ผล ‘PISA 2025’ เด็กไทยแนวโน้มดีขึ้น! ชี้ ช่องว่างคะแนน ยังสะท้อน ‘การศึกษาเหลื่อมล้ำ’ ที่รัฐต้องเร่งแก้

เผยผลทดสอบ PISA 2025 ประเทศไทย คะแนนเพิ่มทุกวิชา ไต่จากอันดับ 58 ในปี 2022 มารั้งอันดับ 53 วิเคราะห์พบ รร.รัฐ-กทม.-ท้องถิ่น คะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้น ขณะที่ รร.กลุ่มสายวิทย์ฯ-กลุ่มสาธิต “วิทยาศาสตร์” คะแนนเฉลี่ยทุกด้าน สูงกว่าค่าเฉลี่ย OECD ชี้ ช่องว่าคะแนนเด็กฐานะดี ยังทิ้งห่างเด็กจน ส่วนภาพรวมระดับสมรรถนะเด็กไทยเพิ่มขึ้น แต่ยังต่ำกว่ากลุ่มประเทศ OECD ย้ำ บทเรียน รัฐเร่งแก้โจทย์ความเหลื่อมล้ำ จี้ พัฒนาการอ่าน สร้างโอกาสเด็กคิดวิเคราะห์ พัฒนาครู การเรียนรู้เน้นสมรรถนะ หนุนทรัพยากร ยกระดับคุณภาพโรงเรียนทุกสังกัด

วันนี้ (8 ก.ย. 2569) รศ.ธีระเดช เจียรสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) เปิดเผยถึง ผลการประเมิน PISA 2025 ที่จัดสอบไปเมื่อเดือนสิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา โดยมี 91 ประเทศเข้าร่วม และมีนักเรียนไทย อายุ 15 ปี เข้ารับการทดสอบกว่า 8,547 คน จากทั้งหมด 7 แสนคน จาก 273 โรงเรียน

โดย PISA 2025 ทดสอบทักษะ 3 ด้าน คือ การอ่าน, คณิตศาสตร์ และ วิทยาศาสตร์ ซึ่งปีนี้มีการเพิ่ม Learning in the digital world มาทดสอบด้วย

สำหรับผลการทดสอบ PISA 2025 ของไทย พบว่า คะแนนเพิ่มขึ้นอยู่ในอันดับ 53 จากเดิมที่เคยอยู่ในอันดับที่ 58 ในปี 2022 เมื่อเจาะลึกไปในแต่ละรายวิชา พบว่า ผลคะแนนเพิ่มขึ้นทั้งหมด

  • วิทยาศาสตร์ คะแนนเพิ่มขึ้น 23 คะแนน หรือคิดเป็นร้อยละ 5.7

  • คณิตศาสตร์ คะแนนเพิ่มขึ้น 13 คะแนน หรือคิดเป็นร้อยละ 3.2

  • การอ่าน คะแนนเพิ่มขึ้น 13 คะแนน หรือคิดเป็นร้อยละ 3.4

ขณะที่ผลคะแนน Learning in the digital world หรือ การแก้ปัญหาเชิงคำนวณ ที่นำมาทดสอบครั้งแรก พบว่า เด็กไทยได้คะแนนที่สูง แสดงให้เห็นถึงสมรรถนะด้านดิจิทัลที่เด็กไทยมี

นอกจากนี้ผลคะแนนครั้งนี้ยังชี้ให้เห็นว่า ไทยมีนักเรียนที่จัดว่าอยู่ในกลุ่มยากจนแต่ได้คะแนนในระดับสูงอยู่จำนวนหนึ่ง

โดยไทยนับเป็น 1 ใน 8 ประเทศ ทั้ง จอร์เจีย กัมพูชา จอร์แดน มอนเตเนโกร สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ตุรกีและฟิลิปปินส์ ที่มีคะแนนเฉลี่ยทั้ง 3 ด้านเพิ่มขึ้น อยากมีนัยสำคัญทางสถิติ

ขณะที่ อัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ผลการประเมิน PISA 2025 จะเป็นข้อมูลสำคัญในการแสดงให้เห็นศักยภาพและคุณภาพทางการศึกษาของไทยในบริบทสากล และสะท้อนกำลังการแข่งขันของไทยในระยะยาวด้วยซึ่งกระทรวงศึกษาธิการจะนำผลการประเมินครั้งนี้มาเป็นส่วนสำคัญในการกำหนดนโยบายด้านการศึกษาของไทยต่อไป

“ผลครั้งนี้ยืนยันว่าเด็กไทยมีศักยภาพ และระบบการศึกษาไทยสามารถพัฒนาให้ดีขึ้นได้ เมื่อทุกฝ่ายมองเห็นเป้าหมายเดียวกัน อย่างไรก็ตาม คะแนนที่เพิ่มขึ้นไม่ใช่เหตุผลให้เราหยุดพัฒนา แต่ต้องใช้เป็นแรงส่งในการยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ให้เร็วขึ้น เข้มข้นขึ้น และเข้าถึงเด็กทุกคนอย่างเท่าเทียม”

อัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์

ประเทศไทย กับ ผลวิเคราะห์ PISA 2025

โปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล หรือ PISA (Programme for International Student Assessment) ริเริ่มโดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD (Organisation for Economic Co-operation and Development) มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินคุณภาพของระบบการศึกษาในการเตรียมความพร้อมให้เยาวชนมีความรู้ ทักษะ และสมรรถนะพื้นฐานที่จําเป็นต่อการดํารงชีวิตในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

การประเมินของ PISA จึงมุ่งวัดความสามารถของนักเรียนในการประยุกต์ใช้ความรู้และทักษะในชีวิตจริงมากกว่าการวัดผลการเรียนรู้ตามหลักสูตร ทั้งนี้ OECD ถือว่าคุณภาพของการศึกษาเป็นตัวชี้วัดศักยภาพของการพัฒนาทางเศรษฐกิจในอนาคต

PISA ประเมินนักเรียนอายุ 15 ปี ซึ่งถือว่าเป็นวัยที่สําเร็จการศึกษาภาคบังคับ โดยได้ทําการประเมินทุก 3 ปี อย่างต่อเนื่องเพื่อติดตามแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงคุณภาพการศึกษาและมุ่งให้ข้อมูลแก่ระดับนโยบาย

การประเมิน PISAครอบคลุมการประเมินความฉลาดรู้ใน 3 ด้าน ได้แก่

  • ความฉลาดรู้ด้านการอ่าน (Reading Literacy)

  • ความฉลาดรู้ ด้านคณิตศาสตร์ (Mathematical Literacy)

  • ความฉลาดรู้ด้านวิทยาศาสตร์ (Scientific Literacy)

สําหรับการประเมิน PISA 2025 เน้นประเมินด้านวิทยาศาสตร์ เป็นด้านหลัก ส่วนด้านคณิตศาสตร์และการอ่านเป็นด้านรอง โดยข้อมูลเชิงวิเคราะห์ของผลการประเมิน PISA 2025 ประเทศไทย พบว่า นักเรียนไทยมีคะแนนเฉลี่ย ด้านวิทยาศาสตร์ 432 คะแนน, ด้านคณิตศาสตร์ 407 คะแนน, ด้านการอ่าน 392 คะแนน และด้านการแก้ปัญหาเชิงคํานวณ 476 คะแนน ซึ่งน้อยกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศสมาชิก OECD ในทุกด้าน

โดยนักเรียนหญิงมีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่านักเรียนชายทั้งด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และการอ่าน ยกเว้นด้านการแก้ปัญหาเชิงคํานวณที่นักเรียนชายมีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่านักเรียนหญิง

รร.เน้นวิทย์ฯ-กลุ่มสาธิต “วิทยาศาสตร์” คะแนนเฉลี่ยทุกด้านสูงกว่าค่าเฉลี่ย OECD

เมื่อวิเคราะห์ตามกลุ่มโรงเรียน พบว่า กลุ่มโรงเรียนเน้นวิทยาศาสตร์ มีคะแนนเฉลี่ยทุกด้านสูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศสมาชิก OECD และมีคะแนนเฉลี่ยใกล้เคียงกับกลุ่มประเทศ/เขตเศรษฐกิจที่มีคะแนนเฉลี่ยสูง

กลุ่มโรงเรียนสาธิต มีคะแนนเฉลี่ยด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์สูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศสมาชิก OECD ส่วนด้านการอ่าน มีคะแนนเฉลี่ยใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศสมาชิก OECD ทั้งนี้ กลุ่มโรงเรียนอื่น ๆ ยังคงมีคะแนนเฉลี่ยในทุกด้านต่ํากว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศสมาชิก OECD

รร.รัฐ-กทม.-ท้องถิ่น คะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับ PISA 2022 พบว่า เกือบทุกกลุ่มโรงเรียนมีคะแนนเฉลี่ยในทิศทางที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มโรงเรียนขยายโอกาสของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่มีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้น ในทั้ง 3 ด้านอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ

สําหรับ กลุ่มโรงเรียนของสํานักการศึกษา กรุงเทพมหานคร มีคะแนนเฉลี่ย ด้านวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ ส่วนกลุ่มโรงเรียนมัธยมศึกษาของ สพฐ. และกลุ่มโรงเรียนในสังกัดขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีคะแนนเฉลี่ยด้านวิทยาศาสตร์ เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ

ช่องว่างคะแนน นักเรียนฐานะดี กับ นักเรียนยากจน ยังห่างกัน

นักเรียนที่มีสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมอยู่ในกลุ่มบนสุดของประเทศ (ตั้งแต่เปอร์เซ็นไทล์ที่ 75 ขึ้นไป) หรือ นักเรียนที่มีสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมอยู่ในกลุ่มได้เปรียบ มีคะแนนเฉลี่ยด้านวิทยาศาสตร์สูงกว่านักเรียนที่มีสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมอยู่ในกลุ่มล่างสุดของประเทศ (ต่ำกว่าเปอร์เซ็นไทล์ที่ 25)

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ PISA 2015 ถึง PISA 2025 ช่องว่างความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยด้านวิทยาศาสตร์นักเรียนไทยทั้ง 2 กลุ่มนี้ไม่เปลี่ยนแปลง แต่สําหรับกลุ่มประเทศสมาชิก OECD มีช่องว่าง ของความแตกต่างที่แคบลง เนื่องจากนักเรียนที่มีสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมอยู่ในกลุ่มด้อยเปรียบ มีคะแนนเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น แต่กลุ่มนักเรียนที่มีสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมอยู่ในกลุ่มได้เปรียบ ยังคงรักษาระดับของคะแนนเฉลี่ยได้เท่าเดิม

ขณะที่ กลุ่มนักเรียนช้างเผือก ประเทศไทย มีนักเรียนกลุ่มช้างเผือกอยู่ 17% ในขณะที่ประเทศสมาชิก OECD มีนักเรียนกลุ่มนี้อยู่ 12% จากข้อมูลดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า นักเรียนเหล่านี้ถือได้ว่ามีความเข้มแข็งทางวิชาการโดยสามารถมีผลการประเมินที่ดีได้แม้จะมีความด้อยเปรียบทางสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมก็ตาม

ภาพรวมระดับสมรรถนะเด็กไทยเพิ่มขึ้น แต่ยังต่ำกว่ากลุ่มประเทศ OECD

การรายงานผลการประเมิน PISA นอกจากนําเสนอเป็นคะแนนเฉลี่ยแล้ว ยังรายงานผลเป็นระดับสมรรถนะ ซึ่งแบ่งเป็น 6 ระดับ ทั้งนี้ สําหรับด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และการอ่าน ระดับ 2 ถือเป็นระดับพื้นฐานที่นักเรียน สามารถใช้ทักษะและความรู้ในชีวิตจริงได้

ผลการประเมินครั้งนี้ พบว่า มีนักเรียนไทยที่มีสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ ตั้งแต่ระดับ 2 ขึ้นไปอยู่ที่ 59% ในขณะที่กลุ่มประเทศสมาชิก OECD มีนักเรียนกลุ่มนี้อยู่ที่ 74% ส่วนประเทศ เขตเศรษฐกิจที่มีผลการประเมินสูง ได้แก่ จีนสี่มณฑล (ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ เจียงซู และเจ้อเจียง) สิงคโปร์ เอสโตเนีย ญี่ปุ่น จีนไทเป และเกาหลีมีนักเรียนมากกว่า 85% ที่มีสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ตั้งแต่ระดับ 2 ขึ้นไป

สําหรับด้านคณิตศาสตร์ และการอ่าน ประเทศไทยมีนักเรียนที่มีสมรรถนะตั้งแต่ระดับ 2 ขึ้นไปในแต่ละด้านอยู่ที่ 41% ส่วนประเทศสมาชิก OECD มีนักเรียนที่มีสมรรถนะตั้งแต่ระดับ 2 ขึ้นไปอยู่ที่ 65% และ 69% ตามลําดับ เมื่อเทียบกับ PISA 2022 พบว่า
นักเรียนไทยที่มีสมรรถนะตั้งแต่ระดับ 2 ขึ้นไปเพิ่มขึ้น โดยด้านวิทยาศาสตร์มีนักเรียนเพิ่มขึ้น 12% ด้านคณิตศาสตร์
มีนักเรียนเพิ่มขึ้น 9% และด้านการอ่านมีนักเรียนเพิ่มขึ้น 6%

จากผลการประเมิน PISA 2025 แสดงให้เห็นว่า ในภาพรวมประเทศไทยมีแนวโน้มที่ดีขึ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการเชิงบวกของคุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียนไทย อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังมีช่องว่างของคะแนนเฉลี่ยระหว่างนักเรียนกลุ่มสูงกับนักเรียนกลุ่มต่ำ ที่กว้างมากซึ่งแสดงถึงความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ที่ยังคงต้องได้รับการแก้ไข

ขณะเดียวกัน ด้านการอ่านยังคงมีคะแนนอยู่ในระดับที่ควรได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยควรมุ่งพัฒนาการอ่านเชิงความหมาย การวิเคราะห์และประเมินข้อมูลจากแหล่งที่หลากหลาย และการสร้างโอกาสให้นักเรียนได้ฝึกอ่านและคิดวิเคราะห์มากยิ่งขึ้น เพื่อให้นักเรียนสามารถใช้การอ่านเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้และแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการพัฒนาครู การจัดการเรียนรู้ที่เน้นสมรรถนะ ตลอดจนการสนับสนุนทรัพยากรและ สื่อการเรียนรู้ที่มีคุณภาพให้แก่สถานศึกษาอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม เพื่อช่วยลดช่องว่างของความเหลื่อมล้ำในการจัดการเรียนรู้รวมทั้งยกระดับคุณภาพสถานศึกษาทั่วประเทศให้ครอบคลุมทุกสังกัด

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active