หวั่นซื้อเมล็ดพันธุ์มาปลูก โดยไม่ทราบสายพันธุ์ อาจเสี่ยงทำผิดกฎหมาย ด้านกรมวิชาการเกษตร แจง ไม่กระทบเกษตรกรและผู้บริโภค ยังปลูกและขยายพันธุ์กะเพราพื้นเมืองได้ ยันสิทธิคุ้มครองเฉพาะสายพันธุ์ที่ปรับปรุงใหม่เท่านั้น

23 ต.ค.69 ชาวตำบลบึงเสนาท อำเภอเมืองนครสวรรค์ ซึ่งปลูกและขายกะเพรามาหลายสิบปี หลังทราบข่าว กรณีบริษัทซีพีแรม จำกัด จดทะเบียนคุ้มครองกะเพรา4 สายพันธุ์คือ แก้วจุรี 01-04 ทำให้ชาวสวนผักเป็นกังวลว่า หากเก็บเมล็ดพันธุ์กะเพราไว้เพาะปลูกในรอบต่อไปจะทำได้หรือไม่ และจะส่งผลกระทบต่ออาชีพปลูกกะเพราขายหรือไม่
“ไม่เคยแยกแยะว่าเป็นกะเพราะสายพันธุ์ใด รู้เพียงว่าเป็นกะเพราที่นำมาปลูกและเก็บใบขายได้ นอกจากนี้ในบางช่วงฤดูกาลที่กะเพราขาดแคลน หรือเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ไม่ทัน ก็ต้องซื้อเมล็ดพันธุ์จากตลาดมาเพาะปลูกเพิ่มเติม ”
เช่นเดียวกับเกษตรกรในตำบลเทพนคร อำเภอเมืองกำแพงเพชร ที่กังวลว่าการจดทะเบียนคุ้มครองสายพันธุ์กะเพราใหม่ จะผิดกฎหท่ยหรือไม่ เนื่องจากชาวบ้านไม่สามารถแยกแยะ ลักษณะเฉพาะของสายพันธุ์ที่จดทะเบียนได้ หากเผลอนำมาปลูกเพื่อการค้าโดยไม่รู้ตัว อาจเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องดำเนินคดี จึงขอให้ภาครัฐและบริษัทเอกชน ออกมาให้ข้อมูลที่ชัดเจน
“แม้จะมีข้อมูลระบุว่า การจดทะเบียนทั้ง 4 สายพันธุ์ของบริษัทซีพีแรม จะอนุญาตให้ประชาชนปลูกเพื่อการบริโภคภายในครัวเรือนได้ แต่ไม่อนุญาตให้นำไปปลูก เพื่อการค้าหรือนำเมล็ดพันธุ์ไปจำหน่ายแต่เกษตรกรก็ยังเป็นกังวล”
นอกจากนี้ เกษตรกรบางรายยังกังวลว่าการจดทะเบียนทั้ง 4 สายพันธืรอบนี้ จะส่งผลกระทบต่อราคาเมล็ดพันธุ์หรือไม่ นายสุทธินนท์ เกลี้ยงเกลา เกษตรกรตำบลทุ่งค่าย อำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง จำหน่ายทั้งแบบยกแผง แผงละ 150 บาท ขายปลีกแยกกระถาง กระถางละ 100 บาท และแยกขายเป็นต้น ต้นละ 5 บาท และต้นโต ต้นละ 100 -150 บาท โดยยึดอาชีพนี้มากว่า 5 ปี สร้างรายได้เสริมเฉลี่ยเดือนละ 2 – 3 หมื่นบาท
สำหรับกะเพราทั้งกะเพราใบแดง กะเพราใบขาว โหระพาและใบยี่หร่า นายสุทธินนท์ ไม่เห็นด้วยกับกับการจดทะเบียนกะเพราสายพันธุ์ใหม่ และเป็นห่วงว่า ต่อไปจะต้องซื้อเมล็ดพันธุ์กะเพราในราคาแพง เพราะขณะนี้ต้นทุนการเพาะกล้าพันธุ์ผักขาย ต้นทุนสูงขึ้นมาก
เนื่องมาจากเมล็ดพันธุ์มีการปรับราคาขึ้น จากเดิมซองละ 25 – 30 บาท ปรับเป็นซองละ 35 บาท ซี่งต้องซื้อเป็นแพ็ก 10 ซอง 350 บาท เพราะต้องใช้จำนวนมาก และต้องเพาะขายต่อเนื่อง ซึ่งกะเพราและโหระพา อัตราการงอกเพียงร้อยละ 30 หรือเพาะ 1,000 เมล็ด จะปลูกขึ้น 300 ต้นเท่านั้น จะซื้อเมล็ดพันธ์ใหม่ ใช้เงิน 5,000-6,000 บาท
ด้านกรมวิชาการเกษตร ชี้แจง สถานการณ์การจดทะเบียนพันธุ์กะเพรา ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ปัจจุบันมีอยู่เพียง 5 สายพันธุ์เท่านั้น เจ้าของสิทธิ์ สายพันธุ์ แก้วจุรี เบอร์ 01 ถึง 04 คือบริษัท ซีพีแรม จำกัด และสายพันธุ์ที่ 5 เป็นสายพันธุ์ของ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ส่วนข้อข้องใจเรื่องการแบ่งปันผลประโยชน์ ทางบริษัทเอกชน ได้ดำเนินการยื่นขออนุญาตเข้าถึงพันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไป และพันธุ์พืชป่า พร้อมทั้งเสนอโครงการปรับปรุงพันธุ์ และได้แบ่งปันผลประโยชน์เข้าสู่กองทุนคุ้มครองพันธุ์พืชเรียบร้อยแล้ว และวัตถุประสงค์ในการปรับปรุงพันธุ์ ซีพีแรม ต้องการใบกะเพราที่มีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อใช้เฉพาะในอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารของตนเอง จึงได้ร่วมมือกับหน่วยงานที่อนุรักษ์พันธุ์กะเพรา เช่น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อพัฒนาสายพันธุ์ และการพัฒนาสายพันธุ์
มหาวิทยาลัยได้ใช้กรรมวิธีการชักนำให้เกิดการกลายพันธุ์ด้วยสารเคมีและทำดับเบิลโครโมโซม จนได้กะเพราพันธุ์ใหม่ที่มีใบใหญ่ขึ้นและมีทั้งหมด 4 เบอร์ ซึ่งทางบริษัทไม่ได้นำเมล็ดพันธุ์เหล่านี้ออกวางขายทั่วไป แต่จะปลูกให้เฉพาะเกษตรกรในเครือข่ายของบริษัทเพื่อส่งเข้าโรงงานเท่านั้น
ส่วน สิทธิของประชาชนและเกษตรกรตามขอบเขตสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช สิ่งที่เกษตรกรและประชาชนทั่วไปทำได้ คือซื้อกะเพรามาปลูกแล้วเก็บใบขาย หรือนำใบไปประกอบอาหารแปรรูปต่างๆ ได้ทั้งหมด สามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อในรอบถัดไปได้ด้วยตนเอง แต่ห้ามนำ เมล็ดพันธุ์ ที่เก็บไว้ไปจำหน่ายต่อเป็นเมล็ดพันธุ์ค้าแข่ง เนื่องจากเป็นการละเมิดสิทธิและสิทธิบัตรของผู้ทรงพันธุ์ หากต้องการค้าขายเมล็ดพันธุ์จะต้องติดต่อขออนุญาตจากเจ้าของพันธุ์โดยตรง
กรมวิชาการเกษตรยังเปรียบเทียบ ข้อแตกต่างระหว่างกฎหมายไทยปัจจุบัน กับอนุสัญญา UPOV จะมีเพียงอายุการคุ้มครอง เพราะ พ.ร.บ. 42 ของไทย คุ้มครอง 12 ปี ส่วนอนุสัญญา UPOV คุ้มครองนานถึง 20 ปี ส่วนขอบเขตการคุ้มครอง พ.ร.บ. 42 คุ้มครองเฉพาะส่วนขยายพันธุ์ ส่วนอนุสัญญา UPOV ขยายความครอบคลุมไปถึงผลผลิต หากตรวจสอบพบว่าผลผลิตในท้องตลาดมีที่มาจากเมล็ดพันธุ์ที่ถูกขโมยหรือละเมิดลิขสิทธิ์ ก็สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังต้นทางได้
ด้านสมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทย ระบุว่า กรณีการขึ้นทะเบียนพันธุ์กะเพรา ของ CP จะไม่ส่งผลกระทบต่อราคาอาหารหรือทำให้ตลาดปั่นป่วนอย่างที่หลายฝ่ายกังวล เนื่องจากประเทศไทย ใช้ระบบเกษตรกรมีเสรีภาพในการเลือกซื้อเมล็ดพันธุ์ โดยกะเพราะมีทางเลือกมากกว่า 300 สายพันธุ์ และถึงแม้จะมีบริษัทจดทะเบียนพันธุ์พืชไว้ใช้เอง แต่ราคาในท้องตลาดก็ยังถูกควบคุมด้วย กลไกการแข่งขันเสรี ซึ่งแตกต่างจากบริบทของประเทศเวียดนามที่มีข้อจำกัดจากภาครัฐ ทั้งนี้ราคาอาหารที่อาจสูงขึ้นในอนาคตจึงน่าจะมาจากต้นทุนด้านพลังงานเป็นหลักมากกว่าเรื่องของเมล็ดพันธุ์
นอกจากนี้ ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงกรณีประชาชนกังวลเรื่องการจดทะเบียนคุ้มครองกะเพราพันธุ์ใหม่ 4 พันธุ์ ของบริษัทเอกชน ว่า การจดทะเบียนดังกล่าวไม่ได้ทำให้เอกชนมีสิทธิผูกขาดกะเพราทุกพันธุ์ในประเทศไทย โดยคุ้มครองเฉพาะพันธุ์ใหม่ที่ได้รับการจดทะเบียนตามกฎหมายเท่านั้น ประชาชนยังสามารถปลูกกะเพราพันธุ์พื้นเมืองและพันธุ์ทั่วไปที่ไม่ได้รับความคุ้มครองได้ตามปกติ
