ออกคำสั่ง 4 มาตรการยุติขัดแย้ง เร่งจัดหาพื้นที่เรียนใหม่ พร้อมวางแผนเปลี่ยนผ่านพื้นที่เดิมสู่พื้นที่แห่งนวัตกรรม เผยต้องเร่งแก้ หวั่นปมขัดแย้งในพื้นที่สยาม-ปทุมวัน กระทบความมั่นคง ภาพลักษณ์ ความเชื่อมั่นของไทย
วันนี้ (9 ก.ย. 2569) ศ.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) แถลงหลังการประชุมหารือเกี่ยวกับการจัดการพื้นที่ การจัดการศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย โดยระบุว่า การหารือครั้งนี้เป็นการสานต่อแนวทางที่ทุกฝ่ายได้พูดคุยและดำเนินการร่วมกันมาแล้ว โดยไม่ได้เป็นการทับซ้อนหรือยกเลิกคำสั่งหรือแนวทางเดิม แต่ต้องการทำให้สิ่งที่ได้ตกลงกันไว้สามารถเดินหน้าได้รวดเร็วและเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยเฉพาะการพิจารณาประเด็นด้านกฎหมาย ความมั่นคง และความปลอดภัย เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามหลักเกณฑ์และกรอบเวลาที่ชัดเจน เนื่องจากเรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาของ 2 สถาบัน แต่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง ภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของประเทศไทย โดยเฉพาะพื้นที่ปทุมวันและสยาม ซึ่งเป็นทั้งพื้นที่เศรษฐกิจ พื้นที่ท่องเที่ยว พื้นที่การศึกษาและพื้นที่ที่เยาวชนเข้ามาใช้ชีวิตร่วมกัน ดังนั้น ความปลอดภัยจึงเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องให้ความสำคัญอย่างใกล้ชิด

การจัดการศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย
ศ.ยศชนัน บอกด้วยว่า จากการหารือร่วมกับผู้บริหารของทั้งอุเทนถวาย และสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน ได้กำหนดแนวทางดำเนินการต่อจากนี้ 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่
- งดจัดการเรียนการสอนในพื้นที่พิพาทอย่างน้อย 3 เดือน โดยจะดำเนินการทันทีนับตั้งแต่วันที่ 9 ก.ย.นี้เป็นต้นไป ซึ่ง กระทรวง อว.จะออกคำสั่งให้ทั้ง 2 สถาบันปฎิบัติตาม เพื่อสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยให้กับนักศึกษา บุคลากร และประชาชนในพื้นที่ ทั้งนี้ หากการเปลี่ยนผ่านด้านพื้นที่ยังไม่แล้วเสร็จ จะยังคงงดการเข้าใช้พื้นที่พิพาทต่อไป ขณะเดียวกัน ผู้บริหารทั้ง 2สถาบันจะต้องจัดรูปแบบการเรียนการสอนที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้มาตรการด้านความปลอดภัยส่งผลกระทบต่อคุณภาพการศึกษาของนักศึกษา
- เร่งจัดพื้นที่ใหม่ให้อุเทนถวาย โดยมอบหมายให้ผู้บริหารมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออกจัดเตรียมพื้นที่ใหม่ที่ไม่อยู่ในพื้นที่พิพาท และเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในช่วงเวลา 3 เดือนที่กำหนด เพื่อให้สามารถย้ายการจัดการเรียนการสอนไปยังพื้นที่ใหม่ได้ หากยังไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จได้ภายในกรอบเวลาดังกล่าว จะต้องพิจารณาขยายระยะเวลาการงดใช้พื้นที่พิพาทออกไป เพื่อไม่ให้เกิดความเสี่ยงต่อความปลอดภัย
- ให้สถาบันเทคโนโลยีปทุมวันจัดทำแผนการเปลี่ยนผ่าน (Transition Plan) ด้วย โดยนอกจากการปฏิบัติตามมาตรการงดใช้พื้นที่ในช่วง 3 เดือน ยังต้องเตรียมความพร้อมในระยะยาวด้วย สำหรับการเปลี่ยนผ่านด้านพื้นที่หากมีความจำเป็นในอนาคต โดยไม่กระทบต่อการจัดการศึกษา
- พัฒนาพื้นที่เดิมให้เป็นพื้นที่ด้านการศึกษา อุตสาหกรรม และนวัตกรรม โดยพื้นที่ปัจจุบันที่อุเทนถวายใช้งาน ซึ่งเป็นพื้นที่ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยยืนยันจะไม่ใช้พื้นที่ดังกล่าวในเชิงการค้าหรือเชิงพาณิชย์ แต่จะรักษาแนวคิดให้เป็นพื้นที่อุตสาหกรรมและนวัตกรรม เปิดโอกาสให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและประชาชน ทั้งนี้ จะมีการจัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาพื้นที่เพื่อรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมจากสถาบันที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางบริหารจัดการพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยกระทรวง อว.จะร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในการบริหารจัดการพื้นที่ดังกล่าวให้ยังคงมีบทบาทเป็นพื้นที่ด้านการศึกษา การพัฒนาอุตสาหกรรม และนวัตกรรมต่อไป
“ในระหว่างการเปลี่ยนผ่านจะมีการดูแลด้านความปลอดภัยอย่างเข้มข้น โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกองบัญชาการตำรวจนครบาลจะเข้ามาดูแลพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักศึกษา ประชาชน และนักท่องเที่ยวว่า พื้นที่สยามและปทุมวันซึ่งเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของประเทศจะเป็นพื้นที่ที่ทุกคนสามารถเข้ามาใช้ชีวิตและเดินทางได้อย่างปลอดภัย โดยสิ่งที่เราต้องการเห็นคือการยุติข้อพิพาทอย่างยั่งยืน ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า วันนี้เราจึงต้องใช้กฎหมายและหลักเกณฑ์ที่มีอยู่เป็นกรอบในการดำเนินการ พร้อมกำหนดหน้าที่และกรอบเวลาของแต่ละฝ่ายให้ชัดเจน เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถเดินหน้าไปพร้อมกันได้”
ศ.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

รองนายกฯ ยังย้ำว่า จะออกคำสั่งภายในวันนี้ พร้อมยืนยันการดำเนินการครั้งนี้ เพื่อไม่ให้เกิดข้อพิพาท และจะดูแลคุณภาพของผู้เรียนทุกคน ที่ยังศึกษาอยู่ในทั้ง 2 สถาบันประมาณสถาบันละ 1,000 คน
สำหรับประเด็นด้านคุณภาพการศึกษา ศ.ยศชนัน ย้ำว่า กระทรวง อว. จะดูแลทั้ง 2 สถาบันอย่างเต็มที่ ไม่ว่าการจัดการเรียนการสอนจะอยู่ในพื้นที่ใด โดยจะสนับสนุนเครื่องมือและทรัพยากรที่จำเป็น เพื่อไม่ให้การเปลี่ยนแปลงด้านพื้นที่กระทบต่อคุณภาพการศึกษาและการเรียนรู้ของนักศึกษา พร้อมทั้งรักษาเกียรติและศักดิ์ศรีของทั้งสองสถาบัน ทั้งศิษย์เก่าและนักศึกษาปัจจุบัน
“เป้าหมายของเราคือทำให้ทุกฝ่ายสามารถเดินหน้าต่อไปได้พร้อมกัน ทั้งในเรื่องความปลอดภัย การยุติข้อพิพาท และการพัฒนาคุณภาพการศึกษา เพราะท้ายที่สุดแล้ว เรามีเป้าหมายเดียวกัน คือการทำให้การศึกษาไทยมีคุณภาพ และทำให้พื้นที่แห่งนี้กลับมาเป็นพื้นที่ที่สร้างประโยชน์ให้กับคนไทยทุกคน”
ศ.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ขณะที่ พล.ต.ท. สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากทั้ง 2 สถาบัน กระทบกับภาพลักษณ์และการท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก จึงจำเป็นต้องสร้างความปลอดภัย และภาพลักษณ์ที่ดีให้พื้นที่ดังกล่าว เพื่อแก้ปัญหาที่ยั่งยืนและถาวร ซึ่งระหว่างนี้ไปจนถึงการเปลี่ยนผ่านพื้นที่เสร็จสิ้น จะจัดเจ้าหน้าที่ตำรวจ ควบคุมดูแลความปลอดภัยพื้นที่ดังกล่าวอย่างเข้มงวด
