ส่องดัชนีธรรมาภิบาลโลก (CGGI) ล่าสุด ไทยรั้งอันดับ 58 จาก 133 ประเทศ เผยช่องโหว่สำคัญด้าน ‘วิสัยทัศน์อนาคต’ ที่หล่นไปอยู่อันดับ 108 รัฐบาลเร่งเครื่องยกระดับมาตรฐานสู่สมาชิก OECD นำร่อง 15 หน่วยงาน พลิกโฉมราชการให้ ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง อุดช่องว่างนโยบายรับมือวิกฤตเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เดินหน้าเปลี่ยนผ่านพลังงาน สู่เป้าหมาย Net Zero เศรษฐกิจสีเขียวอย่างยั่งยืน
Thailand Policy Lab (ห้องปฏิบัติการนโยบายประเทศไทย) ภายใต้ความร่วมมือของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (สำนักงาน ก.พ.ร.) และ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) จัดโครงการเรียนรู้ระดับสูงเพื่อยกระดับการให้บริการภาครัฐที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง พร้อมผสานมาตรฐานระดับสากลเพื่อสนับสนุนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทยอย่างเป็นรูปธรรม มุ่งเน้นการนำ “ข้อเสนอแนะของ OECD ว่าด้วยบริการภาครัฐที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง” มาปรับใช้จริงในหน่วยงานภาครัฐของไทย

“ช่องว่าง” การพัฒนานโยบายไทย
จากผลการศึกษา ดัชนีธรรมาภิบาลแชนด์เลอร์ (Chandler Good Government Index: CGGI) ประจำปี 2569 ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 58 ของโลกจาก 133 ประเทศ แม้ไทยจะมีจุดแข็งที่ก้าวหน้าชัดเจนในด้าน การช่วยให้ผู้คนก้าวไปข้างหน้า ทั้งมิติการศึกษาและสาธารณสุข แต่กลับพบช่องว่างสำคัญที่กลายเป็นความท้าทายระดับชาติ
ข้อมูลชี้ให้เห็นว่า เสาหลักด้านการบริหารจัดการทางการเงินแม้จะอยู่ในอันดับที่ 18 ของโลก แต่มีคะแนนลดลงมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2564 ซึ่งเป็นผลพวงจากภาระหนี้สาธารณะช่วงโควิด-19 แต่จุดที่เป็น Pain Point สำคัญที่สุดคือเสาหลัก การเป็นผู้นำและการมองการณ์ไกล ที่ไทยร่วงลงไปอยู่อันดับที่ 108 ของโลก
ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้สะท้อนแค่ความสามารถในการบริหารงานทั่วไป แต่สะท้อนให้เห็นถึง ช่องว่างด้านยุทธศาสตร์อนาคต รัฐบาลยังขาดขีดความสามารถเชิงพลวัต ในการรับมือกับความไม่แน่นอน โดยเฉพาะปัญหาโครงสร้างระดับโลก อย่าง การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การจัดการภัยพิบัติ และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยวิสัยทัศน์ระยะยาว การกระจายงบประมาณที่มีประสิทธิภาพ และการบังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด
จากวิสัยทัศน์สู่การปฏิบัติจริง
ดิเนช ไนดู (Dinesh Naidu) ผู้อำนวยการฝ่ายองค์ความรู้ จาก Chandler Governance Group (CGG) นำเสนอผลการศึกษาของดัชนีธรรมาภิบาลแชนด์เลอร์ (Chandler Good Government Index: CGGI) ประจำปี 2569 ระบุว่าไทยอยู่ในอันดับ 58 ของโลก โดยมี
- จุดแข็งที่ก้าวหน้าชัดเจน เสาหลักด้าน การช่วยให้ผู้คนก้าวไปข้างหน้า ทั้งด้านการศึกษา สาธารณสุข และโอกาสทางเศรษฐกิจ มีคะแนนเพิ่มขึ้นสูงสุดของไทย และเสาหลัก สถาบันที่เข้มแข็ง มีพัฒนาการดีขึ้น
- จุดท้าทายที่ต้องเร่งพัฒนา เสาหลัก การบริหารจัดการทางการเงิน แม้ยังคงติดอันดับสูงที่ 18 ของโลก แต่มีคะแนนลดลงมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2564 สอดคล้องกับแนวโน้มทั่วโลกที่เผชิญความท้าทายด้านหนี้สาธารณะ ขณะที่เสาหลัก การเป็นผู้นำและการมองการณ์ไกล ยังอยู่ในอันดับที่ค่อนข้างต่ำ (อันดับ 108 ของโลก) นอกจากนี้ได้มีการเปิดตัวเครื่องมือชี้วัดความพร้อมของภาครัฐ ที่ UNDP และสถาบัน Chandler Governance Group (CGG) ร่วมกันพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยให้รัฐบาลในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนและการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง

“แม้ไทยจะเกาะกลุ่มกลาง ๆ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และทำได้ดีมากในเสาหลักการยกระดับคุณภาพชีวิต แต่หลักฐานเชิงประจักษ์ชี้ว่า ในมิติของ ความสามารถในการปรับตัว และวิสัยทัศน์ระยะยาวไทยยังคงตามหลังประเทศอื่น รัฐบาลที่มีขีดความสามารถสูงคือกลุ่มที่ลงทุนพัฒนารอบด้าน โดยเฉพาะขีดความสามารถเชิงพลวัต เพราะเทคโนโลยีและความท้าทายใหม่ ๆ เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา”
ดิเนช ไนดู
นีฟ คอลิเออร์-สมิธ (Niamh Collier-Smith) ผู้แทนโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย (UNDP) ย้ำว่า จุดแข็งของโครงการนี้คือการบูรณาการความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยแต่ละฝ่ายจะนำสิ่งที่ตนเชี่ยวชาญมาสนับสนุนร่วมกัน ทั้งนี้ บริการสาธารณะที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางไม่ได้สะท้อนผ่านแค่โครงสร้างหรือแพลตฟอร์มดิจิทัล แต่สัมผัสได้จากประสบการณ์จริงในชีวิตประจำวัน ซึ่งการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงจะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจต่อภาครัฐ

“ความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่นั้นยิ่งใหญ่มาก ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบสูงสุดจากสภาวะอากาศแปรปรวน ทั้งอุทกภัยและผลกระทบต่อภาคการเกษตร การเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติเปรียบเหมือนกล้ามเนื้อที่เราต้องหมั่นฝึกฝนและลงทุนอย่างต่อเนื่อง”
นีฟ คอลิเออร์-สมิธ
นอกจากนี้ ความท้าทายระยะยาวคือ การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานที่เป็นธรรมการลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลและก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้านการปฏิวัติพลังงานหมุนเวียน จะช่วยสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้คนไทยและเพื่อนบ้าน ซึ่งควรเป็นวาระสำคัญอันดับต้นๆ ควบคู่ไปกับการยกระดับบริการสาธารณะที่สร้างความไว้วางใจ และเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ร่วมออกแบบนโยบายอย่างแท้จริง
สุริยนต์ ธัญกิจจานุกิจ ที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผนงานสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ บอกว่า การอบรมครั้งนี้เป็นการยกระดับความรู้ความสามารถของเจ้าหน้าที่ภาครัฐด้านการให้บริการและการวางแผนนโยบาย โดยใช้เครื่องมือของ Thailand Policy Lab ประมาณ 2–3 เครื่องมือ เพื่อสร้างประสบการณ์จริง ฝึกกระบวนการคิด การออกแบบ และการแก้ปัญหาโดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางให้กับข้าราชการ เพื่อให้สามารถกลับไปปรับปรุงและยกระดับงานของตัวเองให้ตอบสนองความต้องการของประชาชนได้มากขึ้น

“เราตั้งเป้าที่จะยกระดับข้าราชการทั้งในส่วนกลาง ภูมิภาค และท้องถิ่น ผ่านกระบวนการของ Thailand Policy Lab เพื่อให้พวกเขาได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงว่า การคิดและออกแบบนโยบายที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางในทางปฏิบัตินั้นทำอย่างไร เราต้องการปรับวิธีคิด ของเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อให้กลับไปพัฒนางานของตนเองให้ตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ตรงจุดและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น”
สุริยนต์ ธัญกิจจานุกิจ
ขณะที่ ฑิฟฟาณี เชน ผู้จัดการโครงการ Thailand Policy Lab ย้ำว่าการอบรมได้ใช้เครื่องมือการออกแบบบริการโดยทำความเข้าใจมุมมองประชาชน และจุดที่เข้าถึงบริการได้ยากซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานร่วมกันระหว่างภาคีเครือข่ายและหน่วยงานภาครัฐประมาณ 15 แห่งที่เข้าร่วมพร้อมจะต่อยอดความร่วมมือเพื่อทำนโยบายที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยจะร่วมมือกับ UNDP Global ดำเนินการจัดทำดัชนีธรรมาภิบาลที่พร้อมรับอนาคตในเอเชียและแปซิฟิก เพื่อประเมินความพร้อมและวางแผนการพัฒนาของประเทศไทยต่อไป

ข้อเสนออนาคตที่ไทยต้องเดิน หวังยกระดับมาตรฐานสากล สู่เป้าหมายความยั่งยืน
เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) และข้อตกลงปารีส ประเทศไทยไม่สามารถใช้กลไกการบริหารราชการแบบเดิมได้อีกต่อไป อนาคตที่ไทยต้องเดินคือการนำแนวทางของ OECD และการสร้าง “ธรรมาภิบาลที่พร้อมรับอนาคต” มาปรับใช้
- นโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว เพื่อปรับโครงสร้างนโยบายพลังงานเพื่อดึงดูดและเอื้อต่อการลงทุนในพลังงานหมุนเวียน สร้างความมั่นคงทางพลังงานแทนที่การพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล
- การบังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อม เพื่อยกระดับมาตรฐานการควบคุมมลพิษ คุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพ และพัฒนาระบบการแจ้งเตือนภัยพิบัติล่วงหน้าแบบบูรณาการ
- การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม เพราะทุกการเปลี่ยนแปลงต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง นโยบายต้องรับฟังเสียงสะท้อนจากชุมชนที่ได้รับผลกระทบ
การมุ่งสู่เป้าหมายอย่าง Net Zero หรือการปฏิรูปพลังงานสะอาด จะไม่มีทางสำเร็จได้หากฟันเฟืองหลักอย่าง “ระบบราชการ” ยังไม่ถูกปรับให้มองเห็นประชาชนและอนาคตเป็นที่ตั้ง การบูรณาการความร่วมมือเพื่อเข้าสู่ OECD ในครั้งนี้ จึงเป็นก้าวย่างสำคัญที่น่าจับตามอง ว่านโยบายที่ทำจะถูกนำมาออกแบบแก้ปัญหาในชีวิตจริงได้แค่ไหน
