เผยหารือ TikTok คุมเนื้อหา-ดันคอนเทนต์สร้างสรรค์ ขณะที่ สภาการศึกษาฯ วิเคราะห์ “ใช้มือถือในห้องเรียน” หลังหลายประเทศเริ่มห้ามแล้ว ย้ำปัจจุบัน รร. ยังมีอำนาจตัดสินใจเอง
วันนี้ (27 พ.ค. 69) ประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางการใช้แพลตฟอร์ม TikTok ในระบบการศึกษาไทย และการจัดการปัญหาการใช้สื่อออนไลน์ของเด็กนักเรียน โดยยอมรับว่า ปัจจุบัน “คลิปวิดีโอสั้น” หรือ short content กลายเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายสำคัญของกระทรวงศึกษาธิการ เนื่องจากพฤติกรรมการเสพสื่อของเด็กและเยาวชนเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
พร้อมกันนี้ ยังเปิดเผยว่า กระทรวงกำลังศึกษาแนวทางเกี่ยวกับการใช้โทรศัพท์มือถือในโรงเรียน ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับปัญหาสมาธิของเด็กจากการเสพสื่อออนไลน์ และอาจนำไปสู่การกำหนดนโยบายระดับประเทศในอนาคต หนึ่งในประเด็นที่กระทรวงศึกษาธิการกังวลมาก คือพฤติกรรมของเด็กนักเรียนที่ใช้เวลาอยู่กับคลิปวิดีโอสั้นจำนวนมาก โดยเฉพาะบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ซึ่งอาจส่งผลต่อสมาธิในการเรียนรู้
“วันนี้ปัญหาหนึ่งที่เรากังวลก็คือ เด็กนักเรียนใช้เวลาดูคลิปวิดีโอสั้นบ่อย ๆ ใช้เวลานาน อาจสูญเสียเรื่องสมาธิได้ เรื่องนี้ถือเป็นวาระเร่งด่วน กระทรวงไม่ได้เพิกเฉย ยังเป็นประเด็นที่ต้องพูดคุยกันต่อ …ไม่ต้องการกล่าวโทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นตัวเด็ก ผู้ปกครอง หรือแพลตฟอร์ม แต่เห็นว่าเป็น ‘ความท้าทาย’ ที่ภาครัฐต้องหาวิธีบริหารจัดการให้เหมาะสม”
เผยหารือ TikTok ทั้งเรื่องคุมเนื้อหา-ดันคอนเทนต์สร้างสรรค์
รมว.ศธ. เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ได้หารือกับผู้บริหาร TikTok หลายประเด็น ทั้งเรื่องการควบคุมเนื้อหา การป้องกันเนื้อหาไม่เหมาะสม และการส่งเสริมคอนเทนต์ที่เป็นประโยชน์ต่อการศึกษา โดยยอมรับว่า TikTok เป็นแพลตฟอร์มที่ได้รับความนิยมสูง เพราะอยู่ในรูปแบบคลิปสั้น 2-5 นาที ซึ่งตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ แต่ในอีกด้านหนึ่งก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าอาจส่งผลต่อสมาธิของเด็กและเยาวชน
เมื่อถามว่า TikTok จะถูกนำมาใช้เป็นสื่อการสอนหรือไม่ ประเสริฐ กล่าวว่า กระทรวงมองถึงการใช้ประโยชน์จากสื่อรูปแบบสั้นในบางมิติ เช่น งานประชาสัมพันธ์ หรือการนำเสนอความรู้ที่เข้าใจง่ายและจดจำได้รวดเร็ว
“ต้องยอมรับว่าพฤติกรรมมนุษย์เปลี่ยนไป อะไรที่ยาวมากคนไม่อยากฟัง แต่ถ้าเป็นอะไรสั้น ๆ กลับจำง่ายกว่า เราก็จะเอาส่วนที่เป็นประโยชน์มาใช้”
อย่างไรก็ตาม กระทรวงศึกษาธิการจะไม่พึ่งพาแพลตฟอร์มต่างประเทศเป็นเครื่องมือหลักในการจัดการเรียนการสอน เพราะกระทรวงยังมีแพลตฟอร์มของตัวเองอยู่แล้ว แต่บางกรณี เช่น การประชาสัมพันธ์ การขอความร่วมมือ หรือการสื่อสารเรื่องง่าย ๆ อาจใช้แพลตฟอร์มเหล่านี้เป็นช่องทางเสริมได้
“ไม่ใช่ถึงขั้นต้องเอา TikTok เป็นหลักในการส่งเสริมความรู้ เรามีแพลตฟอร์มของกระทรวงอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องไปพึ่งแพลตฟอร์มธุรกิจต่างประเทศทั้งหมด แต่ถ้าเป็นเรื่องประชาสัมพันธ์หรือเรื่องง่าย ๆ ที่เป็นประโยชน์ ผมคิดว่าไม่เสียหาย”
เตรียมถกมาตรการ Safe Mode จำกัดอายุเข้าถึงเนื้อหา
ประเสริฐยังกล่าวถึงประเด็นความปลอดภัยทางออนไลน์ว่า กระทรวงได้หารือกับ TikTok ถึงแนวทางควบคุมเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะเนื้อหาที่อาจเป็นอันตรายต่อเด็ก ต่อไปอาจต้องมี Safe Mode หรือกำหนดเรื่องอายุ บางเนื้อหาเด็กอาจเข้าไม่ได้ ถ้าเป็นข้อความหรือข่าวที่อันตราย
ทั้งนี้ มองว่าเรื่องดังกล่าวเป็นส่วนสำคัญในการสร้างสมดุลระหว่างการใช้ประโยชน์จากสื่อออนไลน์ กับการคุ้มครองเด็กจากผลกระทบด้านลบของแพลตฟอร์มดิจิทัล
ศธ. ศึกษาเข้ม “ใช้มือถือในห้องเรียน” หลายประเทศเริ่มห้ามแล้ว
อีกประเด็นสำคัญที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการกล่าวถึง คือแนวคิดเกี่ยวกับการใช้โทรศัพท์มือถือในห้องเรียน ซึ่งเชื่อมโยงกับปัญหาสมาธิของเด็กโดยตรง ประเสริฐระบุว่า หลายประเทศทั่วโลกเริ่มมีมาตรการจำกัดหรือห้ามใช้โทรศัพท์มือถือในโรงเรียน และในประเทศไทยก็มีหลายฝ่ายเสนอแนวคิดในลักษณะเดียวกัน
“มีหลายหน่วยงานให้ความเห็นว่าไม่ควรให้ใช้โทรศัพท์มือถือ หรืออาจให้นำไปโรงเรียนได้แต่โรงเรียนเก็บไว้ เรื่องนี้ยังมีข้อถกเถียงอยู่”
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่ได้มีการกำหนดเป็นนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ เพราะต้องพิจารณาหลายมิติ โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัยของนักเรียนและการสื่อสารกับผู้ปกครอง
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ย้ำว่า ปัจจุบันโรงเรียนแต่ละแห่งยังสามารถกำหนดแนวทางการใช้โทรศัพท์มือถือได้เอง เนื่องจากโรงเรียนมีสถานะเป็นนิติบุคคล และมีอำนาจออกระเบียบภายใน แต่เนื่องจากกระทรวงได้รับเสียงสะท้อนจากหลายฝ่าย จึงเตรียมนำประเด็นนี้เข้าสู่การหารือเชิงนโยบายมากขึ้น
“เรื่องนี้เดิมเป็นหน้าที่ของโรงเรียนที่สามารถสั่งการได้เอง แต่ตอนนี้กระทรวงได้รับเสียงสะท้อนระดับหนึ่ง ก็จะนำมาทำ Workshop กันว่าแนวทางที่เหมาะสมควรเป็นอย่างไร”
สภาการศึกษาเร่งเปรียบเทียบโมเดลต่างประเทศ หาบริบทที่เหมาะสมกับการศึกษาไทย
ด้าน รศ.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา ระบุว่า อยู่ระหว่างศึกษาการใช้โทรศัพท์มือถือและสื่อสังคมออนไลน์ในห้องเรียนอย่างเป็นระบบ เพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมสำหรับบริบทการศึกษาไทย
โดยผลการศึกษาดังกล่าว อาจนำไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในอนาคต ว่าควรกำหนดมาตรการระดับประเทศหรือไม่ ทั้งเรื่องการนำมือถือเข้าโรงเรียน การใช้ระหว่างเรียน รวมถึงการใช้สื่อออนไลน์ในกระบวนการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนไทย
