ชวนนักพัฒนาเมือง เรียนรู้ “เมือง นิเวศ และผู้คน” ออกแบบพื้นที่สีเขียวสุขภาวะด้วยข้อมูล เทคโนโลยี และการมีส่วนร่วม ต่อยอดแนวคิด “Wellbeing by Design” พร้อมลงพื้นที่ต้นแบบ 4 จุด เรียนรู้จากเมืองจริง หวังสร้างพื้นที่สาธารณะที่คนใช้จริงและดูแลร่วมกัน
วันนี้ (14 มี.ค. 2569) ที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัย เชียงใหม่ we!park จัดกิจกรรม ACTIVATE CITY CHALLENGE โครงการขยายผลการอบรมการพัฒนาพื้นที่สีเขียวสุขภาวะสู่ภูมิภาคอื่น “ปลุกไอเดีย ขยับเมือง ให้สุขภาพดีทั่วไทย” จัดกิจกรรม PARK CREATOR TRAINING เพื่อการพัฒนาพื้นที่เมืองสุขภาวะภาคเหนือ ในหัวข้อ “เมือง นิเวศ และผู้คน” โดยมีการอบรม 3 วัน และการนำสนอข้อเสนอโครงการขั้นสุดท้าย 1 วัน ตั้งแต่วันที่ 12-15 มี.ค. 2569
โดยการอบรมที่มีทั้งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้สร้างแรงบรรดาลใจการพัฒนาพื้นที่สีเขียวสุขภาวะอย่างมีส่วนร่วม ในบทบาทแต่ละภาคส่วน การอบรมการปฏิบัติการใช้เครื่องมือเก็บข้อมูลเมือง การวิเคราะห์พื้นที่ระดับย่านผ่านกรอบแนวคิด “เมือง นิเวศ และผู้คน” กิจกรรมแนวทางการออกแบบอย่างมีส่วนร่วมและการเรียนรู้แนวทางการออกแบบพื้นที่สีเขียวสุขภาวะ พร้อมทั้งกิจกรรมการลงสำรวจพื้นที่จริง ที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาพื้นที่ผ่านกระบวนการการมีส่วนร่วมของหลายภาคส่วน
การพัฒนาพื้นที่สีเขียวสุขภาวะ อย่างมีส่วนร่วม
แพรวพร สุขัษเฐียร จาก Jaibaan Studio (ใจบ้านสตูดิโอ) กล่าวในการเสวนา การพัฒนาพื้นที่สีเขียวสุขภาวะ อย่างมีส่วนร่วมว่า เวลาพูดถึงการพัฒนาพื้นที่สีเขียวหรือพื้นที่สุขภาวะ จริง ๆ แล้วคนหนึ่งคนมีหลายบทบาทในชีวิต ทั้งในฐานะสมาชิกครอบครัว เพื่อนร่วมงาน ลูกค้า หรือผู้ให้บริการในวิชาชีพของตัวเอง ซึ่งแต่ละบทบาทล้วนมีความสัมพันธ์กับพื้นที่เมือง ในการทำงานของใจบ้านสตูดิโอ ซึ่งเป็นสตูดิโอสถาปนิกขนาดเล็กในเชียงใหม่ ทีมงานมักชวนกันตั้งคำถามกับโจทย์ออกแบบเสมอว่า “มันทำได้มากกว่านี้ไหม” หรือ “จะชวนคนอื่นมามีส่วนร่วมได้มากกว่านี้หรือเปล่า” เพราะการออกแบบพื้นที่ไม่ใช่แค่เรื่องกายภาพ แต่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมและความสัมพันธ์ของผู้คนด้วย
แพรวพร มองว่า สิ่งสำคัญของการทำงานออกแบบคือการ “ฟัง” ทั้งการฟังตัวเองว่าเราถนัดหรือไม่ถนัดอะไร และการฟังผู้คนหรือเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เพราะเมืองหนึ่งเมืองมีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจำนวนมาก และไม่ใช่ทุกคนที่จะเห็นตรงกันทั้งหมด
“เวลาเราลงพื้นที่ชุมชน สิ่งสำคัญคือการเปิดใจฟังให้มากที่สุดก่อน อย่าเพิ่งตัดสิน เพราะเมื่อเราเข้าใจบริบทจริง เราจะเห็นทั้งปัญหาและโอกาสของพื้นที่”
แพรวพร สุขัษเฐียร
แพรวพร ชี้ว่า ไม่ว่าพื้นที่จะเป็นพื้นที่สาธารณะหรือพื้นที่เอกชน การออกแบบล้วนส่งผลต่อระบบนิเวศของเมืองโดยรวม จึงต้องคิดถึงผลกระทบในระยะยาว และสร้างกระบวนการทำงานร่วมกับผู้คนให้เกิดขึ้นจริง การพัฒนาเมืองไม่ใช่เรื่องที่ต้องเร่งให้เกิดขึ้นทันที แต่คือการค่อย ๆ สร้างเงื่อนไขให้ผู้คนได้ร่วมกันเรียนรู้และเติบโตไปพร้อมกัน เพราะบางครั้งการรอคอยเพื่อให้สิ่งต่าง ๆ ค่อย ๆ เติบโต มันคุ้มค่ากับการรอ
ด้าน ปรเมศวร์ ผาทอง เจ้าของ เพจ อินไซด์ล้านนา สะท้อนมุมมองเรื่องการสื่อสารกับผู้คนในพื้นที่ ว่า การกลับมาทำงานกับชุมชนทำให้เขาต้อง “ถอดตำราใหม่” แทบทั้งหมด เพราะความรู้หรือวิธีคิดที่เรียนมาจากส่วนกลาง ไม่สามารถนำมาใช้กับคนภาคเหนือได้ตรง ๆ แม้ก่อนหน้านี้เคยทำงานโฆษณา ได้ประสบการณ์จากบริษัทใหญ่ใน กทม. แต่เมื่อกลับมาทำงานกับคนในพื้นที่กลับพบว่า “วิธีคิดแบบเดิมใช้ไม่ได้”
“ตอนนั้นเราก็ต้องมานั่งถอดบทเรียนกันใหม่เลย ว่าทำไมสิ่งที่เราเรียนมา เอามาใช้กับคนเชียงใหม่แล้วเขาไม่เข้าใจ สุดท้ายก็พบว่า มันไม่มีข้อความแบบบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ที่ฉีกซองแล้วพูดกับคนทั้งประเทศได้เหมือนกันหมด เราต้องสร้างตำราเล่มใหม่ เพื่อสื่อสารกับคนในพื้นที่นั้น ๆ”
ปรเมศวร์ ผาทอง
ปรเมศวร์ กล่าวว่า การสื่อสารที่ได้ผลต้องพูดภาษาเดียวกับผู้ฟัง แต่คำว่า “ภาษา” ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงภาษาไทยหรือภาษาถิ่น แต่หมายถึง “มิติของการสื่อสาร” ที่ต้องเข้าใจโลกทัศน์ของผู้ฟัง เขายกตัวอย่างว่า เขาคือคนที่เติบโตในภาคเหนือ และมอง “ดอย” เป็นเรื่องปกติ เพราะมองไปทางไหนก็เห็นภูเขาสีเขียวเต็มไปหมด ต่างจากคนกรุงเทพฯ ที่รู้สึกตื่นเต้นกับภูเขา ดังนั้นหากจะสื่อสารเรื่องการอนุรักษ์ป่า ข้อความที่ว่า “ป่าจะหมด” อาจไม่ทำให้คนเหนือรู้สึกอะไร เพราะในสายตาของพวกเขา เพราะยังมองเห็นป่ามีอยู่รอบตัว
“ถ้าไปบอกเด็กเหนือว่าอนุรักษ์ป่านะ เดี๋ยวมันจะหมด เขาจะถามกลับเลยว่า หมดเมื่อไหร่ เพราะเขาโตมากับป่า มองไปทางไหนก็มีต้นไม้ แต่ถ้าบอกว่า ป่าของภาคเหนือเป็นป่าที่เขียวที่สุดในประเทศ แล้วที่อื่นมันกลายเป็นสีน้ำตาลไปแล้ว แบบนี้เขาจะเริ่มรู้สึก”
ปรเมศวร์ ผาทอง
อีกประเด็นที่สำคัญ ปรเมศวร์ เล่าถึง “วัฒนธรรม” ซึ่งเป็นฐานของการสื่อสารในพื้นที่ เช่น ในหลายชุมชนภาคเหนือ พระสงฆ์มีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจของชุมชน หลายเรื่อง ผู้ใหญ่บ้านพูดคนอาจไม่ฟัง แต่ถ้าพระพูด คนพร้อมทำทันที เพราะเขามองว่าช่วยพระคือได้บุญ มันเป็นวัฒนธรรมที่ผูกเรื่องชุมชนกับศรัทธาเข้าด้วยกัน เช่นเดียวกับเรื่อง “เหล้า” ที่หลายพื้นที่มองว่าเป็นปัญหาสุขภาพ แต่สำหรับคนเหนือบางกลุ่มกลับมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมท้องถิ่น
“ถ้าไปบอกเขาว่าให้เลิกเหล้า ข้อความที่เขาได้ยินคือ คุณกำลังบอกว่าวัฒนธรรมเขาไม่ดี เพราะฉะนั้นบางทีเราต้องเปลี่ยนวิธีพูด เช่น ไม่ได้บอกให้เลิก แต่ชวนให้ดื่มอย่างรับผิดชอบแทน”
ปรเมศวร์ ผาทอง
ปรเมศวร์ ย้ำว่า สิ่งสำคัญที่สุดของการทำงานสื่อสารกับชุมชน คือการวาง “ตำราเดิม” ลงก่อน แล้วเริ่มต้นจากการฟังและทำความเข้าใจผู้คนในพื้นที่ “ก่อนจะไปบอกอะไรใคร ต้องไปฟังเขาก่อนว่าเขาเข้าใจโลกของตัวเองยังไง ถ้าเราไม่เข้าใจวิธีคิดของเขา ต่อให้ข้อความเราดีแค่ไหน สุดท้ายก็พูดกันไม่รู้เรื่อง”
แฟลตฟอร์ม เลือกพื้นที่ศักยภาพ
ผู้ร่วมอบรมยังได้ทดลองใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเกี่ยวกับงานสถาปัตย์ กับการออกแบบเมือง โดย ภาสุร์ นิมมล และ ธาริต บรรเทิงจิตร จาก MOR AND FARMER และ เครือข่าย Map Map พวกเขาอธิบายว่า ที่ผ่านมาหลายครั้งการพัฒนาเมืองมักเริ่มจากความตั้งใจว่า “อยากทำอะไร” หรือการตัดสินใจของคนบางกลุ่ม แต่เครื่องมืออย่าง Map Map Studio ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อช่วยให้การออกแบบและพัฒนาเมืองเริ่มจากการ “ดูข้อมูลของพื้นที่ก่อน”

แพลตฟอร์มนี้รวบรวมข้อมูลเมืองหลายด้านไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลประชากร วิถีชีวิต โครงสร้างพื้นฐาน สุขภาพของคนในพื้นที่ รวมถึงข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมและพื้นที่สีเขียว เมื่อข้อมูลเหล่านี้ถูกซ้อนทับบนแผนที่ ก็จะช่วยให้เห็นภาพรวมของเมืองได้ชัดขึ้นว่า พื้นที่ไหนมีศักยภาพ พื้นที่ไหนยังขาดพื้นที่สาธารณะ หรือพื้นที่ไหนควรได้รับการพัฒนาก่อน ตัวอย่างเช่น หากเป็นการพัฒนาพื้นที่สาธารณะสีเขียว ข้อมูลประชากรจะช่วยให้เห็นว่ามีคนอาศัยอยู่มากแค่ไหน มีโรงเรียนหรือชุมชนอยู่ใกล้หรือไม่ ขณะที่ข้อมูลด้านสุขภาพ เช่น ภาวะโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือสุขภาพจิตของคนในเมือง ก็สามารถนำมาใช้ประกอบการออกแบบฟังก์ชันของพื้นที่ให้ตอบโจทย์การใช้งานจริงได้

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ การลงพื้นที่จริงเพื่อทำความเข้าใจบริบท พูดคุยกับผู้คน และสังเกตวิถีชีวิตของชุมชน ก็เป็นอีกส่วนสำคัญที่ช่วยยืนยันว่าการพัฒนานั้นสอดคล้องกับความต้องการของพื้นที่หรือไม่ ปัจจุบันเครื่องมือนี้ถูกนำไปใช้ร่วมกับภาคีเครือข่ายด้านการพัฒนาเมือง รวมถึงหน่วยงานท้องถิ่น เช่น สำนักงานเขตทั้ง 50 เขตของกรุงเทพมหานคร เพื่อช่วยวิเคราะห์และเลือกพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการพัฒนาพื้นที่สาธารณะและพื้นที่สีเขียว โดยมีเป้าหมายให้การพัฒนาเมืองตอบโจทย์คุณภาพชีวิตของประชาชนมากที่สุด

มองเมืองผ่านกรอบ เมือง นิเวศ และผู้คน
ผศ.วรงค์ วงศ์ลังกา อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ หลักสูตรภูมิสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ชวนมองการพัฒนาเมืองผ่านความสัมพันธ์ระหว่าง “พื้นที่ นิเวศ และผู้คน” โดยชี้ว่า หลายครั้งการออกแบบพื้นที่สาธารณะมักมองเพียงภาพทางกายภาพ จนละเลยคุณค่าที่ซ่อนอยู่ในวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของคนในพื้นที่ เวลาที่เราไปเห็นพื้นที่ไหนก็ตามที่มนุษย์เข้าไปจัดการ ไม่ว่าจะเป็นบ่อน้ำหรือทุ่งนา ไม่ได้เกิดขึ้นจากแรงงานอย่างเดียว แต่มีทั้งความเชื่อ ความจำเป็น และความสัมพันธ์ของผู้คนรวมอยู่ในนั้น
ผศ.วรงค์ อธิบายว่า พื้นที่ที่มนุษย์ใช้ดำรงชีวิต เป็นผลลัพธ์ของปัจจัยหลายอย่างที่ซ้อนทับกันอยู่ แต่เมื่อพูดถึงการพัฒนาพื้นที่ใหม่ ๆ สิ่งเหล่านี้มักถูกมองข้าม เหลือเพียงภาพของการ “ทำซ้ำ” รูปแบบบางอย่าง เช่น การสร้างนาขั้นบันได ปลูกต้นไม้ในเมืองจำนวนมาก โดยคาดหวังว่ามันจะเติบโตและมีคุณค่าเหมือนพื้นที่เดิม
“ในความเป็นจริงมันไม่ใช่แบบนั้น การที่ต้นไม้ต้นหนึ่งถูกเลือกให้อยู่ในชุมชน มันมีทั้งภาพจำ ความเชื่อ ความสัมพันธ์ และประโยชน์ใช้สอย เรื่องราวเหล่านี้ต่างหากที่ทำให้มันมีคุณค่า และคุณค่านั้นก็มาจากมนุษย์ที่อยู่รอบ ๆ ต้นไม้นั้น”
ผศ.วรงค์ วงศ์ลังกา

ผศ.วรงค์ มองว่า หากการออกแบบไม่เข้าใจบริบทเหล่านี้ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือพื้นที่ที่ดูเหมือนดีในเชิงการออกแบบ แต่กลับไม่มีใครใช้งาน หรือไม่สามารถคงอยู่ได้ในระยะยาว เพราะไม่ได้เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมและจิตใจของผู้คนในพื้นที่ หนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนปัญหานี้ได้ชัด คือ “เครื่องออกกำลังกายกลางแจ้ง” ที่ถูกติดตั้งในหลายชุมชน แต่กลับมีวัชพืชขึ้นรกร้าง เพราะไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตจริงของผู้คน เพราะ ถ้าเราพูดถึงการออกกำลังกาย มันเป็นแนวคิดค่อนข้างใหม่ คนไทยแต่เดิมไม่ได้ออกกำลังกายผ่านเครื่องแบบนั้น เราออกกำลังกายจากการกวาดลานบ้าน จากการทำเกษตร หรือจากกิจกรรมในชีวิตประจำวัน และ เครื่องออกกำลังกายถูกออกแบบมาเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ แต่เมื่อนำมาติดตั้งในพื้นที่ชุมชนกลับไม่ได้คำนึงถึงกิจกรรมดั้งเดิมที่ผู้คนคุ้นเคย เช่น การกวาดลาน การสานเครื่องจักสาน หรือการทำงานที่ใช้กล้ามเนื้อในชีวิตประจำวัน
“อีกอย่างหนึ่ง บ้านเราเป็นเมืองร้อน คนไทยไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ก็ไม่ได้ชอบแดด เราชอบร่มเงา ชอบความร่มเย็น แต่เครื่องออกกำลังกายกลางแจ้งหลายแห่งถูกวางไว้กลางลานโล่ง ๆ คิดว่าให้มันเด่น คนจะเห็นเยอะ แต่สุดท้ายมันก็ไม่ได้ถูกใช้งาน แล้วก็กลายเป็นพื้นที่ร้างไปในที่สุด”
ผศ.วรงค์ วงศ์ลังกา
ในกระบวนการเวิร์กช็อปที่จัดขึ้น ผศ.วรงค์ ได้ชวนผู้เข้าร่วมฝึกมองพื้นที่ผ่าน “สามแกนสำคัญ” ได้แก่ สถานที่ ผู้คน และวัฒนธรรม เพื่อทำความเข้าใจความสัมพันธ์ที่ซ่อนอยู่ในพื้นที่ก่อนจะลงมือออกแบบ เพราะสิ่งต่าง ๆ ที่เราเห็นว่ามันอยู่มาได้ยาวนาน มันไม่ได้มีแค่โครงสร้างหรือฮาร์ดแวร์ แต่มันมีซอฟต์แวร์ที่คอยจัดการอยู่ด้วย “ซอฟต์แวร์” ในที่นี้หมายถึงวิถีชีวิต ความสัมพันธ์ และบทบาทของผู้คนที่ทำให้พื้นที่มีความหมาย
เช่น ศาลาประจำหมู่บ้านที่ไม่ได้เป็นเพียงโครงสร้างทางกายภาพ แต่เกี่ยวโยงกับผู้คนที่มาใช้งาน ความสัมพันธ์ระหว่างคนในชุมชน รวมถึงสภาพแวดล้อมรอบข้างอย่างต้นไม้หรือพื้นที่ร่มเงา ถ้าเรามองเห็นความสัมพันธ์เหล่านี้ เวลาจะสร้างอะไรใหม่ เราจะไม่ลืมโยงใยของมัน เราจะรู้ว่าจะหยิบอะไรจากของเดิมมาใช้ให้เหมาะสม หากการออกแบบพื้นที่สามารถเชื่อมโยงองค์ประกอบเหล่านี้ได้อย่างเหมาะสม ก็จะทำให้เกิด “สถานที่ใหม่” ที่ผู้คนรู้สึกผูกพัน ใช้งานจริง และพร้อมร่วมกันดูแลรักษาให้คงอยู่ต่อไปได้ในระยะยาว


การออกแบบเพื่อชีวิตที่ดี Wellbeing by Design
ผศ.ปาณิทัต รัตนวิจิตร หัวหน้าฝ่ายหลักสูตรฝึกอบรมและการวิจัย โครงการ we!park และ อาจารย์ประจำภาควิชาภูมิสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อธิบายถึง กรอบแนวคิดการพัฒนาพื้นที่สาธารณะเพื่อ ส่งเสริมสุขภาวะ (Wellbeing by Design: A Framework for Healthy Public Spaces) ว่าแนวคิดการออกแบบของ we!park ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ แต่พัฒนามาจากประสบการณ์จริงในการทำงานกับพื้นที่สาธารณะต้นแบบหลายแห่ง
โดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของผู้คนในพื้นที่ตั้งแต่ขั้นตอนแรกของการทำงาน คือ ตั้งแต่การค้นหาพื้นที่ การร่วมกันคิดโปรแกรมกิจกรรม การลงแรงพัฒนาพื้นที่ร่วมกัน ไปจนถึงการหาโมเดลการบริหารจัดการในระยะยาว กระบวนการทั้งหมดถูกนำมาถอดบทเรียนเพื่อพัฒนาเป็นองค์ความรู้ และถ่ายทอดต่อให้กับผู้ที่สนใจนำแนวคิดไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่ของตนเอง

ผศ.ปาณิทัต ชี้ว่า หัวใจสำคัญของการพัฒนาพื้นที่สาธารณะ คือ กระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน ซึ่งควรเริ่มตั้งแต่ต้นทางของการทำงาน โดยต้องเลือกใช้เครื่องมือและวิธีการที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ สิ่งสำคัญคือการสื่อสารอย่างจริงใจ การเข้าไปพูดคุยและทำความเข้าใจชุมชนอย่างแท้จริง เพราะเมื่อชุมชนเห็นถึงความตั้งใจในการพัฒนาพื้นที่ พวกเขาก็จะพร้อมเข้ามามีส่วนร่วมและร่วมมือกันขับเคลื่อน
ในกิจกรรมเวิร์กชอป ผู้เข้าร่วมยังได้ทดลอง สวมบทบาท เพื่อทำความเข้าใจมุมมองของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นภาคเอกชนที่พร้อมสนับสนุน ภาครัฐที่มีกรอบนโยบายและงบประมาณ ภาคชุมชนที่มีความต้องการของคนในพื้นที่ รวมถึงภาควิชาการที่มีองค์ความรู้ ผู้เข้าร่วมได้ลองคิดและออกแบบพื้นที่ภายใต้โจทย์ที่ท้าทาย เช่น พื้นที่ที่มีปัญหาน้ำท่วม พื้นที่ที่ชุมชนยังไม่พร้อมต่อการพัฒนา หรือชุมชนที่มีทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาเดิม เช่น ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นหรือ OTOP แต่กำลังเผชิญปัญหาคนรุ่นเก่าสูงอายุและขาดคนสืบต่อ
“ทำให้ผู้เข้าร่วมต้องคิดหาวิธีพัฒนาพื้นที่สาธารณะให้ตอบโจทย์หลายมิติ ทั้งมิติด้านสุขภาพกาย การสร้างพื้นที่กิจกรรมที่เหมาะสมกับคนทุกกลุ่มวัย มิติด้านจิตใจและสังคม ที่ทำให้ผู้คนมีพื้นที่พบปะ พูดคุย และทำกิจกรรมร่วมกัน รวมถึงมิติทางเศรษฐกิจ ที่ช่วยสร้างรายได้และทำให้พื้นที่สามารถดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืน”
ผศ.ปาณิทัต รัตนวิจิตร




ผศ.ปาณิทัต เล่าว่า ภายในเวิร์กชอปยังมีการใช้โมเดลจำลอง เช่น ต้นไม้ เก้าอี้ หรือองค์ประกอบพื้นที่สาธารณะ ให้ผู้เข้าร่วมทดลองจัดวาง เพื่อออกแบบพื้นที่ตามความต้องการของผู้ใช้จริง เช่น ผู้สูงอายุที่ต้องการพื้นที่นั่งพักหรือทำกิจกรรมยามเช้า เด็กที่ต้องการพื้นที่วิ่งเล่น หรือการออกแบบพื้นที่ที่สามารถอยู่ร่วมกับปัญหาน้ำท่วมได้ เช่น การใช้แนวคิด Bioengineering และหลักการธรรมชาติช่วยจัดการน้ำ
“การทดลองออกแบบผ่านกระบวนการนี้ ทำให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้การมองพื้นที่อย่างรอบด้าน และสามารถคิดต่อยอดไปไกลกว่ากรอบโจทย์ที่กำหนด สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของการทำงานร่วมกันระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาพื้นที่สาธารณะเพื่อสุขภาวะ”
ผศ.ปาณิทัต รัตนวิจิตร
ทัศนศึกษาพื้นที่สีเขียวสุขภาวะต้นแบบ
เพื่อให้มองเห็นภาพชัดขึ้น ผู้ร่มอบรมได้ลงพื้นที่นั่งรถแดง ทัศนศึกษาพื้นที่สีเขียวสุขภาวะต้นแบบที่ประสบความสำเร็จใน จ.เชียงใหม่ 4 จุด ประกอบด้วย สวนผักคนเมือง พื้นที่ต้นแบบของการใช้เมืองผลิตอาหาร ฟื้นฟูดิน และสร้างการเรียนรู้ร่วมกันของชุมชน แสดงพลังของการมีส่วนร่วมที่เปลี่ยนพื้นที่เล็กๆ ให้กลายเป็นโครงสร้างสุขภาวะใกล้บ้าน พื้นที่วัดช่างฆ้อง (เดิม)
การฟื้นชีวิตย่านไนท์บลาซาร์ และคลองแม่ข่าผ่านพื้นที่สาธารณะใหม่ ยกระดับคุณค่าด้านสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และงานสร้างสรรค์ในพื้นที่ ด้วยความร่วมมือจากเครือข่ายในพื้นที่ สวนริมน้ำคาว ฝายมังกาละโป่ ฟื้นคลองเมืองด้วยโคลงสร้างน้ำและพืชพรรณริมฝั่งช่วยชะลอน้ำ และเปลี่ยนพื้นที่ริมน้ำให้กลับมาเป็นพื้นที่สาธารณะที่คนใช้และดูแลร่วมกัน สวนสาธารณะสถานีรถไฟเชียงใหม่ สวนสาธาณะระดับเมือง ที่ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสุขภาพ สร้างร่วมเงา ลดความร้อน และรองรับกิจกรรมของคนทุกวัยในชีวิตประจำวัน
โดยมี ทนวินท วิจิตรพร จาก Jaibaan Studio (ใจบ้านสตูดิโอ), โอบเอื้อ กันธิยะ จาก วิ่งเล่นสตูดิโอ และ ผศ.วรงค์ โดยแบ่งเป็น 4 ทีม เพื่อร่วมสังเกตในด้านต่างๆ ประกอบด้วย 1. ด้านกายภาพและสิ่งแวดล้อม 2. ด้านกิจกกรมที่เกิดขึ้นในพื้นที่ 3. ด้านศักยภาพที่มองเห็น ว่าพื้นที่นั้น ๆ สามารถเพิ่มอะไรได้อีกบ้าง และ 4. ด้านนโยบาย เพื่อนำมาแลกเปลี่ยนมุมมองแนวคิดและข้อเสนอที่ได้จากการลงพื้นที่ เพื่อนำไปต่อยอดในการพัฒนาโครงการของตนเองต่อไป






