iLaw ชี้ กกต. ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ลบคลิปไม่มีกฎหมายรองรับ ยันต้องอิง พ.ร.บ.คอมฯ สั่งลบโดยติดต่อกับโซเชียลมีเดียแพลตฟอร์มโดยตรง ถือเป็นการกระทำนอกกฎหมาย
วันนี้ (28 ม.ค. 69) โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) และเครือข่ายภาคประชาชน ยื่นหนังสือต่อเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้ทบทวนคำสั่งลบ แก้ไข เปลี่ยนแปลง ภาพ ข้อความ และวิดีโอในสื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับการออกเสียงประชามติ โดย ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการ iLaw, ธนวรรธน์ สุวรรณปาล กลุ่มครูขอสอน และ เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา ได้ร่วมกันอ่านแถลงการณ์ เนื้อหาระบุว่า ตามที่ กกต. ออกข่าวประชาสัมพันธ์ กรณีมีคำสั่งให้ลบคลิปจากเพจเฟซบุ๊ก “แม่แนน น้องสมาร์ท” จำนวน 3 คลิป โดยอ้างว่าคลิปวิดีโอดังกล่าวมีการนำเสนอเนื้อหาบางส่วนที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติไม่ถูกต้อง รวมทั้งอ้างว่าอาจเข้าข่ายเป็นการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (พ.ร.บ. ประชามติฯ) และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ) นั้น

iLaw เห็นว่า การใช้อำนาจของ กกต.ดังกล่าวนั้น เป็นการปฏิบัติหน้าที่และใช้อำนาจโดยไม่มีกฎหมายรองรับ รวมทั้งอาจเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา จึงขอให้ กกต. ดำเนินการทบทวนคำสั่งลบคลิปดังกล่าวและปฏิบัติตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติอย่างเคร่งครัด โดยเหตุผล ดังต่อไปนี้
- พ.ร.บ.ประชามติฯ มิได้ให้อำนาจ กกต. ในการสั่งให้ผู้เผยแพร่คลิปวิดีโอตามเพจเฟซบุ๊กดังกล่าวแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือลบคลิป โดยมาตรา 16 วรรคสามของพ.ร.บ. ประชามติได้ให้อำนาจ กกต. สั่งการต่อผู้ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์เท่านั้น ไม่ได้ให้อำนาจสั่งการส่วนที่เกี่ยวข้องกับสื่อออนไลน์ (Social Media) หรือระบบคอมพิวเตอร์ด้วย ดังนั้น หาก กกต. โดยศูนย์บริหารการหาเสียงอิเล็กทรอนิกส์ (E-War Room) เห็นว่าคลิปวิดีโอซึ่งเผยแพร่ในสื่อออนไลน์ดังกล่าวนั้นมีข้อความหรือถ้อยคำที่ฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ กกต.ก็จะต้องไปดำเนินการในทางอาญา เช่น ดำเนินการฟ้องร้องหรือแจ้งความ มิใช่ออกคำสั่งให้ลบคลิปวิดีโอดังกล่าว
นอกจากนี้ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ ให้อำนาจเฉพาะพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวในการดำเนินการลบข้อมูลที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายออกจากระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งการใช้อำนาจดังกล่าวจะต้องมีการปฏิบัติตามขั้นตอนและเงื่อนไขตามที่กฎหมายกำหนดไว้ในมาตรา 20 กล่าวคือ จะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ต้องแสดงพยานหลักฐานและยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ศาลพิจารณาและมีคำสั่งว่าเนื้อหาใดเข้าข่ายการกระทำความผิดตามมาตรา 14 และมีคำสั่งให้ระงับการเผยแพร่หรือมีคำสั่งให้ลบข้อมูลดังกล่าวออกจากระบบคอมพิวเตอร์
ดังนั้นหาก กกต. เห็นว่า การเผยแพร่คลิปวิดีโอดังกล่าวอาจเป็นความผิดตามกฎหมาย เช่น พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ก็จะต้องไปดำเนินการตามกฎหมายดังกล่าวเสียก่อน หรือมีบุคคลอื่นซึ่งได้ถูกพาดพิงในคลิปดังกล่าว เห็นว่า การเผยแพร่คลิปวิดีโอดังกล่าวเป็นการหมิ่นประมาททำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง บุคคลนั้นก็ย่อมสามารถใช้สิทธิดำเนินคดีทางอาญาได้เอง มิใช่เหตุผลที่คณะกรรมการการเลือกตั้งจะไปดำเนินการแทนได้แต่อย่างใด
การดำเนินการของ กกต. ในลักษณะที่มีคำสั่งให้ลบคลิปดังกล่าว โดยไม่ได้ดำเนินการให้ถูกต้องตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ จึงเป็นการใช้อำนาจที่ไม่มีกฎหมายรองรับ และไม่ชอบด้วยกฎหมาย และยังอาจเป็นความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามมาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญาอีกด้วย
- คำสั่งลบคลิปนี้ มิได้ระบุหรืออธิบายเหตุผลไว้อย่างชัดเจนว่า ข้อความตามคลิปวิดีโอฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งกฎหมายข้อใด อย่างไร ทั้งนี้ คลิปวิดีโอดังกล่าวมีลักษณะเป็นการแสดงความคิดเห็นและให้ความรู้ประชาชนเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งประชาชนย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นดังกล่าวตามที่รัฐธรรมนูญและ พ.ร.บ. ประชามติฯ มาตรา 17 รับรองไว้ แม้คลิปดังกล่าวจะมีถ้อยคำที่ไม่เป็นทางการ และใช้วาทศิลป์ในการล้อเลียน หรือสรุปใจความสำคัญตามความเข้าใจของผู้จัดทำคลิปที่เกี่ยวกับประชามติ รวมทั้งมีการกล่าวพาดพิงถึงบทบาทของสำนักงาน กกต. บ้าง แต่การกระทำดังกล่าวก็เป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นและการวิพากษ์วิจารณ์การดำเนินงานขององค์กรอิสระภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ไม่ได้เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติแต่อย่างใด
หาก กกต. เห็นว่า ข้อความดังกล่าวมีถ้อยคำที่ขัดต่อกฎหมายหรือเป็นความผิดอาญาตามกฎหมาย เช่น มีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องที่จะออกเสียงประชามติอันเป็นเท็จ คณะกรรมการการเลือกตั้งในฐานะผู้ควบคุมดูแลการออกเสียงประชามติเป็นไปด้วยความสุจริต เที่ยงธรรม เสรี เสมอภาค และชอบด้วยกฎหมาย ก็ย่อมมีหน้าที่ที่จะอธิบายต่อประชาชนว่าข้อความดังกล่าวนั้น มีส่วนใดบ้างที่เป็นเท็จ ข้อความดังกล่าวนั้นเป็นเท็จอย่างไร และเนื้อความที่ถูกต้องควรเป็นอย่างไร ทั้งนี้ ก็เพื่อให้ประชาชนเกิดความรู้และความเข้าใจที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่จะออกเสียงประชามติก่อนวันออกเสียง มิใช่ใช้อำนาจออกคำสั่งลบคลิปโดยไม่มีคำอธิบายหรือเหตุผลรองรับ อันอาจก่อให้เกิดความหวาดกลัวในการรณรงค์และการแสดงความคิดเห็น และส่งผลต่อความเป็นธรรมในการออกเสียงประชามติได้
- ในปัจจุบัน ได้มีการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่จะออกเสียงประชามติอยู่เป็นจำนวนมาก เช่น ข้อความที่กล่าวอ้างว่ารัฐธรรมนูญ 2560 บัญญัติให้นักการเมืองที่ทุจริตมีโทษจำคุกหรือโทษประหารชีวิต บัญญัติให้ความผิดที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตประพฤติมิชอบนั้นไม่มีอายุความ หรือบัญญัติให้นักการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองห้ามใช้สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เช่น การโดยสารด้วยบัตรโดยสารชั้นหนึ่ง (First-Class) อีกทั้งยังปรากฏว่า มีนักการเมืองและบุคคลสาธารณะอีกหลายท่านที่อาศัยข้อมูลเท็จต่าง ๆ ในการหาเสียงเลือกตั้ง การรณรงค์และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่จะออกเสียงประชามติ ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ และสื่อวิทยุโทรทัศน์จำนวนมาก เช่น การกล่าวว่าการออกเสียงเห็นชอบในประชามติจะเป็นเสมือนการ “ตีเช็คเปล่า” ให้นักการเมืองสามารถจัดทำรัฐธรรมนูญอย่างใด ๆ ก็ได้โดยไม่มีข้อจำกัด ซึ่งข้อความดังกล่าวไม่เป็นความจริงอย่างชัดแจ้ง

ในสื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับการออกเสียงประชามติ
จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ดำเนินการอย่างใด ๆ กับการเผยแพร่และการแสดงความคิดเห็นโดยอาศัยข้อมูลอันเป็นเท็จเหล่านี้ การที่คณะกรรมการการเลือกตั้งเลือก ที่จะดำเนินการในคลิปวิดีโอดังกล่าวเพียงรายเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคลิปที่มีการพาดพิงถึงเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งโดยเฉพาะ จึงเป็นที่น่ากังวลว่า อาจเป็นการดำเนินการครั้งนี้ อาจส่งผลให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชนในการสื่อสารให้ข้อมูลเรื่องประชามติรัฐธรรมนูญ และยังเป็นเรื่องที่น่าสงสัยและกังขาว่า การใช้อำนาจครั้งนี้ เป็นเรื่องประโยชน์ส่วนบุคคล หรือเป็นการปกป้องชื่อเสียงของเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งเท่านั้นหรือไม่
ผู้อำนวยการ iLaw ระบุว่า เป็นกลุ่มคนที่รณรงค์เห็นชอบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยติดตามการทำงานของ กกต. ว่าสิ่งใดผิดกฎหมาย ไม่ผิดกฎหมาย โดยเห็นว่า กกต. สั่งลบคลิป ซึ่งมีข้อสังเกตทางกฎหมายว่า ข้อความดังกล่าวไม่มีข้อความเท็จ ไม่ได้ผิดกฎหมาย และกกต. ไม่มีอำนาจสั่งลบคลิปเอง โดยมาตรา 77 พ.ร.บ. ประชามติฯ ไม่ได้ให้อำนาจ กกต.ในการสั่งลบ ขั้นตอนการลบจะต้องเป็นไปตามมาตรา 20 พ.ร.บ. คอมฯ และในกรณีที่ กกต.สั่งลบโดยติดต่อกับโซเชียลมีเดียแพลตฟอร์มโดยตรง ก็ถือเป็นการกระทำนอกกฎหมาย
ขณะที่ เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา ก็ย้ำว่า หาก กกต. จริงจังกับการจัดการข้อมูลที่ผิดพลาดจริง ๆ สื่อมวลชนเองก็เห็นว่ามีการเผยแพร่ข้อมูลจากฝ่ายที่ไม่เห็นชอบหลากหลายรูปแบบ เช่น โทษประหารชีวิตและอายุความของคดีทุจริต แต่ กกต. ก็ไม่ได้ดำเนินการแต่อย่างใด กระทั่งเอกสารเผยแพร่ของ กกต. ที่ระบุข้อเสียว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก่อความขัดแย้งได้มากกว่าเมื่อเทียบกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา แต่เมื่อพิจารณามติของรัฐสภา กลับพบว่าร่างแก้ไขรัฐธรรรมนูญผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาถึง 2 ฉบับ คือ ฉบับที่เสนอโดยพรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทย โดยไม่ได้เกิดความขัดแย้งแต่อย่างใด ทางที่ดี กกต. ควรจะเข้าไปร่วมชี้แจงในช่องทางที่เข้าถึงได้สะดวกด้วยเพื่อสร้างความเข้าใจต่อประชาชนมากขึ้น
