แยก ‘สื่อการเรียนรู้’ ออกจาก ‘โซเชียลมีเดีย’ ก่อน ‘นพ.อดิศักดิ์’ แนะรัฐทบทวน TikTok ในห้องเรียน 

ผอ.สถาบันเด็กฯ มหิดล ชี้ต้องแยก “เทคโนโลยีการเรียนรู้” ออกจาก “โซเชียลมีเดีย” เตือนคลิปสั้นอาจเป็นเพียงเครื่องมือดึงเด็กเข้าสู่แพลตฟอร์มที่ยังเต็มไปด้วยเนื้อหาไม่เหมาะสม

จากกรณี ประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังหารือกับ TikTok (Thailand) เพื่อพัฒนาสื่อการเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล โดยมีแนวคิดใช้คลิปสั้นลักษณะ TikTok ความยาวประมาณ 2 นาที เป็นสื่อการเรียนการสอนสำหรับเด็กและเยาวชน รวมถึงใช้ AI และแพลตฟอร์มดิจิทัลช่วยลดภาระครูนั้น

ประเด็นดังกล่าวได้จุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะข้อกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อพัฒนาการเด็ก สมาธิ การเสพติดหน้าจอ และความเหมาะสมของการนำแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียมาเชื่อมกับระบบการศึกษา

รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ให้สัมภาษณ์ The Active แสดงความเห็นว่า ต้องถามรายละเอียดก่อนว่าจะใช้กับเด็กระดับชั้นไหน ทั้งนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือ สังคมต้องแยกให้ออกระหว่าง “สื่อเทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้” กับ “โซเชียลมีเดีย” เพราะทั้งสองอย่างไม่ใช่เรื่องเดียวกัน 

ชี้ “เทคโนโลยีการเรียนรู้” ไม่ใช่ปัญหา แต่เด็กจำเป็นต้องเรียนรู้

รศ.นพ.อดิศักดิ์ กล่าวว่า การใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ไม่ใช่เรื่องใหม่ และในความเป็นจริง เด็กจำเป็นต้องเรียนรู้การใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมอยู่แล้ว เขายกตัวอย่างว่า ในอดีตวงการศึกษาก็เคยใช้สื่อการเรียนรู้ผ่านโทรทัศน์ วิดีโอ หรือแผ่นซีดีมาโดยตลอด ตั้งแต่ระดับอนุบาล เพื่อช่วยให้เด็กเข้าถึงการเรียนรู้ผ่านภาพ เสียง และสื่อที่ดึงดูดความสนใจ

“สื่อเทคโนโลยีเป็นเรื่องหนึ่ง ส่วนโซเชียลมีเดียเป็นอีกเรื่องหนึ่ง กระบวนการใช้งาน วิธีการสื่อสาร และระยะเวลาที่เด็กอยู่กับมัน เป็นคนละประเด็นกัน”

รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์

เขาระบุว่า เทคโนโลยีสามารถช่วยการเรียนรู้ได้จริง ทั้งการใช้ภาพ เสียง และสื่อที่น่าสนใจมาช่วยกระตุ้นเด็ก หากปฏิเสธเทคโนโลยีทั้งหมด เด็กก็อาจเสียโอกาสในการเรียนรู้โลกยุคใหม่เช่นกัน

เตือน TikTok คือโลกโซเชียลทั้งระบบ

อย่างไรก็ตาม รศ.นพ.อดิศักดิ์ มองว่า สิ่งที่น่ากังวลคือ การใช้ “โซเชียลมีเดีย” เป็นฐานของการเรียนรู้ เพราะเมื่อเด็กเข้าไปในแพลตฟอร์มแล้ว เด็กไม่ได้เห็นเฉพาะคลิปการสอน 2 นาทีที่ถูกออกแบบไว้เท่านั้น แต่ยังสามารถไหลไปสู่เนื้อหาอื่นจำนวนมากที่ไม่ได้ถูกออกแบบสำหรับเด็ก และอาจไม่เหมาะสมกับช่วงวัย

“เด็กไม่ได้เข้าไปดูแค่ TikTok 2 นาทีหรอก เปิดไปก็เจออย่างอื่นทันที”

เขาระบุว่า แพลตฟอร์มอย่าง TikTok, Instagram หรือ YouTube ต่างก็เป็น “เครื่องมือสื่อสารระหว่างผู้คน” ไม่ใช่แพลตฟอร์มสื่อการศึกษาที่ปิดเฉพาะเนื้อหาเหมือนแผ่นซีดีหรือรายการโทรทัศน์ในอดีต

ยิ่งไปกว่านั้น หลายแพลตฟอร์มเองก็ระบุชัดว่า เด็กอายุต่ำกว่า 13 ปีไม่ควรใช้งาน แต่ในความเป็นจริง เด็กจำนวนมากยังสามารถเข้าถึงได้โดยไม่มีการควบคุมที่มีประสิทธิภาพ

รศ.นพ.อดิศักดิ์ ระบุอีกว่า ปัญหาจริงคือ คลิป 2 นาทีอาจเป็นเพียง “ประตู” ที่ดึงเด็กเข้าสู่โลกโซเชียลมีเดีย ก่อนที่เด็กจะใช้เวลาอีกหลายชั่วโมงไปกับเนื้อหาอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเรียน

“2 นาทีมันไม่ได้ทำให้สมาธิสั้นหรอก แต่มันเป็นตัวล่อให้เด็กเข้าไปดูอย่างอื่นอีกเป็นร้อย ๆ นาที”

เขายกตัวอย่างว่า เด็กจำนวนมากเมื่อเข้าสู่แพลตฟอร์มแล้ว มักจะไปดูคลิปความบันเทิง คลิปใช้คำหยาบ การด่าทอกัน หรือเนื้อหาที่สร้างความตื่นเต้นเร้าใจ ซึ่งอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มจะค่อย ๆ ป้อนให้ดูต่อเนื่อง

ตั้งคำถาม “ถ้าจะใช้จริง บริษัทคุมเนื้อหาอื่นได้หรือไม่”

รศ.นพ.อดิศักดิ์ ยังตั้งคำถามกลับไปยังบริษัทแพลตฟอร์มและภาครัฐว่า หากต้องการใช้ TikTok เป็นเครื่องมือการเรียนรู้จริง สิ่งสำคัญคือ จะสามารถควบคุมไม่ให้เด็กเข้าถึงเนื้อหาอื่นที่ไม่เหมาะสมได้หรือไม่

เขามองว่า หากเด็กเปิดเข้ามาดูคลิปการสอนแล้ว แต่ยังสามารถเลื่อนไปเจอคลิปหยาบคาย ความรุนแรง หรือเนื้อหาล่อแหลมอื่น ๆ ได้ตลอดเวลา ก็เท่ากับว่าระบบยังไม่ปลอดภัยสำหรับเด็ก

“ถ้าคุณล็อกไว้หมด เด็กดูได้เฉพาะสื่อการสอน ก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่ถ้ายังเปิดไปเจออย่างอื่นได้ มันก็เป็นปัญหา”

ชี้ ประเทศไทยยัง “คุมโลกออนไลน์ไม่ได้”

รศ.นพ.อดิศักดิ์ สะท้อนว่า ปัญหาใหญ่ในปัจจุบัน คือ ระบบกำกับดูแลสื่อออนไลน์ของไทยยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ เขายกตัวอย่างว่า ทุกวันนี้ แม้แต่สินค้าผิดกฎหมายอย่างบุหรี่ไฟฟ้า หรือสื่ออนาจาร ก็ยังสามารถค้นหาและเข้าถึงได้ง่ายบนอินเทอร์เน็ต

ที่ผ่านมา หลายประเทศใช้มาตรการควบคุมหรือกรองเนื้อหาออนไลน์อย่างเข้มงวด เพื่อสร้าง “อินเทอร์เน็ตปลอดภัยสำหรับครอบครัว” แต่ประเทศไทยยังไม่มีระบบลักษณะดังกล่าวอย่างจริงจัง

ย้ำ “ไม่ว่าสื่อดีหรือไม่ดี ก็ต้องจำกัดเวลา”

อีกประเด็นที่ รศ.นพ.อดิศักดิ์ เน้นย้ำ คือ แม้จะเป็นสื่อที่มีประโยชน์ เด็กก็ยังจำเป็นต้องมีการจำกัดเวลาการใช้งานหน้าจอ

เขาอธิบายว่า เด็กจำเป็นต้องพัฒนาตัวเองผ่านกิจกรรมรูปแบบอื่นด้วย ทั้งการเล่น การเคลื่อนไหว การสร้างความสัมพันธ์กับคนรอบตัว ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ซึ่งล้วนเป็นพื้นฐานสำคัญของพัฒนาการระยะยาว

“เด็กต้องไม่ได้อยู่กับหน้าจออย่างเดียว ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง มีการขยับร่างกาย และเรียนรู้โลกจริง”

เขามองว่า หากเป็นสื่อการเรียนรู้ที่ดีจริง เด็กมักจะใช้งานเพียงระยะสั้นและหยุดเองตามธรรมชาติ แต่ปัญหาของโซเชียลมีเดียคือ มีเนื้อหาอื่นจำนวนมากที่ออกแบบมาเพื่อดึงให้เด็กใช้งานต่อเนื่องจนควบคุมเวลาไม่ได้

รศ.นพ.อดิศักดิ์ ยังแสดงความกังวลว่า การที่กระทรวงศึกษาธิการสนับสนุนการใช้ TikTok เป็นสื่อการสอน อาจกลายเป็นการสร้าง “ความชอบธรรม” ให้เด็กเข้าใช้งานแพลตฟอร์มมากขึ้น ทั้งที่ในอีกด้านหนึ่ง โรงเรียนจำนวนมากพยายามออกกฎจำกัดการใช้โทรศัพท์มือถือ และรณรงค์เรื่องผลกระทบของโซเชียลมีเดียต่อเด็กมาโดยตลอด “สุดท้ายเด็กไม่ได้ดู 2 นาทีหรอก แต่เขาจะไปดูอย่างอื่นต่อ” พร้อมมองว่า หากรัฐต้องการใช้แพลตฟอร์มเหล่านี้จริง ควรเริ่มจากการตั้งคำถามให้ชัดว่า จะปกป้องเด็กจากเนื้อหาอื่นในระบบได้อย่างไร มากกว่าการถกเถียงเฉพาะเรื่อง “คลิปสั้น 2 นาที” เพียงอย่างเดียว


เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active