หวัง ‘ประชามติ’ เปิดประตูสู่รัฐธรรมนูญที่รับรอง คุ้มครองสิทธิคนทุกกลุ่ม ลดเหลื่อมล้ำ   

ภาคประชาชน ร่วมรณรงค์ ประชามติ 8 กุมภาฯ หวังเดินหน้าเปลี่ยนประเทศให้โปร่งใส เป็นธรรมกับทุกฝ่าย ยกกรณี กกต.ผิดพลาดซ้ำซาก สะท้อนความจำเป็นต้องสร้างกติกาใหม่ ให้องค์กรอิสระถูกตรวจสอบ ถอดถอนได้จริง ยอมรับเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ไม่ง่าย แต่ต้องไปให้ถึงการทำให้ยึดโยงประชาชนมากที่สุด

เมื่อวันที่ 3 ก.พ. 69 ที่ลานหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เครือข่ายขับเคลื่อนสังคมเลือกตั้ง 69 ร่วมกับ ขบวนการสร้างเสริมสุขภาพประชาชน จัดกิจกรรมรณรงค์เชิญชวนประชาชนออกไปใช้สิทธิ์ออกเสียงประชามติรัฐธรรมนูญ ในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

ทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมชายบ้านกาญจนาภิเษก ระบุว่า ผู้คนอาจจะคิดไม่เหมือนกัน แต่การประชามติรัฐธรรมนูญ มีเรื่องราวมากว่าการกาไม่กี่วินาที หากมีการ เห็นชอบ มหาศาลก็จะเข้าสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งใช้เงินเยอะ ส่วนตัวเคยเป็นทีมยกร่างรัฐธรรมนูญชุด บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รับเงินเขียนวันละ 6,000 บาท ประธานฯ และรองประธานวันละ 9,000 บาท เมื่อรวมค่าใช้จ่ายอื่นอีกจำนวนมาก แม้มีคนตั้งคำถามว่า ทำไมต้องตั้งงบฯ มหาศาลในการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทั้ง ๆ ที่มีของเดิมอยู่ แต่ก็อาจลืมตั้งคำถามเช่นกันว่า รัฐธรรมนูญที่ถูกฉีกไป คนฉีกไม่เคยรับผิดชอบงบประมาณที่เสียไป หรือไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย

“อย่างไรก็ตามการเขียนใหม่ เขาต้องไม่ลืมไปว่ายังมีประชาชนตัวเล็ก ๆ มากมายในประเทศนี้ ดังนั้นครั้งนี้จึงอยากให้ประชามติเห็นชอบเพื่อทำรัฐธรรมนูญใหม่ ไปให้ถึงการยึดโยงประชาชนให้มากที่สุด แม้เข้าไปทั้ง 67 ล้านคนไม่ได้ แต่ก็มีตัวแทนเข้าไปเหมือนฉบับ 40 ทั้งนี้การเขียนครั้งนี้น่าจะมีบทเรียนหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือองค์กรอิสระต้องถอดถอนได้จริง เช่น คณะกรรมการการเลือกตั้งปัจจุบันทำงานผิดพลาดซ้ำซาก แต่ไม่มีการลงโทษ จะเห็นว่าองค์กรอิสระต่าง ๆ ที่ตั้งขึ้นได้เงินเดือนระดับพรีเมียม บวกสวัสดิการที่ดี แต่ผลงานดิ่งเหว สวนทางกับความคาดหวังประชาชน ดังนั้นการเขียนกันใหม่ ซึ่งไม่ง่ายแต่ก็ดีกว่าจมปลักอยู่กับฉบับที่มาจากเผด็จการและกักขังอนาคตของเราไว้”

ทิชา ณ นคร

บัณฑิต แป้นวิเศษ มูลนิธิเพื่อนหญิง ยอมรับว่า วันนี้กฎหมายภายใต้รัฐธรรมนูญที่บอกว่าให้ประชาชนสามารถรวมตัวเป็นสมาคม มูลนิธิ หรือกลุ่มต่างๆ แต่ในความเป็นจริงคือการรวมตัวเจรจาต่อรองของประชาชน และแรงงานยังไม่เป็นผล เพราะรัฐบาลทุกสมัย ยังไม่รับรองอนุสัญญา ILO ฉบับ 87 และ 98 นี่คือตัวอย่างการลดทอนอำนาจการต่อรองของแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานไม่สามารถขยับไปได้ บนพื้นฐานกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ฉบับ 2541 หรือฉบับปัจจุบันที่ยังไม่รวมแรงงานบางประเภท เช่น คนทำงานบ้าน แรงงานภาคเกษตร แรงงานภาครัฐตามสัญญาจ้าง และแรงงานลูกครึ่งหรือแรงงานตามแพลตฟอร์มที่ทำงานเยี่ยงทาสบนสัญญาจ้างที่เขาไม่ยอมเป็นนายจ้าง จะได้ไม่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายคุ้มครองแรงงาน ไม่ต้องดูแลสวัสดิการของคนทำงาน เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ล้วนอยู่ภายใต้กฎหมายใหญ่อย่างรัฐธรรมนูญ แต่กลับขัดแย้งกัน ดังนั้นวันนี้ตนจึงขอเป็นส่วนหนึ่งในการรณรงค์กาเห็นชอบแก้รัฐธรรมนูญใหม่

เพชรลดา ศรัทธารัตนตรัย แกนนำเครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพเยาวชน อ่านแถลงการณ์ ความตอนหนึ่งระบุว่า วิกฤตทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมที่ประเทศไทยเผชิญในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีรากฐานสำคัญมาจากโครงสร้างของรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ซึ่งตั้งอยู่บนฐานคิดของการรวมศูนย์อำนาจ การสืบทอดอำนาจทางการเมือง เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชนถดถอย สะท้อนโครงสร้างทางการเมืองที่ไม่ยอมรับเสียงที่แตกต่าง การลดทอนการมีส่วนร่วมและการตรวจสอบของประชาชนในด้านต่าง ๆ เป็นการปิดปากประชาชนที่ออกมาปกป้องผลประโยชน์ชาติ และการส่งเสริมบทบาทของกลุ่มทุนขนาดใหญ่โดยขาดการกำกับจากสังคม โครงสร้างดังกล่าวทำลายหลักธรรมาภิบาลและความโปร่งใสของประเทศ จนประเทศไทยถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีระดับความโปร่งใสต่ำในเวทีโลก เศรษฐกิจเติบโตต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค ความเหลื่อมล้ำทางรายได้และโอกาสเพิ่มสูงขึ้น

“ดังนั้นเราจึงเห็นร่วมกันว่า การใช้สิทธิเลือกตั้งเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง ควบคู่กับการร่วมลงประชามติเห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้จะเป็นหนทางสำคัญ และจำเป็นในการคลี่คลายทางตันของประเทศ เพื่อเปิดประตูบานแรกในการคืนอำนาจการกำหนดกติกาสูงสุดให้แก่ประชาชน โดยรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องเป็นรัฐธรรมนูญของประชาชน โปร่งใส ตรวจสอบได้ กระจายอำนาจ รับรองและคุ้มครองสิทธิประชาชนทุกกลุ่ม คุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เปิดพื้นที่การมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง เพื่อเป็นฐานการพัฒนาเศรษฐกิจที่เป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ มุ่งไปสู่การพัฒนาที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์อย่างเสมอหน้าภายใต้ภูมิรัฐศาสตร์และปัจจัยท้าทายในโลกยุคใหม่”

เพชรลดา ศรัทธารัตนตรัย

ขณะที่ ชูวิทย์ จันทรส เลขานุการขบวนการสร้างเสริมสุขภาพประชาชน เป็นตัวแทนอ่านบทกวี “ประชามติ รัฐธรรมนูญ” ซึ่งประพันธ์โดย วิสุทธิ์ ขาวเนียม เจ้าของรางวัลศิลปาธร ปี 2567 สาขาวรรณศิลป์ ใจความว่า

“ขออนาคต เราคืน ตื่นขึ้นเถิด
อย่าให้ความมืด ชักเชิด ละเมิดสิทธิ์
สร้างความหวัง พลังใจ ให้ชีวิต
ล้างยาพิษ ที่กร่อนกัด รัฐธรรมนูญ
หากยินยอม ต่ออธรรม เขียนคำสาป
สายลมแห่ง เสรีภาพ จะสิ้นสูญ
บ้านเมืองยับ ลับล่อ สิ่งสมบูรณ์
ความสุขใด จะค้ำคูน ประชาชน
มาปลดทิ้ง ปลิงทาก สร้างรากฐาน
เพื่อลูกหลาน ไม่ติดบ่วง ไม่ร่วงหล่น
สู่หุบเหว เปลวไฟ ในวังวน
ซึ่งคนเพียง ไม่กี่คน ผูกขาดคุม
มือจับมือ เริ่มต้นใหม่ ก้าวไปต่อ
ข้ามผ่านพ้น กลล่อ โคลนบ่อหลุม
ขับไล่หมอก เมฆดำ เวียนซ้ำคลุม
มรสุม ประเทศนี้ ต้องคลี่คลาย
ขออนาคต เราคืน ยืนยันสิทธิ์
กำหนดทิศ กำหนดทาง สร้างความหมาย
เมื่อชาติคือ ประชาชน เกลื่อนกล่นกราย
ประชาชน ต้องเป็นฝ่าย เคลื่อนพลัง
ออกไปเปิด ขอบฟ้า กะลาครอบ
ร่วมเห็นชอบ ต้อนรับแสง แห่งความหวัง
ฟื้นประเทศ ขึ้นจาก ซากผุพัง
ปลูกดอกไม้ ให้สะพรั่ง ทั้งแผ่นดิน…ปลูกดอกไม้ ให้สะพรั่ง ทั้งแผ่นดิน”

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active