สภาฯ ถก ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว นักวิชาการ ชี้ กฎหมายเดิม ขาดเครื่องมือที่ทันสมัย เน้นไกล่เกลี่ยมากเกินไป หวังให้กฎหมายฉบับภาคประชาชน เป็นก้าวสำคัญสู่การสร้างสังคมที่ปลอดภัย คืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้กับผู้ถูกกระทำความรุนแรง
เมื่อวันที่ 17 ก.ย. 2569 สภาผู้แทนราษฎร ร่วมอภิปราย ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. … (ฉบับภาคประชาชน) ที่จัดทำขึ้นโดย เครือข่ายต่อต้านความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศประเทศไทย ประกอบด้วยองค์กรภาคประชาสังคมอีก 15 องค์กร หลังจากได้รับเสียงจากผู้มีสิทธิตั้งร่วมลงชื่อสนับสนุนมากถึง 23,989 คน
แม้ที่ผ่านมาประเทศไทยจะมีกฎหมายคุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัวมาตั้งแต่ ปี 2550 แต่กฎหมายดังกล่าวก็ยังมีช่องโหว่บางอย่างและไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากล ที่ทำให้ผู้ถูกกระทำยังไม่ได้รับความเป็นธรรม ในขณะที่คดีความรุนแรงในครอบครัวก็ยังมีอย่างต่อเนื่อง
วราภรณ์ แช่มสนิท เลขาธิการสมาคมเพศวิถีศึกษา และตัวแทนเครือข่ายต่อต้านความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศประเทศไทย ระบุช่วงหนึ่งในการอภิปรายว่า คณะกรรมการ CEDAW แห่งสหประชาชาติได้ตั้งข้อสังเกตต่อรายงานฉบับที่ 8 ของประเทศไทยในปี 2568 และพบว่า ผู้หญิงและผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวในประเทศไทย ยังต้องเผชิญกับอุปสรรคในการเข้าถึงความยุติธรรม เนื่องจากประเทศไทยพึ่งพิงกระบวนการไกล่เกลี่ยเป็นหลัก

ข้อมูลจากสถิติสายด่วน 1300 กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ระบุว่า ในปีงบประมาณ 2568 เกิดเหตุความรุนแรงภายในครอบครัวมากถึง 69% ทั้งหมด 2,662 กรณี (2,904 ราย) สัดส่วนเพศที่ถูกกระทำคิดเป็นเพศหญิง 76% เพศชาย 24% ในขณะที่ความรุนแรงภายนอกครอบครัวมีอยู่ 31% นอกจากนี้ยังพบว่าการเกิดเหตุความรุนแรงในครอบครัวมักพบในกลุ่มอายุวัยทำงาน เหตุการณ์ที่พบมากที่สุดได้แก่ ถูกทำร้ายร่างกาย ตามด้วยถูกล่วงละเมิดทางเพศ และถูกกระทำอนาจาร
“ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ จึงเป็นการส่งเสียงแทนกลุ่มผู้อยู่ในวงจรความรุนแรงว่า พวกเขาจะไม่ต้องโดดเดี่ยวอีกต่อไป อีกทั้งยังมีเป้าหมายเพื่อให้ความปลอดภัยและความยุติธรรมกับผู้ที่ถูกกระทำความรุนแรง มากกว่าที่เน้นการรักษา สถาบันครอบครัว ตามแนวคิดของกฎหมายเดิม”
วราภรณ์ แช่มสนิท
สำหรับนิยาม ความรุนแรงในครอบครัว ในร่าง พ.ร.บ.ของภาคประชาชน ให้ความหมายถึง ความรุนแรงทางเศรษฐกิจ อันได้แก่การกระทำที่จำกัดหรือบั่นทอนความสามารถของผู้เสียหายในการดำรงชีวิตทางเศรษฐกิจอย่างเป็นอิสระ เช่น การที่ฝ่ายหนึ่งขัดขวางไม่ให้อีกฝ่ายหนึ่งประกอบอาชีพหรือมีรายได้ได้ด้วยตัวเอง
นอกจากนี้ยังให้นิยามไว้ว่าเป็นความผิดเดียวกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับเพศตามประมวลกฎหมายอาญา เป็นการกระทำที่อาจก่อให้เกิดความไม่ปลอดภัยหรือความกลัวต่อบุคคลในครอบครัว เป็นเหตุให้บุคคลในครอบครัวไม่สามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติ
The Active สรุปสาระสำคัญของ ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. …. (ฉบับภาคประชาชน) ประกอบไปด้วย
ขยายนิยามบุคคลในครอบครัว – เพิ่มนิยามบุคคลในครอบครัวให้ครอบคลุมไปถึงความสัมพันธ์แบบคู่รักโดยไม่จำกัดเพศและไม่จำกัดการพักอาศัย ไม่ว่าจะอยู่ใต้ชายคาเดียวกันหรือครัวเรือนเดียวกัน เนื่องจากที่ผ่านมามีการทำร้ายระหว่างคู่รัก 1 ใน 4 ของความรุนแรงในครอบครัวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในประเทศไทย
ให้ความสำคัญกับผู้ถูกกระทำ – ร่างจากภาคประชาชนยึดความสำคัญสวัสดิภาพและความเป็นธรรมของผู้ถูกกระทำเป็นหลัก และพยายามทำให้ตลอดการอยู่ในกระบวนการกฎหมาย ผู้ถูกกระทำจะต้องได้รับการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ไม่ถูกเลือกปฏิบัติ

กำหนดให้มี “ผู้จัดการรายกรณี” และ เจ้าหน้าที่สหวิชาชีพ – ในกฎหมายเดิมไม่ได้ระบุการทำงานของผู้จัดการายกรณีเอาไว้ ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการช่วยเหลือผู้ถูกกระทำความรุนแรง ร่างภาคประชาชนจึงเสนอให้มีการวางตำแหน่งผู้จัดการรายกรณีไว้อย่างชัดเจน โดยผู้จัดการรายกรณีมีหน้าที่วางแผนปัญหาแบบรายกรณีภายใน 72 ชั่วโมงตั้งแต่รับแจ้งแหตุ ประสานงานไปยังแต่ละหน่วยวิชาชีพที่เกี่ยวข้องในกรณีนั้น ๆ เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้ถูกจุดและยั่งยืน
ขยายขอบเขตนิยามความรุนแรง – เพื่อให้ครอบคลุมทุกรูปแบบของความรุนแรง ร่างจากภาคประชาชนจึงปรับนิยามความรุนแรงให้สอดคล้องกับลักษะความผิดในประมวลกฎหมายอาญา รวมถึงครอบคลุมการกระทำความรุนแรงไม่ซึ่งหน้า เช่น การใช้อิทธิพลควบคุมโดยมิชอบ ให้ถือเป็นความรุนแรงในครอบครัวด้วย
ผู้กระทำต้องรับผิดชอบตามกฎหมายอาญา – ร่างที่นำเสนอโดยภาคประชาชนเสนอให้พิจารณาความรุนแรงว่าตรงกับลักษณะความผิดประมวลกฎหมายอาญา แทนที่จะพิจารณาความผิดเฉพาะเจาะจงแค่ใน พ.ร.บ. คุ้มครองความรุนแรงในครอบครัวตามฉบับเดิม เนื่องจากการกระทำความรุนแรงในครอบครัวในปัจจุบันมีรูปแบบที่หลากหลายมากขึ้น เช่น การควบคุมบังคับ การระบุลักษณะเฉพาะเจาะจงอาจทำให้การกระทำความรุนแรงในบางรูปแบบจะไม่เข้าข่ายตาม พ.ร.บ. เดิมที่ใช้อยู่
การยอมความต้องมีมาตรการคุ้มครองผู้ถูกกระทำ – กำหนดให้มีการจดบันทึกข้อตกลงเป็นหลักฐานก่อนการยอมความ เปิดโอกาสให้นักวิชาชีพมีส่วนร่วมในการพิจารณารายละเอียดและข้อกำหนดต่าง ๆ โดยมุ่งเน้นไปที่การคุ้มครองความปลอดภัยของผู้ถูกกระทำเป็นหลัก
ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวไม่ใช่เรื่องส่วนตัวอีกต่อไป หากแต่เป็นปัญหาของทั้งสังคมที่ทุกคนควรหาทางออกร่วมกัน การมีกฎหมายที่ครอบคลุมความรุนแรงทั้งนอกบ้านและในบ้าน จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้สังคมเข้าใกล้ความปลอดภัยและไม่มีใครต้องตกเป็นเหยื่ออีกต่อไป
