“อรนุช” ผู้ถูกฟ้อง ยืนยันทำงานเพื่อประโยชน์สาธารณะ ไม่ได้มีเจตนาหมิ่นประมาทบุคคลใด PI ชี้ กฎหมายต้าน SLAPP ไร้ความหมาย หากกระทรวงยุติธรรมและรัฐบาลยังปล่อยให้การฟ้องปิดปากลักษณะนี้เกิดขึ้น

การฟ้องครั้งนี้ สืบเนื่องจาก อรนุช ผลภิญโญ กรรมการฝ่ายจัดการศึกษาสหภาพคนทำงานต่างประเทศแห่งประเทศไทย(ผู้ถูกฟ้อง) เข้าไปช่วยเหลือแรงงานไทยที่ถูกหลอกไปทำงานต่างประเทศ โดยย้อนกลับไปช่วงวันที่ 24-25 มี.ค. 2568 ระหว่างการประชุมสหภาพคนทำงานต่างประเทศแห่งประเทศไทย มีชาวบ้านจาก ต.ทุ่งลุยลาย อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ ซึ่งเป็นผู้เสียหายจากการถูกหลอกไปทำงานที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เข้ามาขอความช่วยเหลือ พร้อมเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้กับอรนุช และกลุ่มสหภาพฯ รับฟัง
ต่อมาในวันที่ 25 มี.ค. 2568 ตัวแทนผู้เสียหายประมาณ 30 คน ได้เดินทางเข้าร่วม และมีข้อสรุปร่วมกันว่าจะยื่นหนังสือต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง
หลังจากนั้น กระบวนการเรียกร้องเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม โดยในวันที่ 2 เม.ย. 2568 ชาวบ้านได้เดินทางไปยังจังหวัดชัยภูมิเพื่อยื่นหนังสือ และประสานหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง โดยในวันดังกล่าวมีการบันทึกวิดีโอ ซึ่งอรนุชได้กล่าวถึงข้อมูลตามที่ได้รับจากผู้เสียหาย รวมถึงการระบุชื่อบุคคลที่ชาวบ้านอ้างอิง เพื่อให้หน่วยงานตรวจสอบว่าเข้าข่ายการฉ้อโกงหรือไม่ ทั้งหมดเป็นการอ้างอิงจากเอกสารที่ใช้ยื่นต่อหน่วยงาน
อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวดังกล่าวนำไปสู่การดำเนินคดี โดยในเดือน พ.ค. 2568 พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรสีคิ้วได้ติดต่ออรนุช เพื่อแจ้งว่า พันตำรวจโทสุรัตน์ น้อยจันทร์ทึก ได้แจ้งความดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นประมาท

กระทั่งล่าสุด 19 มี.ค. 69 ที่สถานีตำรวจภูธรสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา อรนุช พร้อมด้วย สมภพ โชติวงศ์ ทนายความ เดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหา หลังถูกพันตำรวจโทสุรัตน์ น้อยจันทึก แจ้งความดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา จากกรณีการเข้าไปช่วยเหลือแรงงานไทยที่ถูกหลอกไปทำงานเก็บผลไม้ป่าในประเทศสวิตเซอร์แลนด์
ภายหลังการเข้ารับทราบข้อกล่าวหา อรนุช ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา โดยยืนยันว่าการสื่อสารและการทำงานที่ผ่านมาเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ ไม่ได้มีเจตนาหมิ่นประมาทบุคคลใด พร้อมย้ำว่าจะต่อสู้ในทุกขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม เธอยังตั้งข้อสังเกตว่าการฟ้องครั้งนี้ไม่ใช่การฟ้องหมิ่นประมาท แต่มองเป็นการฟ้องปิดปาก(SLAPP)เพราะว่า พันตำรวจโทสุรัตน์ ได้แจ้งความคดี กับผู้เสียหาย 38 รายที่อยู่คอนสาร ซึ่งเป็นผู้เสียหายที่ถูกหลอกไปทำงานที่สวิตเซอร์แลนด์ในข้อหาแจ้งความเท็จ อีกทั้งเลือกแจ้งความในพื้นที่ห่างไกลจากภูมิลำเนา ทำให้เกิดภาระค่าใช้จ่ายและความยากลำบากในการเดินทาง
“หลังจากที่เราไปยื่นหนังสือที่จังหวัด สำนักงานจัดหางานก็ให้ไปร้องทุกข์กล่าวโทษว่าเขาไม่ใช่บริษัทที่จัดหางาน แต่ในส่วนที่เขาแจ้งชาวบ้านศาลชั้นต้นได้ยกฟ้องแล้ว และเขาอยู่ในขบวนการยื่นอุทธรณ์อยู่ ซึ่งเราคิดว่าใช้กระบวนการเหล่านี้กับแรงงานที่ถูกหลอก และในประเด็นของเรา เราต้องการให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อเท็จจริงว่า เป็นอย่างไร”
นอกจากนี้ยังมีชาวบ้านที่จังหวัดอุดรธานี ก็ได้มีการไปแจ้งความเช่นกันโดยรวมแล้วผู้เสียหายจากการถูกหลอกไปทำงานที่สวิตเซอร์แลนด์ ประมาณ 80 กว่าราย คิดเป็นเงินกว่า 7 ล้านบาท อรนุช ชี้ว่า การถูกหลอกไปทำงานต่างประเทศ ไม่ได้มีแค่กรณีของประเทศสวิตเซอร์แลนด์แต่ยังมีกรณีของประเทศสวีเดน ที่ไปเก็บเบอร์รี่และถูกบริษัทนายหน้าฟ้อง 15 ราย

ผู้เสียหายเผย “ถูกหลอกเสียเงินแสน แต่ได้คืนเพราะความช่วยเหลือ”
ขณะที่ บุญหลาย เคนมี หนึ่งในผู้เสียหายจากจังหวัดอุดรธานี เปิดเผยว่า ตนถูกหลอกให้จ่ายเงินกว่า 100,000 บาท เพื่อไปทำงานด้านการเกษตรในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แต่สุดท้ายไม่ได้เดินทางไปทำงานและไม่ได้รับเงินคืน
“เราพยายามเรียกร้องเองทุกทางแต่ไม่ได้ผล จนกระทั่งคุณอรนุชเข้ามาช่วยติดตามและร่วมเรียกร้อง ทำให้เราได้เงินคืน การเข้ามาช่วยของคุณอรนุชจึงเป็นการทำงานเพื่อประโยชน์สาธารณะเพราะได้ช่วยแรงงานคนอื่นเป็นอีกจำนวนมาก”
ด้านสมภพ โชติวงศ์ ทนายความ ระบุว่า แนวทางการต่อสู้คดีจะยืนยันว่าการกระทำของอรนุชเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ ซึ่งสามารถใช้เป็นข้อต่อสู้ในทางกฎหมายได้
“คดีลักษณะการฟ้องปิดปากปัจจุบันมีจำนวนมากขึ้น แม้ในท้ายที่สุดศาลมักจะยกฟ้อง แต่ระหว่างทางผู้ถูกฟ้องต้องเผชิญภาระทั้งค่าใช้จ่าย การเดินทาง และความยุ่งยากในกระบวนการยุติธรรม”
ซึ่งความคืบหน้าล่าสุด อรนุช กล่าวว่า มีหน่วยงานลงไปตรวจสอบแล้ว และหน่วยงานจัดหางาน ได้แจ้งความกับมณีรัศมิ์โชติ เนินกลาง และพันตำรวจโทสุรัตน์ น้อยจันทร์ทึก
ทั้งนี้ พนักงานสอบสวนได้นัดหมายส่งสำนวนให้อัยการในวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 โดยอรนุชยืนยันว่าจะต่อสู้คดีจนถึงที่สุด เพื่อยืนยันความชอบธรรมของการทำงานเพื่อสังคม และเพื่อไม่ให้แรงงานไทยตกเป็นเหยื่อซ้ำอีกในอนาคต
“PI” ชี้ กฎหมายต้าน SLAPP ไร้ความหมาย หากกระทรวงยุติธรรมและรัฐบาลยังปล่อยให้การฟ้องปิดปากลักษณะนี้เกิดขึ้น
ขณะที่ ปรานม สมวงศ์ จาก Protection International (PI) กล่าวว่า คดีลักษณะเป็นการฟ้องปิดปาก หรือ SLAPP ที่มุ่งสร้างภาระและความหวาดกลัวต่อผู้เปิดโปงการละเมิดสิทธิและการเอารัดเอาเปรียบแรงงาน กระทรวงยุติธรรม โดยเฉพาะกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ต้องเข้ามามีบทบาทเชิงรุกในการคุ้มครอง“อรนุช” ในฐานะนักปกป้องสิทธิมนุษยชนหญิง รวมถึงผู้เสียหายและพยานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือคุกคามคนที่ทำงานเพื่อประโยชน์สาธารณะ กฎหมายต่อต้านการฟ้องปิดปากที่กำลังจัดทำจะไม่มีความหมายเลย หากกระทรวงยุติธรรมและรัฐบาลยังปล่อยให้การฟ้องปิดปากลักษณะนี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีมาตรการป้องกันหรือคุ้มครองที่เป็นรูปธรรม
