต่ต้องทำงานร่วมกับ รพ.สต. หรือศูนย์บริการสาธารณสุข เพื่อเสริมความเข้มแข็งของระบบสุขภาพชุมชน
- การสร้างเสริมสุขภาพเชิงรุก รวมถึงการชวนชุมชนวางแผนดูแลล่วงหน้า (Advance Care Planning) เพื่อป้องกัน “วาระท้ายที่ไม่มีคุณภาพ”
“ถ้าพยาบาลอาสา มาช่วยจัดกิจกรรมให้ความรู้เรื่องการเตรียมตัววาระท้ายในชุมชน จะทำให้ระบบความตายในระดับพื้นที่แข็งแรงขึ้นมาก”
เอกภพ สิทธิวรรณธนะ
Death Fest 2026 ชูประเด็นกลุ่มเปราะบาง
เอกภพ ยังระบุถึงกิจกรรม Death Fest 2026 ที่เตรียมจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13–15 มีนาคม 2569 โดยปีนี้จะเน้นประเด็นการตายของประชากรกลุ่มเปราะบาง เช่น คนพิการ กลุ่มความหลากหลายทางเพศ ผู้สูงอายุที่พึ่งพาตนเองไม่ได้ หรือคนโสดในเมือง ซึ่งอาจเผชิญความเสี่ยงในการดูแลช่วงท้ายชีวิตมากกว่ากลุ่มอื่น
พร้อมระบุว่า กลุ่มเหล่านี้มักไม่ได้รับการพูดถึงมากนัก ทั้งที่มีความกังวลและความเสี่ยงสูง การหยิบยกขึ้นมาพูดจึงเป็นการชวนสังคมกลับมามองว่า “สมาชิกทุกคน” ควรได้รับการดูแลอย่างเท่าเทียมในวาระสุดท้าย โดยย้ำว่า ระบบการตาย ไม่ใช่เรื่องเศร้าหมอง แต่เป็นการจัดการความรู้และออกแบบสังคมให้พร้อมรับความจริงของชีวิต
“ถ้าเราต้อนรับความตายให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน เราจะไม่ตื่นตระหนกเมื่อถึงเวลา และสามารถดูแลกันได้อย่างมีศักดิ์ศรี ทั้งต่อผู้ป่วย ครอบครัว และสังคมโดยรวม”
ผู้ก่อตั้ง Peaceful Death
