กรรมการนโยบายสภาองค์กรของผู้บริโภค ชี้ แก้ปัญหาที่ระบบการเงินสุขภาพ ไม่ใช่ผู้ป่วยต้องควักเพิ่ม เสนอรัฐแก้ต้นทุนค่ารักษา คุมเงินเฟ้อทางการแพทย์ เพิ่มงบฯ ผ่านภาษีสุขภาพ แทนผลักภาระให้ประชาชน
วันนี้ (21 ก.ค. 2569) สุรีรัตน์ ตรีมรรคา กรรมการนโยบายสภาองค์กรของผู้บริโภค และประธานอนุกรรมการด้านบริการสุขภาพ ให้สัมภาษณ์ The Active คัดค้านแนวคิด “การร่วมจ่าย” (Co-payment) ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยเห็นว่าการให้ประชาชนต้องร่วมออกค่าใช้จ่าย ณ จุดรับบริการ จะเป็นการเพิ่มความเหลื่อมล้ำและขัดกับหลักการของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่กำหนดให้ทุกคนเข้าถึงบริการรักษาพยาบาลได้อย่างเท่าเทียม
พร้อมเสนอให้รัฐบาลแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ทั้งการจัดสรรงบประมาณด้านสุขภาพ การควบคุมต้นทุนค่ารักษาพยาบาล และการบริหารระบบการเงินการคลังด้านสุขภาพทั้งประเทศ แทนการผลักภาระให้ประชาชน
กฎหมายเปิดช่อง “ร่วมจ่าย” แต่หลักการบัตรทองไม่เคยตั้งต้นแบบนั้น
สุรีรัตน์ อธิบายว่า แนวคิดเรื่องการร่วมจ่ายมีอยู่ในพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติตั้งแต่เริ่มใช้กฎหมายเมื่อปี 2545 โดยกฎหมายให้อำนาจคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) กำหนดหลักเกณฑ์การร่วมจ่ายได้ หากเห็นสมควร

อย่างไรก็ตามในชั้นการยกร่างกฎหมายช่วงแรก แนวคิดดังกล่าวไม่ได้เป็นหลักการสำคัญ เพราะเจตนารมณ์ของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า คือ การแก้ปัญหาที่ประชาชนจำนวนมากเข้าไม่ถึงบริการรักษาพยาบาลเนื่องจากไม่มีเงิน
“ระบบนี้เกิดขึ้นเพื่อให้การรักษาพยาบาลเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ไม่ใช่สิทธิของคนที่มีกำลังจ่าย หากกำหนดให้ประชาชนต้องร่วมจ่าย จะทำให้เกิดปัญหาการพิสูจน์ความจน และเปิดโอกาสให้เกิดการเลือกปฏิบัติระหว่างคนที่มีและไม่มีเงิน ซึ่งเป็นปัญหาที่ระบบบัตรทองตั้งใจแก้ไขตั้งแต่แรก”
สุรีรัตน์ ตรีมรรคา
คนไทยร่วมจ่ายอยู่แล้ว แม้ไม่มี Co-payment
สุรีรัตน์ ยังมองว่า แม้ระบบบัตรทองจะไม่มีการร่วมจ่ายค่ารักษา แต่ประชาชนก็มีการร่วมจ่ายทางสังคมอยู่แล้ว เช่น
- ค่าเดินทางไปโรงพยาบาล
- ค่าเสียโอกาสจากการหยุดงาน
- ค่าผู้ดูแลผู้ป่วย
- ค่าอาหารและค่าใช้จ่ายระหว่างรักษา
“โดยเฉพาะแรงงานนอกระบบที่ไม่มีระบบประกันรายได้รองรับ ทำให้ภาระค่าใช้จ่ายเหล่านี้เป็นต้นทุนที่หนักอยู่แล้ว ในเมื่อประชาชนยังต้องแบกรับต้นทุนทางสังคมเหล่านี้ การเพิ่มภาระค่ารักษา ณ จุดบริการ จึงยิ่งซ้ำเติมคนที่ลำบาก”
สุรีรัตน์ ตรีมรรคา
ยอมรับโรงพยาบาลขาดเงิน แต่ไม่ใช่เหตุผลให้ต้องเก็บผู้ป่วยเพิ่ม
สุรีรัตน์ ยอมรับว่า ปัจจุบันหลายโรงพยาบาลของรัฐกำลังเผชิญปัญหาสภาพคล่อง ขณะที่คลินิกเอกชนที่เข้าร่วมระบบก็สะท้อนว่าได้รับค่าชดเชยไม่เพียงพอ การขาดแคลนงบประมาณสามารถแก้ไขได้หลายแนวทาง โดยการร่วมจ่ายเป็นเพียงหนึ่งในทางเลือก ไม่ใช่ทางออกเดียว
“ก่อนจะพูดเรื่องให้ประชาชนจ่ายเพิ่ม ต้องตอบให้ได้ก่อนว่าระบบใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพหรือยัง และต้นทุนที่แท้จริงของการรักษาคือเท่าไร”
สุรีรัตน์ ตรีมรรคา
ค้านกำหนด “ชุดสิทธิประโยชน์หลัก” แล้วให้จ่ายเพิ่มหากเลือกบริการดีกว่า
กรณีข้อเสนอจากบางฝ่ายที่ให้กำหนด สิทธิประโยชน์พื้นฐาน หากผู้ป่วยต้องการยา อุปกรณ์ หรือบริการที่มีคุณภาพสูงกว่าก็ให้ร่วมจ่ายเองนั้น สุรีรัตน์ระบุว่า ต้องแยกให้ออกระหว่าง ร่วมจ่าย กับ การซื้อบริการเพิ่มเติม
โดยยกตัวอย่างกรณีขดลวดขยายหลอดเลือด (Stent) ซึ่งมีหลายยี่ห้อและหลายราคา หากขดลวดมาตรฐานสามารถรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ระบบก็ควรจัดหาให้ประชาชนโดยไม่ต้องจ่ายเพิ่ม
แต่หากมีเทคโนโลยีใหม่ที่พิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพเหนือกว่า ระบบควรเจรจาต่อรองราคาและบรรจุเข้าสิทธิประโยชน์ มากกว่าผลักให้ประชาชนเป็นผู้จ่ายเอง
พร้อมทั้งยกตัวอย่างกรณีเลนส์ตาในการผ่าตัดต้อกระจก ซึ่งในอดีตผู้ป่วยต้องจ่ายเพิ่มหากเลือกเลนส์พับได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ราคาลดลงจนสามารถบรรจุเข้าสู่สิทธิประโยชน์ได้
“ถ้าของใหม่ดีกว่าจริง หน้าที่ของระบบคือทำให้ทุกคนเข้าถึง ไม่ใช่ให้คนมีเงินซื้อก่อน”
สุรีรัตน์ ตรีมรรคา
หากเปิดให้ร่วมจ่าย จะยิ่งเพิ่มความเหลื่อมล้ำ
สุรีรัตน์ จึงไม่เห็นด้วยกับแนวคิดที่ว่า การไม่เปิดให้ร่วมจ่ายเป็นการละเมิดสิทธิของคนที่มีกำลังจ่าย เพราะมองว่าการใช้เงินซื้อบริการที่เหนือกว่าภายใต้ระบบสวัสดิการของรัฐ จะยิ่งสร้างความเหลื่อมล้ำ เธอระบุว่า ผู้ที่มีกำลังทรัพย์สามารถเลือกใช้โรงพยาบาลเอกชนได้อยู่แล้ว ขณะที่ระบบบัตรทองยังเปิดโอกาสให้กลับมาใช้สิทธิเมื่อจำเป็น ไม่มีการตัดสิทธิ
สภาองค์กรของผู้บริโภคได้รับเรื่องร้องเรียนมากมาย จากผู้ป่วยที่เริ่มต้นรักษาโรคร้ายแรง เช่น มะเร็ง สโตรก หรือผ่าตัดหัวใจ ในโรงพยาบาลเอกชน จ่ายเงินไปแล้ว 5 แสนถึง 1 ล้านบาทจนหมดตัว ต้องขายบ้านขายรถ สุดท้ายก็ย้ายกลับมารักษาต่อในระบบบัตรทอง ซึ่งระบบก็โอบรับทุกคนเสมอ
“สิทธิในการใช้บัตรทองยังมีเหมือนเดิม แต่ไม่ควรใช้เงินส่วนตัวมาสร้างความแตกต่างภายในระบบเดียวกัน”
สุรีรัตน์ ตรีมรรคา
ค้าน Premium Clinic หากทำให้คนมีเงินเข้าถึงบริการเร็วกว่าคนทั่วไป
สุรีรัตน์ ยังแสดงความเห็นต่อ การเปิดคลินิกพิเศษ (Premium Clinic) ในโรงพยาบาลรัฐเพื่อหารายได้ ว่าแม้จะช่วยเพิ่มรายรับให้โรงพยาบาล แต่ในเชิงหลักการก็ยิ่งทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการ
หากโรงพยาบาลรัฐขาดรายได้ รัฐควรแก้ปัญหาด้วยการจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอ มากกว่าการสร้างระบบบริการที่แยกคนตามกำลังจ่าย
ชี้ปัญหาใหญ่คือ “เงินเฟ้อทางการแพทย์”
สุรีรัตน์ ย้ำถึงประเด็นที่ต้องเร่งแก้คือ “เงินเฟ้อทางการแพทย์” (Medical Inflation) ซึ่งสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เคยเตือนว่ามีอัตราสูงกว่าเงินเฟ้อทั่วไปหลายเท่า
ปัจจัยสำคัญ ได้แก่
- ราคายาและเทคโนโลยีการแพทย์ที่สูงขึ้น
- ค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรทางการแพทย์
- การแข่งขันแย่งแพทย์ระหว่างโรงพยาบาลรัฐและเอกชน
- การใช้เทคโนโลยีเกินความจำเป็นในบางกรณี
จากข้อมูลร้องเรียนของผู้บริโภค พบว่า ค่าตอบแทนแพทย์ในโรงพยาบาลเอกชนบางกรณีคิดเป็นประมาณ 45% ของค่ารักษาทั้งหมด ส่งผลให้ต้นทุนรักษาพยาบาลของประเทศสูงขึ้น และกระทบต่อระบบสุขภาพโดยรวม
เสนอเพิ่มงบฯ สุขภาพผ่าน “ภาษีสุขภาพ”
สุรีรัตน์ เสนอว่า หากประเทศจำเป็นต้องเพิ่มงบประมาณด้านสุขภาพ ควรดำเนินการผ่านการปฏิรูประบบภาษี มากกว่าการเรียกเก็บจากผู้ป่วย โดยเสนอให้พิจารณาจัดเก็บ ภาษีเฉพาะเพื่อสุขภาพ (Earmarked Tax)เช่น
- ภาษีสุราและยาสูบ
- ภาษีสินค้าและอาหารที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ
- หรือพิจารณาแหล่งรายได้ภาษีอื่นอย่างรอบคอบ
ควบคู่กับการควบคุมต้นทุนค่ารักษาพยาบาล การเปิดเผยต้นทุนบริการของโรงพยาบาลทั้งรัฐและเอกชน และการบริหารงบประมาณของทั้ง 3 กองทุนสุขภาพ ได้แก่ ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ประกันสังคม และสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
ย้ำแก้กฎหมายไม่ใช่คำตอบ หากยังไม่ปฏิรูประบบสุขภาพทั้งระบบ
สุรีรัตน์ ยังทิ้งท้ายว่า ปัญหาความยั่งยืนของระบบหลักประกันสุขภาพไม่สามารถแก้ได้ด้วยการแก้กฎหมายหรือการกำหนดให้ประชาชนร่วมจ่ายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองทั้งระบบสุขภาพของประเทศ ตั้งแต่การเสริมความเข้มแข็งของบริการปฐมภูมิ การควบคุมต้นทุนทางการแพทย์ การบริหารบุคลากร ไปจนถึงการจัดสรรงบประมาณที่เป็นธรรม หากยังไม่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง การเพิ่มภาระให้ประชาชนร่วมจ่าย ก็จะไม่ใช่คำตอบของความยั่งยืนของระบบหลักประกันสุขภาพ
