รมว.ศธ. ดัน Learning Span–กระจายอำนาจ– สู่ Digital Organization

“ประเสริฐ” เปิดวิสัยทัศน์สร้างสถาปัตยกรรมใหม่การศึกษาไทย ดัน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ กระจายอำนาจให้โรงเรียนออกแบบการเรียนรู้เอง เชื่อมบ้าน–โรงเรียน–สถานประกอบการ พร้อมลดภาระครูและเปลี่ยน ศธ. สู่ “องค์กรดิจิทัล” ใช้ข้อมูลขับเคลื่อนนโยบาย

วันนี้ (29 ส.ค. 2569) ​ประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวในงาน ภาคีเพื่อการศึกษาไทย (TEP) NATIONAL EDUCATION FORUM 2026 ภายใต้แนวคิด “The Future We Shape Together” และการเปิดตัว Thailand Education Partnership Landscape ว่า สิ่งที่ให้ความสำคัญกับทิศทางการศึกษาในอนาคตมี 2 เรื่อง คือ การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) และการมีชีวิตที่มีคุณภาพ

โลกในปัจจุบันไม่ได้ตั้งคำถามเพียงว่า มนุษย์จะมีชีวิตยืนยาวได้อย่างไร เพราะหลายประเทศกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ คำถามสำคัญจึงเปลี่ยนเป็นว่า เมื่อคนเรามีอายุยืนยาวขึ้น จะทำอย่างไรให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ มีสุขภาพที่ดี และยังคงมีคุณค่าต่อสังคม

องค์การอนามัยโลกให้ความสำคัญกับแนวคิด Healthy Ageing โดยมองว่าการเรียนรู้ตลอดชีวิตเป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญของการมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ เพราะการเรียนรู้ไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะกับการพัฒนาความรู้หรือทักษะเพื่อการทำงานเท่านั้น แต่ยังช่วยให้คนสามารถปรับตัว มีสุขภาวะที่ดี และดำรงบทบาทในสังคมได้ตลอดช่วงชีวิต

ขณะเดียวกัน รายงาน Future of Jobs 2025 ของ World Economic Forum สะท้อนว่าแรงงานจำนวนมากทั่วโลกจำเป็นต้องยกระดับทักษะหรือเรียนรู้ทักษะใหม่ในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า จากผลกระทบของเทคโนโลยีและการเปลี่ยนแปลงของโลกการทำงาน ส่วนรายงานของ OECD ยังชี้ให้เห็นว่า ผู้ที่เรียนรู้อย่างต่อเนื่องมีแนวโน้มที่จะมีสุขภาพที่ดีกว่า มีโอกาสในการทำงานสูงกว่า และมีรายได้ที่มั่นคงมากกว่า

ดังนั้น การเรียนรู้จึงไม่ใช่เรื่องของคนในวัยเรียนเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของคนทุกวัย และในอนาคตประเทศจะต้องพึ่งพาศักยภาพของประชาชนทุกช่วงวัยที่สามารถเรียนรู้และปรับตัวได้อย่างต่อเนื่อง แนวคิดเรื่อง “ช่วงชีวิต” หรือ Lifespan จึงกำลังขยับไปสู่แนวคิด Learning Span ที่มองว่าการเรียนรู้เกิดขึ้นได้ตลอดชีวิต ตั้งแต่วัยเด็ก วัยทำงาน ไปจนถึงวัยสูงอายุ

“การเรียนรู้ไม่มีคำว่าเกษียณ” เพราะคนทุกวัยสามารถเรียนรู้สิ่งใหม่และพัฒนาตัวเองได้เสมอ การศึกษาจึงไม่ควรสิ้นสุดลงเมื่อจบโรงเรียน มหาวิทยาลัย หรือเมื่อพ้นวัยทำงาน แต่ต้องเป็นกระบวนการที่ดำเนินต่อเนื่องตลอดชีวิต”

สำหรับทิศทางการศึกษาไทย นายประเสริฐกล่าวว่า มีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน คือ การสร้างประเทศไทยให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ พร้อมพัฒนาระบบนิเวศทางการศึกษาที่เชื่อมโยงบ้าน โรงเรียน สถานประกอบการ และภาคส่วนต่าง ๆ เข้าด้วยกัน เพื่อให้การเรียนรู้เกิดขึ้นได้ในทุกพื้นที่และทุกช่วงวัย

“สังคมแห่งการเรียนรู้” จึงไม่ควรจำกัดอยู่เฉพาะในสถานศึกษา แต่ต้องเปิดพื้นที่ให้ครอบครัว ชุมชน สถานประกอบการ และองค์กรต่าง ๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างโอกาสทางการเรียนรู้ เพราะโลกการทำงานและสังคมเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว การศึกษาจำเป็นต้องเชื่อมโยงกับชีวิตจริงและความต้องการของผู้เรียนและประเทศ

ประเสริฐกล่าวถึงนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการว่า หลังเข้ารับตำแหน่งได้ประกาศนโยบายสำคัญ 5 ด้าน และหลายเรื่องได้เริ่มดำเนินการแล้ว โดยหนึ่งในประเด็นที่ให้ความสำคัญคือ การลดภาระงานครู ซึ่งเป็นปัญหาที่ได้รับการสะท้อนจากครูโดยตรง

นอกจากนี้ยังเห็นว่า ที่ผ่านมา “ให้ครูทำงานหนักจัง” ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการลดภาระงานครูยังเป็นโจทย์สำคัญของระบบการศึกษา เพราะครูควรมีเวลาและพลังในการทำหน้าที่หลัก คือการจัดการเรียนรู้และดูแลผู้เรียน มากกว่าต้องแบกรับภาระงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอน

อีกนโยบายสำคัญคือ การลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เพื่อให้เด็กและประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาได้อย่างเป็นธรรม ไม่ว่าจะมีภูมิหลัง ฐานะ หรืออยู่ในพื้นที่ใด

ขณะเดียวกัน กระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญกับแนวคิด “เรียนรู้สู่โลกความเป็นจริง” ซึ่งมุ่งให้การศึกษาเชื่อมโยงกับชีวิตจริง สังคม และโลกการทำงาน ผู้เรียนจึงไม่ควรเรียนเพียงเพื่อการสอบหรือการได้รับวุฒิการศึกษา แต่ต้องสามารถนำความรู้และทักษะไปใช้ในการดำรงชีวิตและประกอบอาชีพได้จริง

อีกด้านหนึ่งคือ “โรงเรียนปลอดภัย” ซึ่งเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของการเรียนรู้ เพราะสถานศึกษาต้องเป็นพื้นที่ที่เด็ก ครู และบุคลากรสามารถใช้ชีวิตและทำงานได้อย่างปลอดภัย ทั้งในด้านร่างกาย จิตใจ และสภาพแวดล้อม

เป้าหมายสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการสร้างคนให้ “เรียนจบ” แต่ต้องสร้างคนให้ “เรียนรู้ได้ตลอดชีวิต” เพื่อให้สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี โลกการทำงาน โครงสร้างประชากร และความท้าทายใหม่ ๆ ที่กำลังเกิดขึ้น พร้อมทั้งทำให้ประเทศไทยก้าวไปสู่การเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ที่ทุกคนมีส่วนร่วม

ดัน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่

ประเสริฐ กล่าวว่า นอกจากนโยบายสำคัญ 5 ด้านที่กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศและขับเคลื่อนแล้ว จากการทำงานระยะหนึ่งเห็นว่ายังมีอีก 5 ยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญและจำเป็นต่อการสร้างความเข้มแข็งและความมั่นคงให้กับระบบการศึกษาไทย จึงเกิดแนวคิดที่จะขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เพิ่มเติม เพื่อวางรากฐานระยะยาวและนำไปสู่การสร้าง “สถาปัตยกรรมใหม่ของการศึกษาไทย”

ยุทธศาสตร์ด้านแรก คือ การวางรากฐานทางกฎหมาย โดยกระทรวงศึกษาธิการอยู่ระหว่างการผลักดันร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ ซึ่งขณะนี้การยกร่างแล้วเสร็จ และอยู่ในขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยคาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในกลางเดือนกันยายน 2569

หลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการรับฟังความคิดเห็น กระทรวงศึกษาธิการมีแผนนำร่างกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีภายในช่วงก่อนสิ้นเดือนกันยายน จากนั้นจะเข้าสู่การพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ก่อนส่งกลับมายังคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง เพื่อเตรียมนำเสนอต่อรัฐสภา โดยตั้งเป้าว่าร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่จะเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาได้ไม่เกินสัปดาห์แรกของเดือนธันวาคม 2569

สาระสำคัญประการหนึ่งของร่างกฎหมายฉบับใหม่ คือ การกำหนดให้ “สมัชชาการศึกษา” เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างการศึกษาไทย ซึ่งสะท้อนแนวคิดว่าการจัดการศึกษาไม่ควรเป็นภารกิจของกระทรวงศึกษาธิการหรือหน่วยงานภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

ประเสริฐกล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่จะประกอบด้วย 7 หมวด 72 มาตรา โดยออกแบบหลักเกณฑ์ในลักษณะที่กำหนดกรอบกว้าง มีความยืดหยุ่น และสามารถปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก แตกต่างจากแนวทางการกำหนดรายละเอียดที่อาจทำให้ระบบการศึกษาขาดความคล่องตัวในการรับมือกับบริบทใหม่

การจัดทำกฎหมายฉบับใหม่นับเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของระบบการศึกษาไทย เนื่องจากพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ได้บังคับใช้มาเป็นเวลาประมาณ 27 ปีแล้ว แต่ยังไม่เคยมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างในระดับใหญ่เท่ากับแนวทางที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้

“เรื่องนี้จะเป็นสถาปัตยกรรมใหม่ของการศึกษาไทย” นายประเสริฐกล่าว พร้อมแสดงความมั่นใจว่า หากกระบวนการต่าง ๆ เป็นไปตามแผน ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่จะสามารถประกาศในราชกิจจานุเบกษาได้ภายใน ไตรมาส 2 ของปี 2570

เดินหน้ากระจายอำนาจการศึกษา ดันโรงเรียนนวัตกรรมตัดสินใจเอง

ประเสริฐ กล่าวว่า อีกประเด็นสำคัญของการสร้างสถาปัตยกรรมใหม่ทางการศึกษา คือ การกระจายอำนาจ ผ่านร่างพระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา เพื่อเปิดโอกาสให้สถานศึกษาสามารถออกแบบและทดลองแนวทางการจัดการศึกษาที่เหมาะสมกับบริบทของตนเอง โดยเฉพาะสถานศึกษาในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา 20 จังหวัด ซึ่งทำหน้าที่เป็นพื้นที่นำร่องก่อนขยายผลไปยังจังหวัดอื่นทั่วประเทศ

กฎหมายพื้นที่นวัตกรรมการศึกษามีเป้าหมายสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ การคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมทางการศึกษา การขยายผลนวัตกรรม การลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยหัวใจสำคัญคือการเปลี่ยนวิธีคิดจากการบริหารที่ต้องรอนโยบายหรือคำสั่งจากส่วนกลาง ไปสู่การเปิดพื้นที่ให้สถานศึกษาและผู้บริหารสามารถตัดสินใจได้ด้วยตนเองมากขึ้น

ภายใต้แนวคิดดังกล่าว โรงเรียนในพื้นที่นวัตกรรมจะสามารถตัดสินใจเกี่ยวกับการบริหารจัดการได้ตามบริบทของพื้นที่ รวมถึงการบริหารและการใช้ทรัพยากรร่วมกันระหว่างสถานศึกษา หากทรัพยากรบางประเภทสามารถใช้ร่วมกันได้ ก็สามารถออกแบบกลไกการบริหารจัดการให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยไม่จำเป็นต้องรอการตัดสินใจจากส่วนกลางในทุกเรื่อง

การกระจายอำนาจจึงไม่ได้หมายถึงเพียงการถ่ายโอนภารกิจจากส่วนกลางไปยังพื้นที่ แต่เป็นการสร้าง กลไกที่ทำให้สถานศึกษามีอำนาจในการออกแบบการศึกษาและบริหารทรัพยากรของตนเอง ซึ่งจะช่วยให้การจัดการศึกษาสอดคล้องกับปัญหาและความต้องการของแต่ละพื้นที่มากขึ้น ทั้งยังเป็นกลไกสำคัญที่จะนำไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำและสร้างนวัตกรรมทางการศึกษาในระยะยาว

แนวทางดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับนโยบาย “คืนเวลาให้ครู คืนความสุขให้นักเรียน” โดยกระทรวงศึกษาธิการพยายามลดภาระงานที่ไม่จำเป็นของครู และนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยปรับปรุงกระบวนการทำงาน

หนึ่งในความคืบหน้าคือการลดจำนวนตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับการทำงานและการประเมินของครู จากเดิมที่มีประมาณ 141 ตัวชี้วัด ให้เหลือไม่เกิน 40 ตัวชี้วัด เพื่อให้ครูใช้เวลาไปกับการจัดการเรียนการสอนและดูแลนักเรียนได้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ยังมีหลายเรื่องที่อยู่ระหว่างการดำเนินงาน โดยเฉพาะการพัฒนาระบบ Cloud Kitchen เพื่อยกระดับการจัดการอาหารกลางวันของโรงเรียน

อีกประเด็นคือ School Bus ซึ่งเป็นหนึ่งในโจทย์ที่ต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การเดินทางไปโรงเรียนของนักเรียนมีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยทั้งหมดเชื่อมโยงกับแนวคิดการกระจายอำนาจและการออกแบบระบบการศึกษาที่ตอบโจทย์ชีวิตจริงของผู้เรียน

นายประเสริฐกล่าวว่า หลักการกระจายอำนาจดังกล่าวจะถูกนำไปบรรจุไว้ใน ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ เช่นเดียวกัน เพื่อให้การกระจายอำนาจไม่เป็นเพียงนโยบายหรือโครงการเฉพาะช่วงเวลา แต่มีฐานทางกฎหมายที่ชัดเจนและสามารถขับเคลื่อนได้อย่างต่อเนื่อง

เปลี่ยน ศธ. สู่ “องค์กรดิจิทัล” ใช้ข้อมูลตัดสินใจ

ยุทธศาสตร์อีกด้านที่กระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญ คือ การเปลี่ยนกระทรวงศึกษาธิการให้ก้าวเข้าสู่ความเป็นองค์กรดิจิทัล และนำข้อมูลมาใช้ประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบาย เพื่อให้การกำหนดยุทธศาสตร์การศึกษาของประเทศมีประสิทธิภาพและเป็นระบบมากขึ้น

ประเสริฐกล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการมีข้อมูลอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ที่ผ่านมาแต่ละหน่วยงานมีรูปแบบการจัดเก็บข้อมูลแตกต่างกัน บางหน่วยงานพัฒนาระบบดิจิทัลและนำข้อมูลมาใช้แล้ว ขณะที่บางหน่วยงานยังพึ่งพาเอกสารและระบบงานแบบเดิม ทำให้ข้อมูลจำนวนมากยังไม่สามารถเชื่อมโยงและนำมาใช้ประโยชน์ร่วมกันได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

ขณะนี้กระทรวงศึกษาธิการจึงเริ่มกระบวนการ Digital Transformation อย่างจริงจัง โดยได้จัดทำบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU ร่วมกับ 14 หน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อสร้างความร่วมมือและวางระบบการเปลี่ยนผ่านสู่การทำงานในรูปแบบดิจิทัล

เป้าหมายคือการทำให้กระทรวงศึกษาธิการสามารถเชื่อมโยงข้อมูลจากหน่วยงานต่าง ๆ และนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ประกอบการตัดสินใจได้อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ระดับนโยบายไปจนถึงระดับการบริหารจัดการสถานศึกษา

ประเสริฐระบุว่า กระทรวงศึกษาธิการตั้งเป้าว่า ภายในเดือนมกราคม 2570 หรืออีกประมาณ 5 เดือนนับจากช่วงเวลาที่กล่าวในงาน กระทรวงจะต้องก้าวเข้าสู่ความเป็น “องค์กรดิจิทัล” อย่างเป็นรูปธรรม

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active