‘ชาติพันธุ์กูย’ อีสาน ส่งตัวแทนสู่ ‘สภาคุ้มครองฯ’ หวังฟื้นรากเหง้า ภาษาแม่ ภูมิปัญญา ยกระดับทุนวัฒนธรรม

เสนอเดินหน้าปรับหลักสูตรโรงเรียน ฟื้นภาษาแม่ ชี้ หัวใจสำคัญรักษารากเหง้า ประวัติศาสตร์ชุมชน ประเพณี วัฒนธรรม ภูมิปัญญา องค์ความรู้ พร้อมยกระดับทุนวัฒนธรรมชุมชนดั้งเดิม เร่งแก้ปัญหาเข้าถึงสิทธิที่ดินทำกิน สร้างการยอมรับ ลบล้างอคติกลุ่มชาติพันธุ์ ทั้งภายในและภายนอก  

ภายเสร็จสิ้นกระบวนการขึ้นทะเบียนกลุ่มชาติพันธุ์แล้วเสร็จ ไปตั้งแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2569 ชาติพันธุ์หลายกลุ่มทั่วประเทศ อยู่ระหว่างการคัดเลือกสมาชิก สภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์แห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นกลไกขับเคลื่อนตามการบังคับใช้ พ.ร.บ.ส่งเสริมและคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 หรือ พ.ร.บ.ชาติพันธุ์

หนึ่งในนั้น คือ กลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่อีสาน ซึ่งเมื่อเร็ว ๆ นี้ The Active ได้ลงพื้นที่ อ.ศีขรภูมิ จ.สุรินทร์ เพื่อสังเกตการณ์กระบวนการคัดเลือกตัวแทนสมาชิกสภาคุ้มครองฯ ซึ่งวันนั้นได้มีตัวแทน ชาติพันธุ์กูย หรือ กวย จาก 8 จังหวัด ประกอบด้วย สุรินทร์, ศรีสะเกษ, บุรีรัมย์, นครราชสีมา, อุบลราชธานี, มุกดาหาร, มหาสารคาม และปราจีนบุรี รวม 596 ชุมชน เข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติ

โดยตัวแทนที่เข้าร่วมต่างสวมชุดประจำชาติพันธุ์กูย ที่สะท้อนเอกลักษณ์เฉพาะ ทั้งเสื้อผ้าไหมสีดำจากการย้อมมะเกลือ แซว หรือเย็บมือให้มีลวดลายสวยงาม ส่วนผู้หญิงคาดสไบสีสันงดงาม หลากหลายแตกต่างกันไปแต่ละพื้นที่ 

รู้จัก “กูย” ผ่านพิธีกรรม เชื่อมจิตวิญญาณบรรพบุรุษ
เรียกขวัญ ฟื้นกำลังใจลูกหลานชาวกูย 

การแสดงรำ แกลมอ คือพิธีกรรมแรกเริ่มที่จัดขึ้น เพื่อเชื่อมจิตวิญญาณ ไหว้ผีฟ้า บรรพบุรุษ สร้างขวัญ เรียกขวัญกำลังใจให้แก่ลูกหลาน แกลมอ ไม่เพียงเป็นพิธีกรรมรักษาโรคตามความเชื่อ แต่ยังสะท้อนการเสริมสิริมงคล ต้อนรับ และอวยพรแขกบ้านแขกเมืองที่มาเยือนในครั้งนี้ด้วย  

วิถีชีวิต และตัวตนของชาติพันธุ์กูย ยังเป็นที่รู้จักในนามของกลุ่มที่มีวัฒนธรรมดั้งเดิมในการ เลี้ยงช้าง (คชศาสตร์) มีความเชี่ยวชาญในการคล้อง และเลี้ยงช้างป่ามาแต่โบราณ โดยที่ชาวกูยแต่ละกลุ่ม จะมีลักษณะเฉพาะของตัวเอง มีความเชื่อ ประเพณี พิธีกรรม และธรรมเนียมปฏิบัติที่แตกต่างกันออกไป 

เช่น กูยมะไฮ จ.อุบลราชธานี มีความเชื่อเกี่ยวกับศาลผีญะฮ์จู้ยสถิตอยู่บนภูเขาว่าเป็นประตูเปิดเข้าสู่ป่าเป็นการอนุญาตใช้ทรัพยากรธรรมชาติ, พื้นที่ในบริเวณ กูยมะหลัวะ จ.ศรีสะเกษ มีความเชื่อเรื่องผีบรรพบุรุษหรือศาลปู่ตา, ขณะที่ กูยมะหลัวะใน จ.สุรินทร์ และ ศรีสะเกษ มีความเชื่อเกี่ยวกับตะกวดว่าเป็นสัตว์อันเป็นสัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ และเป็นผีบรรพบุรุษผู้คุ้มครองความปลอดภัยแห่งชีวิต

แม้หลายพื้นที่อาจมีลักษณะร่วมกัน เช่น ภาษา, ประเพณีการถือผี แต่ชาวกูยเองก็มีอัตลักษณ์เป็นของตนเองตามพื้นที่เฉพาะแต่ละท้องถิ่น กล่าวคือ ชาวกูยแต่ละท้องถิ่นจะยืนยันอัตลักษณ์ของตนเองตามอัตลักษณ์ของหมู่บ้าน และเครือข่ายหมู่บ้านของตนเอง เพื่อแสดงให้เห็นว่าตนเองแตกต่างกับชาวกูยกลุ่มอื่น ๆ

ส่งตัวแทน 5 คน เป็นสมาชิกสภาคุ้มครองฯ นัดประวัติศาสตร์ปลายเดือนกันยายนนี้ 

หลังดำเนินการจัดเวทีสร้างความเข้าใจกฎหมายชาติพันธุ์อย่างต่อเนื่อง 11 เวที ในภูมิภาคต่าง ๆ ที่มีชาติพันธุ์กูยอาศัยอยู่  คณะกรรมการสรรหาสมาชิกสภาคุ้มครองวิถีชีวิตลุ่มชาติพันธุ์ 14 คน ได้ดำเนินการเปิดรับสมัคร และตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัคร ขณะเดียวกันยังเปิดโอกาสให้ผู้สมัครแสดงวิสัยทัศน์ในการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาคุ้มครองวิถีชีวิตชาติพันธุ์ชาวกูย

จากนั้นตัวแทนชาติพันธุ์กูยจากชุมชนและภูมิภาคต่าง ๆ ยกมือเพื่อแสดงออกถึงฉันทมติในการรับรองสมาชิกสภาคุ้มครองฯ ชาติพันธุ์กูย

โดยตัวแทนที่ได้รับฉันทมติจากให้เข้าร่วมสภาคุ้มครองฯ ประกอบด้วย

  1. ศุรวิษฐุ์ ศิริพานิชย์ศกุนต์ สัดส่วนภูมิภาค จ.สุรินทร์ ในฐานะผู้ทรงคุณวุฒิคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.)   อุปนายกสมาคมชาติพันธุ์กูย และกรรมการบริหารสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย

  2. พ.ต. สราวุธ ศรีวัง สัดส่วนภูมิภาค จ.ศรีสะเกษ ในฐานะกรรมการสมาคมชาติพันธุ์กูย (นายทะเบียนสมาคมชาติพันธุ์กูย และปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลหนองเชียงทูน

  3. เด่นพงษ์ สำราญจักร สัดส่วนภูมิภาค จ.มุกดาหาร ในฐานะกำนันตำบลดงหลวง อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร

  4. ภาวี กิ่งประทุม สัดส่วนสตรี ในฐานะ ผอ.กองประกวดนางงามกูยโลกปี 2569 กรรมการและกองงานเลขาสมาคมชาติพันธุ์กูย, ประธานสภาสตรีชาติพันธุ์ภาคอีสาน และรองประธานเครือข่ายสตรีชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย

  5. รัตนวรินทร์ สงบใจ  สัดส่วนเยาวชน ในฐานะนางงามกูยโลก ปี 2566, ทูตวัฒนธรรมกูยนานาชาติ และคณะกรรมการเด็กและเยาวชนต้นกล้าชาติพันธุ์ (TKN)

ขณะที่ตัวแทนสมาชิกสภาคุ้มครองฯ สำรอง ประกอบด้วย

  1. สุขสันต์ แก้วละมุล  สัดส่วนภูมิภาค จ.ศรีสะเกษ

  2. สนันท์ญาพิณท์ พรหมบุตร สัดส่วนภูมิภาค (สตรี) จ.สุรินทร์

  3. รุ่งนภา เอกคณิตสร สัดส่วนภูมิภาค จ.บุรีรัมย์

  4. สมพงษ์ บรรทะโก สัดส่วนภูมิภาค จ.อบุลราชธานี

  5. แต้ม สระทอง สัดส่วนภูมิภาค จ.ปราจีนบุรี

เสนอปรับหลักสูตรโรงเรียน-ฟื้นภาษาแม่
ดึงรากเหง้า เดินหน้าสร้างการยอมรับ ลบล้างอคติชาติพันธุ์  

รัตนวรินทร์ สงบใจ ว่าที่สมาชิกสภาคุ้มครองฯ สัดส่วนเยาวชนชาติพันธุ์กูย เปิดเผยกับ The Active ถึงความตั้งใจในการทำหน้าที่ในสภาคุ้มครองฯ ชาติพันธุ์ ว่า ในฐานะที่เป็นเยาวชนกูย อยากที่จะอนุรักษ์ภาษาแม่ภาษาของชาติพันธุ์กูย รวมถึงภาษาแม่ของทุกชาติพันธุ์ ให้สามารถเข้าไปบรรจุเป็นหลักสูตรของโรงเรียน เพราะภาษาแม่ไม่ใช่แค่การสื่อสารในการพูด แต่ภาษาแม่ของพวกเราคือสิ่งที่สะท้อนตัวตน วิถีชีวิต วัฒนธรรมของชาติพันธุ์

“ปัญหาในปัจจุบันตอนนี้ คือ เด็กที่พูดภาษากูยได้น้อยลงมาก ๆ จากปัญหาไม่มีหลักสูตรที่จะต้องไปเรียนต่อ ในบางครอบครัวก็ไม่ได้พูดคุยภาษาแม่ของตนเอง ดังนั้นหากมีหลักสูตรภาษาแม่เข้ามาในโรงเรียนจะเป็นจุดเริ่มต้นให้เด็กๆกล้าแสดงออก ทั้งทางวิชาการ  การใช้สื่อหรือกิจกรรมต่าง ๆ เด็กก็จะสามารถที่จะภูมิใจตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับโรงเรียน ถึงระดับประเทศ หรือในระดับโลกได้ คือพวกเขาพร้อมที่จะเผยแพร่ต่อไปได้ โดยที่ไม่อายว่าเราเป็นเด็กชาติพันธุ์ที่พูดภาษาแม่ ถ้าเรารักษาภาษาแม่ไว้ได้ ก็จะสามารถที่จะรักษาสิ่งที่เรามีอยู่ได้ เช่นการทอผ้า วัฒนธรรม ประเพณี องค์ความรู้สมุนไพร สามารถนำไปเผยแพร่ต่อได้ค่ะ”

รัตนวรินทร์ สงบใจ

เช่นเดียวกับ ศุรวิษฐุ์ ศิริพานิชย์ศกุนต์ ว่าที่สมาชิกสภาคุ้มครองฯ ตัวแทนชาติพันธุ์กูย สัดส่วนภูมิภาค จ.สุรินทร์ ก็มองว่าปัญหาวัฒนธรรมโดยภาพรวม ของกลุ่มชาติพันธุ์มาจากการขาดโอกาส เพราะชาติพันธุ์ส่วนใหญ่อยู่ห่างไกลเมืองหรือความเจริญ ความยากจนเป็นตัวแปลสำคัญ ให้พ่อแม่คนวัยทำงานต้องห่างบ้าน เด็กอยู่กับตายาย เกิดช่องว่าง เกิดปัญหาการส่งต่อหรือระยะห่างทางสังคม ดังนั้นการให้ความสำคัญเรื่องหลักสูตรภาษาแม่ในโรงเรียน โดยมีการประสานร่วมกับปราชญ์ชาวบ้าน ให้เด็กได้มีโอกาสเข้าถึงภาษาแม่ เพื่อเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชุมชน รากเหง้า วิถี ภูมิปัญญา องค์ความรู้ดั้งเดิมที่มีมาในมิติต่าง ๆ คือ หัวใจสำคัญ 

อีกส่วนที่ต้องผลักดัน คือ การสร้างความเข้าใจ ความภาคภูมิใจ การยอมรับ ในกลุ่มชาติพันธุ์กูยด้วยกนเอง หรือการยอมรับภายในควบคู่ไปกับการชูคุณค่าทุนทางวัฒนธรรมบนความหลากหลาย ให้เกิดการยอมรับภายนอก เพื่อล้มล้างอคติที่มีต่อกลุ่มชาติพันธุ์ 

เด่นพงษ์ สำราญจักร ว่าที่สมาชิกสภาคุ้มครองฯ ตัวแทนชาติพันธุ์กูย สัดส่วนภูมิภาค จ.มุกดาหาร ตั้งใจอยากจะผลักดันในด้านวัฒนธรรมประเพณี ซึ่งเขามองว่าในโซนภาคอีสาน มีหลายวัฒนธรรมประเพณีเริ่มเสื่อมและสูญหายไป อย่างเช่น พิธีกรรมเหยา เป็นการรักษาการจิตใจของผู้ป่วย ที่อาจจะไปรักษาที่โรงพยาบาลแล้วยังไม่ดีขึ้น ก็มาพึ่งพาอาศัยเกี่ยวกับพิธีกรรมเหยา หรือที่เราเรียกว่า บุญกอบแกบ คือการสืบทอดโดยการใช้ความเชื่อทางวิญญาณบรรพบุรุษสร้างขวัญกำลังใจให้ผู้ป่วย มีจิตใจที่เข้มแข็งขึ้น  และทุกวันนี้ประเพณีนี้เริ่มหายไป

อย่าง อ.ดงหลวง ที่ทำเกี่ยวกับประเพณี บรูไฮ ไท โซ่ ที่จะจัดขึ้นปีหน้า งานนานาชาติปีหน้าก็จะนำเอาอัตลักษณ์ปราชญ์ชาวบ้านหรือวิธีเหยามาร่วมแสดง ให้พี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ทั่วโลกได้รู้จัก เพราะว่าการเหยา หรือการรักษาทางด้านจิตใจ ด้านจิตวิญญาณ นั้นมีความสำคัญถ้าเราไม่รักษาไว้มันก็จะหายไป

ภูมิปัญญา องค์ความรู้ดั้งเดิม สู่การยกระดับทุนวัฒนธรรมสู่ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ 

ภาวี กิ่งประทุม ว่าที่สมาชิกสภาคุ้มครองฯ ตัวแทนชาติพันธุ์กูย สัดส่วนสตรี ก็ตั้งใจจะผลักดันเรื่องของสตรีชาติพันธุ์ สู่ซอฟต์พาวเวอร์ เพราะกลุ่มสตรีพี่น้องชาวกูย มีองค์ความรู้ภูมิปัญญาในเรื่องของการยอมผ้าด้วยสีธรรมชาติ จากมะเกลืออันเป็นเอกลักษณ์ การถักทอผ้าไหมที่มีลวดลายเฉพาะงดงามหลากหลาย การเลี้ยงไหม รวมทั้งภูมิปัญญาสมุนไพร ที่สามารถสร้างรายได้เสริมและเศรษฐกิจหมุนเวียนในชุมชนได้  

“เรามองไปถึงการพัฒนา การออกแบบที่ร่วมสมัย ให้วัยรุ่นสามารถที่จะใส่ได้ด้วย  เพราะผ้าไหมอาจจะราคาสูง ราคาแพงสำหรับวัยรุ่น เราก็ต้องปรับทำให้เยาวชนหรือว่าบุคคลทั่วไปสามารถที่จะเข้าถึงได้ ใส่ไปงานต่าง ๆ ได้ จริง ๆ มองไกลถึงการทำตลาดชาติพันธุ์อีสาน เพราะคนอาจจะยังไม่ได้รู้จักอย่างทั่วถึงเท่าไหร่ เพราะเมื่อพูดถึงชาติพันธุ์ คนมักนึกถึงทางภาคเหนือ แต่จริง ๆ แล้วทางพื้นราบ ก็มีกลุ่มชาติพันธุ์ มีอัตลักษณ์ เอกลักษณ์ มีความสวยงามหลากหลาย ก็ตั้งใจว่าเมื่อเรามีพื้นที่กลางตรงนี้ ผ่านตัวกฎหมายชาติพันธุ์ ก็จะนำไปส่งเสริมพี่น้องให้เกิดประโยชน์สูงสุด”

ภาวี กิ่งประทุม

เร่งแก้ปัญหาเข้าถึงสิทธิที่ดินทำกิน ชุมชนดั้งเดิม 

ขณะที่ พ.ต. สราวุธ ศรีวัง ว่าที่สมาชิกสภาคุ้มครองฯ ตัวแทนชาติพันธุ์กูย สัดส่วนภูมิภาค จ.ศรีสะเกษ สะท้อนบนประสบการณ์ ที่ทำงานในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และอยู่ในหมู่บ้านพี่น้องชาวกูย เห็นปัญหาหลายอย่างที่พี่น้อง ที่อยู่ในที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ อย่างเช่น ที่ ต.แจนแวน อ.ศรีณรงค์ จ.สุรินทร์ จากการสำรวจ พบรัฐประกาศพื้นที่สาธารณประโยชน์ ประมาณ 20,000 กว่าไร่พี่น้องเองก็ไม่มีเอกสารสิทธิ์ แล้วก็อยู่ในที่ดินของรัฐ เมื่อครั้งที่ตนอยู่และทำงานที่ตำบลนี้ ได้จัดสรรที่ดินให้พี่น้องประชาชน แต่ก็เป็นหลักเกณฑ์ของ คทช. ซึ่งเขาได้สิทธิ์ในการเช่าเท่านั้น

“ยังมีหลายพื้นที่ ที่พี่น้องไม่มีเอกสารสิทธิ์และเผชิญปัญหาเดียวกัน เช่น ตำบลกู่ ก็เป็นเขตโบราณสถานทั้งหมด พี่น้องกูย และชุมชนชาติพันธุ์ดั้งเดิมอื่น ๆ ในพื้นที่อีกหลายแห่ง จึงยังไม่มีความมั่นคงในชีวิต นี่จึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ตั้งใจนำไปสะท้อนผ่านสภาคุ้มครองชาติพันธุ์ เพื่อหาแนวทางและแนวนโยบายในการแก้ไขปัญหานี้”  

พ.ต. สราวุธ ศรีวัง

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active