“คณิต” ไม่ได้ยากเกินไป แต่ระบบการสอนต่างหากที่ทำให้เด็กเรียนไม่เข้าใจ

อาจารย์ธรรมศาสตร์ชี้ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เนื้อหาหลักสูตรเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการเรียนแบบเร่งตามเวลา ครูไม่มีเวลาสอนเชิงลึก เสนอแยกคณิตศาสตร์ 2 เส้นทาง คือ เน้นทักษะใช้จริงสำหรับทุกคน และสายเข้มข้นสำหรับผู้มุ่งเรียนต่อวิทยาศาสตร์

เมื่อเร็วๆ นี้ ผศ.ศราวุธ จอมนำ อาจารย์ประจำคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้สัมภาษณ์ The Active ต่อประเด็นที่ อัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ตั้งข้อสังเกตถึงหลักสูตรและเนื้อหาวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันยากเกินไปหรือไม่ โดยระบุว่าคำว่า “ยาก” นั้นมีหลายนิยาม และปัญหาที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่เนื้อหาเพียงอย่างเดียว

ผศ.ศราวุธ อธิบายว่าระบบการศึกษาไทยในปัจจุบันยังคงสืบทอดแนวคิดแบบ “factory model” หรือโรงงานผลิตกำลังคน ที่ยึดเวลาเป็นหลัก ไม่ใช่ความเข้าใจของผู้เรียน เด็กทุกคนต้องเดินหน้าพร้อมกันตามตารางเรียน ไม่ว่าจะเข้าใจเนื้อหาหรือไม่ก็ตาม

“เรียนคณิตศาสตร์ 1 ชั่วโมง ไม่รู้แหละว่าเข้าใจหรือเปล่า ชั่วโมงที่ 2 ก็ต้องไปเรียนวิชาใหม่แล้ว ความไม่เข้าใจมันก็สะสมไปเรื่อยๆ” อาจารย์กล่าว

ในทางตรงข้าม หลักสูตรแบบ “ฐานสมรรถนะ” หรือ competency-based ที่หลายประเทศนำมาใช้ จะให้เด็กเรียนจนเข้าใจจริงก่อนจึงก้าวไปเรื่องถัดไป โดยไม่ยึดติดกับเวลาตายตัว

หลักสูตรปี 44 กับ 51 สองขั้วที่ยังหาสมดุลไม่ได้

อาจารย์ยังอธิบายพัฒนาการของหลักสูตรไทย โดยระบุว่า หลักสูตร 2544 ถือเป็นหลักสูตรที่ก้าวหน้ามาก เปิดให้โรงเรียนออกแบบหลักสูตรสถานศึกษาได้เอง แต่กลับทำให้ครูและโรงเรียนที่ไม่เคยมีอำนาจตัดสินใจมาก่อนปรับตัวไม่ทัน จนนำมาสู่หลักสูตร 2551 ที่กำหนดตัวชี้วัดรายชั้นปีอย่างละเอียด

“ปัญหาของหลักสูตร 51 คือมันล็อกชั้นปี เด็ก ม.2 กับ ม.3 อาจต้องเรียนเรื่องเดียวกันที่ควรอยู่ด้วยกัน แต่กลับถูกแบ่งแยกออกจากกัน ทั้งๆ ที่จังหวะการเรียนรู้มันถึงแล้ว” อาจารย์กล่าว

สสวท.ตั้งขึ้นเพื่อ “ปั้นนักวิทยาศาสตร์” แต่เด็กทุกคนต้องเรียน

ผศ.ศราวุธ ชี้ให้เห็นที่มาของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ว่าถูกก่อตั้งในบริบทของสงครามเย็น หลังจากที่สหภาพโซเวียตแสดงความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ให้โลกเห็น ทำให้หลายประเทศรวมถึงไทยเร่งผลักดันเนื้อหาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ขั้นสูงเข้าสู่ระบบการศึกษา

“สสวท.ถูกตั้งขึ้นเพื่ออยากปั้นนักวิทยาศาสตร์ นักคณิตศาสตร์ แต่ไม่ใช่เด็กทุกคนที่อยากจบไปเป็นนักวิทยาศาสตร์ ”

อาจารย์มองว่าวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐานในหลักสูตรปัจจุบันนั้นไม่ได้เป็น “พื้นฐานสำหรับทุกคน” อย่างแท้จริง แต่กลับเป็นพื้นฐานสำหรับการเรียนต่อทางสายวิทยาศาสตร์มากกว่า ส่งผลให้เด็กที่ไม่ได้มุ่งสายนี้ต้องฝืนเรียนสิ่งที่ไม่ได้นำไปใช้จริง และจบลงด้วยการ “จำสูตรเพื่อให้ผ่าน” แทนที่จะเข้าใจจริง

อาจารย์ยกตัวอย่างให้เห็นว่าเด็กประถมส่วนใหญ่ชอบคณิตศาสตร์ เพราะเนื้อหาเป็นเลขคณิตที่จับต้องได้ แต่พอขึ้นมัธยมกลับเริ่มหนีห่าง เพราะเนื้อหาเริ่มเป็นนามธรรมและต้องอาศัยความเข้าใจแท้จริง ไม่ใช่การจำวิธีทำ

“ตลอด 6 ปีในประถม เราไม่เคยถูกสอนให้เรียนแบบเข้าใจมาก่อนเลย พอขึ้นมัธยมแล้วจะมาใช้วิธีจำวิธีทำแบบเดิมไม่ได้ เพราะเปลี่ยนตัวเลขนิดเดียว วิธีทำก็เปลี่ยนแล้ว”

เขาเสริมว่าตำราเรียนของ สสวท. ปัจจุบันจริงๆ แล้วมีการเรียบเรียงที่ดี โดยเริ่มจากสถานการณ์จริงก่อนค่อยนำไปสู่สูตรและสมการ แต่ในทางปฏิบัติ ครูมักข้ามส่วนนั้นไปเพราะเวลาไม่พอ และเด็กก็ชอบให้ข้ามเพราะมันเร็วกว่า

ผลสอบ PISA สะท้อนอะไร

เมื่อถามถึงผลสอบ PISA ที่ไทยอยู่ในระดับต่ำ อาจารย์อธิบายว่า PISA วัด “mathematical literacy” หรือความสามารถในการมองเห็นคณิตศาสตร์ในชีวิตจริงและแก้ปัญหาได้ ซึ่งไม่ได้วัดความยากของเนื้อหา แต่วัดว่าเด็กเอาความรู้ไปใช้ได้จริงหรือไม่

“หลักสูตรเราครอบคลุมเนื้อหาตามที่ PISA วัดนะครับ แต่ปัญหามันอยู่ที่วิธีสอน และวิธีที่เราปลูกฝังให้เด็กเรียนรู้คณิตศาสตร์มากกว่า”

ข้อเสนอ แยกคณิตศาสตร์เป็น 2 เส้นทางชัดเจน

ผศ.ศราวุธ เสนอแนวทางโดยอ้างอิงโมเดลของสิงคโปร์และฟินแลนด์ ว่าควรแบ่งวิชาคณิตศาสตร์ออกเป็น 2 เส้นทางที่ชัดเจน ได้แก่

  1. คณิตศาสตร์พื้นฐานสำหรับทุกคนจริงๆ ที่เน้นสถิติประยุกต์ คณิตศาสตร์การเงิน และการอ่านข้อมูลในชีวิตประจำวัน โดยไม่จำเป็นต้องลงลึกในสัญลักษณ์เชิงพีชคณิตที่ซับซ้อน
  2. คณิตศาสตร์สำหรับผู้ที่มุ่งสายวิทยาศาสตร์ ที่เรียนอย่างเข้มข้นและลึกขึ้นตามความสนใจและความสามารถ

“สิงคโปร์เริ่มทดลองให้เด็กเลือกระดับของวิชาพื้นฐานได้ตั้งแต่ ม.1 โดยไม่เลเบลว่าใครเก่งกว่าใคร แต่ให้เลือกตามความถนัดจริงๆ ของตัวเอง” อาจารย์กล่าว

ปัญหาอยู่ที่ครูก็ไม่มีเวลา

อาจารย์ยังย้ำว่าการปฏิรูปหลักสูตรจะไม่สำเร็จหากไม่ลดภาระงานธุรการและเอกสารของครู เพราะขณะนี้ครูไทยใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับงานที่ไม่ใช่การสอน จนแทบไม่มีเวลาเตรียมสอน ออกแบบสื่อ หรือให้ feedback เด็กรายบุคคล

“ประเทศที่การศึกษาดี เขากำหนดชัดเจนเลยว่าใน 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ของครู มีกี่ชั่วโมงสำหรับสอน กี่ชั่วโมงสำหรับเตรียมสอน กี่ชั่วโมงสำหรับตรวจงานและให้ฟีดแบ็ก แต่บ้านเราไม่มีใครนับตรงนี้เลย” 

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active