“ทำร้ายคนต่างวัฒนธรรม ไม่ใช่การปกป้องชาติ” ขออย่าให้ความเกลียดชัง-ศาลเตี้ย เป็นเครื่องมือของสังคม

‘เครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม’ ออกแถลงการณ์ กรณีคลิป ‘เฮียตี๋’ ใช้ความรุนแรงต่อบุคคลชาติพันธุ์กะเหรี่ยง หวั่น อ้างรักชาติ เพื่อสร้างความชอบธรรมใช้ความรุนแรงต่อคนที่มีวัฒนธรรมแตกต่าง สะท้อนแนวคิดอันตรายต่อสังคมพหุวัฒนธรรม ย้ำ ความเป็นไทย ไม่เคยถูกสร้างขึ้นจากความเกลียดชัง แต่ถูกหล่อหลอมจากการอยู่ร่วมกันของผู้คนหลากหลายวัฒนธรรม

จากกรณี เฮียตี๋ สเต็กกระทะร้อน สมาชิก กลุ่มไทยไม่ทน โพสต์คลิปขณะเข้าไปพูดคุยและทำร้ายร่างกายต่อชายชาติพันธุ์กะเหรี่ยง บริเวณหน้าร้านบาร์โฮสแห่งหนึ่ง ในพื้นที่พัทยาใต้ ตำบลหนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี จนนำไปสู่กระแสการวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์ 

ล่าสุด เครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ออกแถลงการณ์ ต่อเหตุการณ์ใช้ความรุนแรงต่อบุคคลชาติพันธุ์กะเหรี่ยง  

มนุษย์ไม่ได้ยิ่งใหญ่เพราะเขาเกิดมาคล้ายกัน
แต่มนุษย์ยิ่งใหญ่ เพราะเขาเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับความแตกต่างโดยไม่ทำร้ายกัน

คือสิ่งที่ระบุไว้ตอนต้นของแถลงการณ์ โดย ผศ.สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ ประธานเครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ตั้งใจสื่อสาร เพื่อชี้ให้เห็นว่า ในโลกที่กำลังก้าวเข้าสู่ศตวรรษแห่งความหลากหลาย การอยู่ร่วมกันของผู้คนต่างภาษา ต่างวัฒนธรรม และต่างชาติพันธุ์ คือบททดสอบสำคัญของอารยธรรมของสังคม

ผศ.สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ ประธานเครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม

จากเหตุการณ์การใช้ความรุนแรงต่อบุคคลชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ซึ่งถูกเผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยการทำร้ายร่างกาย บังคับให้ขอโทษ และมีการกล่าวอ้างว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการ “สั่งสอน” หรือ “กู้ศักดิ์ศรีคนไทย” นั้น เครือข่ายกะเหรี่ยงฯ มิได้ต้องการกล่าวหาหรือเข้าข้างใครเป็นการส่วนตัว แต่ต้องการชี้ให้เห็นว่า ปรากฏการณ์นี้มิได้เป็นเพียงเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างบุคคล หากแต่สะท้อนคำถามสำคัญต่อสังคมไทยว่า 

“เราจะยืนอยู่บนหลักการของความยุติธรรม หรือปล่อยให้ความเกลียดชังและศาลเตี้ยกลายเป็นเครื่องมือของสังคม”

เครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นเครือข่ายชุมชนกะเหรี่ยงใน 16 จังหวัดทั่วประเทศไทย ขอแสดงจุดยืนต่อสาธารณะดังต่อไปนี้

1. กะเหรี่ยงคือส่วนหนึ่งของแผ่นดินนี้ เครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ขอยืนยันอย่างหนักแน่นว่า ชาติพันธุ์กะเหรี่ยงเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ดั้งเดิมที่ร่วมสร้างบ้าน สร้างเมือง และดูแลผืนแผ่นดินนี้มาอย่างยาวนานก่อนที่คำว่า “รัฐชาติ” จะถือกำเนิด ก่อนที่พรมแดนจะถูกลากเส้นบนแผนที่ ผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์ รวมทั้งกะเหรี่ยง ได้ร่วมกันดูแลภูเขา ป่าไม้ และสายน้ำของภูมิภาคนี้ กะเหรี่ยงจึงมิใช่ “คนนอก” ของสังคมไทยแต่คือ พลเมืองสยาม และพลเมืองไทย ตามที่ปราชญ์กะเหรี่ยงกล่าวไว้ว่า

ผืนดินไม่เคยถามว่าเรามาจากเผ่าไหน
สายน้ำไม่เคยถามว่าเราพูดภาษาอะไร
มีแต่มนุษย์เท่านั้นที่ตั้งกำแพงขึ้นระหว่างกัน

2. การทำร้ายคนต่างวัฒนธรรมไม่ใช่การปกป้องชาติ เครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งต่อการสร้างวาทกรรมว่า การทำร้ายบุคคลชาติพันธุ์กะเหรี่ยงคือการ “ปกป้องคนไทย” หรือ “กู้ศักดิ์ศรีคนไทย” การอ้างความรักชาติ เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการใช้ความรุนแรงต่อคนที่มีวัฒนธรรมแตกต่าง เป็นแนวคิดที่อันตรายต่อสังคมพหุวัฒนธรรม เพราะความเป็นไทยไม่เคยถูกสร้างขึ้นจากความเกลียดชัง แต่ถูกหล่อหลอมขึ้นจากการอยู่ร่วมกันของผู้คนหลากหลายวัฒนธรรม  เครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมจึงไม่ปรารถนาจะเห็น “ไฟที่จุดเพื่อเผาคนอื่น สุดท้ายจะเผาบ้านของตัวเอง”

3. ศาลเตี้ยไม่ใช่ความยุติธรรม เครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ไม่อาจยอมรับการใช้ ความรุนแรง การรุมทำร้าย หรือการตั้งศาลเตี้ยเพื่อแก้ไขปัญหาในสังคม ไม่ว่าผู้ถูกกระทำจะเป็นใคร ไม่ว่าข้อกล่าวหาจะเป็นอย่างไร การใช้กำลัง การใช้ความรุนแรง หรือการประจานผ่านสื่อ ไม่ใช่กระบวนการยุติธรรม ในรัฐที่ยึดหลักนิติธรรม ไม่มีใครมีสิทธิ์ตั้งตนเป็นผู้พิพากษาเหนือกฎหมาย ปราชญ์ชนเผ่ากล่าวไว้ว่า

“ผู้ที่ถือกำปั้นอาจคิดว่าตนมีอำนาจ  
แต่ผู้ที่ยึดความยุติธรรมต่างหากคือผู้ที่เข้มแข็งกว่า”

4. ศักดิ์ศรีของมนุษย์ไม่มีลำดับชั้น เครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ไม่เห็นด้วยต่อการลดทอนคุณค่าของมนุษย์ผ่านการเหมารวมทางอัตลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็นคำว่า “คนไทย” “คนกะเหรี่ยง” หรือชาติพันธุ์ใด เพราะศักดิ์ศรีของมนุษย์ไม่เคยมีลำดับชั้น

ข้อเสนอและข้อเรียกร้อง

  • ในกรณีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ขอให้มีการตรวจสอบและพิจารณาข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน บนหลักความเป็นธรรม ความเสมอภาค และหลักนิติธรรม หากปรากฏว่าฝ่ายใดมีการกระทำที่เข้าข่ายความผิด ควรเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามกฎหมายโดยเคร่งครัด โดยต้องไม่มีการเลือกปฏิบัติหรือยกเว้นแก่บุคคลใด

  • ขอให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้ พร้อมทั้งนำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างถึงที่สุด

  • เครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีเครือข่ายชุมชนใน 16 จังหวัดทั่วประเทศไทย จะติดตามความคืบหน้าในการดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด จนกว่ากระบวนการยุติธรรมจะแล้วเสร็จ

เครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม จึงขอเสนอให้มีการนำ พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ มาใช้เป็นส่วนหนึ่งของกรอบการพิจารณาในกรณีนี้ เพราะกฎหมายที่เคารพความหลากหลายคือรากฐานของสังคมที่เป็นธรรม  และเราเชื่อว่า

ป่าจะอยู่ได้เพราะต้นไม้หลายชนิด สังคมที่หลากหลายทางวัฒนธรรมจะอยู่ได้ เพราะมนุษย์เคารพกัน สันติภาพมิได้เกิดจากการที่ผู้หนึ่งชนะอีกผู้หนึ่ง แต่เกิดจากการที่มนุษย์ทุกคนได้รับการยอมรับในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ด้วยความเชื่อมั่นในมนุษยธรรมและความหวังต่อสังคมที่ยืนอยู่บนความยุติธรรม”

ผศ.สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ ทิ้งท้าย

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active